พนักงานขอไม่ใช้ AI ทำงาน เพราะ ‘ขัดกับความเชื่อของตัวเอง’ ไม่ได้นับถือพระเจ้า แต่ใช้กฎหมายเสรีภาพทางศาสนา จนองค์กรยอม

ตั้งแต่ Copilot ที่ช่วยจดบันทึกการประชุม ไปจนถึง Claude และ ChatGPT ที่ถูกหยิบมาใช้กับงานประจำวัน มหาวิทยาลัยเคนทักกี (University of Kentucky) ในสหรัฐฯ กำลังผลักดันให้พนักงานใช้ AI มากขึ้นเรื่อย ๆ แต่พนักงานคนหนึ่งกลับขอไม่ใช้เลย และได้รับอนุมัติด้วยกฎหมายคุ้มครองเสรีภาพทางศาสนา ทั้งที่ตัวเองไม่ได้นับถือพระเจ้า

David Durman เจ้าหน้าที่บริหารงานวิจัยของมหาวิทยาลัย ผู้นิยามตัวเองว่าเป็น 'นักมนุษยนิยม' (Humanist) กังวลว่าการโยนความคิดของตัวเองให้เครื่องจักรทำแทนจะทำให้สูญเสียบางอย่างไป จึงยื่นจดหมายถึงสำนักงานความเท่าเทียมด้านโอกาสของมหาวิทยาลัยเพื่อขอยกเว้นการใช้ AI ในงาน โดยมี American Humanist Association (AHA) องค์กรไม่แสวงผลกำไรที่ปกป้องสิทธิของนักมนุษยนิยมและผู้ไม่นับถือพระเจ้า ช่วยร่างให้ จดหมายระบุว่าการพึ่ง AI ในงานที่ต้องใช้วิจารณญาณ การรับฟัง และความรับผิดชอบส่วนบุคคล ขัดกับความเชื่อที่ David ยึดถืออย่างลึกซึ้ง เพราะเป็นการลดทอนศักดิ์ศรีของมนุษย์ และเท่ากับ 'สละความเป็นผู้ตัดสินใจเชิงศีลธรรมของมนุษย์' ทิ้งไป

ไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังยื่นเรื่อง มหาวิทยาลัยก็อนุมัติคำขอ โดยประเมินแล้วว่าไม่สร้างภาระเกินควรให้หน่วยงาน ปัจจุบัน David ยังทำงานได้ครบทุกหน้าที่โดยไม่ต้องใช้ AI ด้วยตัวเอง ส่วนโฆษกของมหาวิทยาลัยระบุว่าคำขอแต่ละกรณีจะพิจารณาเป็นราย ๆ ไป ตามความเชื่อของพนักงาน หน้าที่หลักของงาน และสถานการณ์แวดล้อม

ไม่เชื่อในพระเจ้า แต่ทำไมยื่นในนามศาสนาได้

คำตอบอยู่ที่ตัวแนวคิดมนุษยนิยม ซึ่งเป็นระบบความเชื่อที่ไม่มีพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง แต่ให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีของมนุษย์ การใช้เหตุผล และความรับผิดชอบที่จะดูแลกันและกัน โดยมีการคิดเชิงวิพากษ์เป็นหลักการแกนกลาง เมื่อปีที่แล้ว เครือข่ายองค์กรมนุษยนิยมนานาชาติก็เพิ่งร่วมกันออกปฏิญญาลักเซมเบิร์กว่าด้วย AI และคุณค่าของมนุษย์ (Luxembourg Declaration on Artificial Intelligence and Human Values) ซึ่งวางหลักว่า AI ต้องไม่เข้ามาแทนที่วิจารณญาณของมนุษย์ และควรสร้างประโยชน์ให้สังคมวงกว้าง ไม่ใช่ทำให้คนกลุ่มเล็ก ๆ ร่ำรวยขึ้น

ถึงอย่างนั้น นักมนุษยนิยมก็ไม่ได้มีจุดยืนเดียวกันทั้งหมดว่าควรใช้ AI อย่างไร หรือควรใช้หรือไม่ Fish Stark ผู้อำนวยการบริหาร AHA ซึ่งเคยทำงานในอุตสาหกรรมเทคมาก่อน และลาออกเพราะกังวลเรื่องความเสี่ยงของ AI อธิบายว่าสิ่งที่นักมนุษยนิยมเห็นตรงกันคือเทคโนโลยีควรช่วยให้มนุษย์เจริญงอกงาม ไม่ใช่บั่นทอน 

'สิ่งที่ทำให้มนุษย์พิเศษไม่ใช่วิญญาณอมตะ แต่คือมโนธรรมและความสามารถในการคิดด้วยตัวเอง'

นอกจากเรื่องการคิดแทน David ยังกังวลถึงผลกระทบของ AI ในภาพใหญ่ ทั้งการทำให้คนตกงาน ความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม และการเบียดพื้นที่ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ในงานศิลปะและวรรณกรรม ซึ่งล้วนขัดกับคุณค่าที่นักมนุษยนิยมยึดถือ David จึงประกาศว่า 'ไม่อาจมีส่วนร่วมในการใช้และเผยแพร่เทคโนโลยีนี้ได้ด้วยมโนธรรมที่มี'

ช่องทางกฎหมายที่เปิดอยู่แล้ว แค่ยังไม่มีใครใช้กับ AI

ช่องทางที่ David ใช้คือมาตรา 7 แห่งกฎหมายสิทธิพลเมืองของสหรัฐฯ (Title VII of the Civil Rights Act) ที่กำหนดให้นายจ้างต้องปรับเงื่อนไขการทำงานให้สอดคล้องกับความเชื่อทางศาสนาที่ลูกจ้างยึดถืออย่างจริงใจ ซึ่งครอบคลุมความเชื่อบางแบบที่ไม่มีพระเจ้าด้วย เว้นแต่จะสร้างภาระเกินควรให้ธุรกิจ การปรับแบบนี้เป็นเรื่องคุ้นเคยอยู่แล้ว เช่น การไม่ให้ทำงานในวันสะบาโต แต่การขอไม่ใช้ AI ถือเป็นโจทย์ใหม่

ที่น่าสนใจคือ David ไม่ใช่คนแรกที่ทำสำเร็จ ก่อนหน้านี้ในปีเดียวกัน Erin Maus วิศวกรซอฟต์แวร์ในรัฐนอร์ทแคโรไลนาซึ่งนับถือนิกาย Unitarian Universalist ก็ได้รับสิทธิ์ยกเว้นการใช้ AI ในงานมาแล้ว โดยยกเหตุผลเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของ AI และหลังจากสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ออกสมณสาสน์ฉบับแรก Magnifica Humanitas ที่เตือนถึงความเสี่ยงของ AI ทั้งการสูญเสียวิจารณญาณและความคิดอิสระของมนุษย์ ก็เป็นไปได้ว่าชาวคาทอลิกบางส่วนจะเริ่มยื่นขอยกเว้นตามมา

AHA ชวนคนอื่นยื่นตาม แม้ไม่เคยเรียกตัวเองว่านักมนุษยนิยม

เมื่อเคสแรกผ่าน AHA จึงเดินหน้าต่อ โดยเปิดหน้าเว็บไซต์เชิญชวนนักมนุษยนิยมที่ถูกกดดันให้ใช้ AI ในที่ทำงานให้ติดต่อเข้ามา พร้อมเสนอความช่วยเหลือด้านกฎหมาย Fish มองว่า 'ในโลกที่คนต้องการควบคุมการพัฒนา AI มากกว่านี้แต่กลับทำไม่ได้ เครื่องมือไม่กี่อย่างที่เรามีคือการถอนความยินยอมและการไม่เข้าร่วม'

เงื่อนไขก็ไม่ได้แคบอย่างที่คิด เพราะคนที่จะยื่นเรื่องได้ไม่จำเป็นต้องเคยเรียกตัวเองว่านักมนุษยนิยมมาก่อน Fish อธิบายว่ามนุษยนิยมไม่ได้วัดกันที่การไปโบสถ์ แต่อยู่ที่สิ่งที่เชื่อและสิ่งที่ทำในชีวิต AHA ประเมินว่าผู้ใหญ่ชาวอเมริกันราว 10-15% มีความเชื่อแบบมนุษยนิยม แม้หลายคนไม่ได้ใช้คำนี้ ส่วนมาตรฐานในการขอสิทธิ์ทางศาสนาคือต้องแสดงให้เห็นว่ายึดถือความเชื่อนั้นอย่างจริงใจและลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเรียกตัวเองแบบนั้นมานานแค่ไหน

นายจ้างจะปฏิเสธได้ไหม

ในมุมกฎหมาย Dallan Flake ศาสตราจารย์จาก Gonzaga University ผู้ศึกษากฎหมายแรงงาน อธิบายว่าลูกจ้างต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าการคัดค้านมาจากความเชื่อทางศาสนา ไม่ใช่จุดยืนทางการเมืองหรือแรงจูงใจอื่น ถ้าพิสูจน์ได้ นายจ้างต้องยินยอม ตราบที่ไม่สร้างภาระเกินควรให้องค์กร

เกณฑ์ภาระเกินควรนี้เองที่เปลี่ยนไปมาก เดิมนายจ้างอ้างภาระเพียงเล็กน้อยก็ปฏิเสธได้แล้ว แต่คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ในคดี Groff v. DeJoy เมื่อปี 2023 ยกระดับเกณฑ์ขึ้นไปอีกขั้น Dallan ชี้ว่าภาระการพิสูจน์ตอนนี้ 'สูงขึ้นมาก' หากนายจ้างจะอ้างว่าการปล่อยให้ลูกจ้างไม่ใช้ AI สร้างความเสียหาย ต้องแสดงให้เห็นว่าทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นหรือผลิตภาพลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับงานส่วนใหญ่ เรื่องนี้พิสูจน์ได้ยาก เพราะ AI เพิ่งถูกใช้แพร่หลายไม่นาน และคนก็ทำงานได้โดยไม่ต้องพึ่ง AI มาตลอด แต่ Dallan มองว่าสถานการณ์อาจเปลี่ยนในอนาคต เมื่อองค์กรพึ่งพา AI มากขึ้น AI ฝังอยู่ในหน้าที่งานมากขึ้น และนายจ้างคาดหวังให้พนักงานใช้ AI คล่อง นายจ้างก็จะมีน้ำหนักมากขึ้นในการอ้างว่าการยกเว้นพนักงานคนหนึ่งจะสร้างความเสียหายจริง

จากสิทธิ์ส่วนตัว สู่การเรียกร้องร่วมกัน

แม้ AHA จะเป็นแรงหนุนสำคัญให้คนเลือกไม่ใช้ AI ในงานของตัวเอง แต่ Fish มองว่าทางเลือกระดับบุคคลยังไม่พอ คนที่กังวลเรื่อง AI ควรรวมตัวกันเรียกร้องให้รัฐบาลกำกับดูแล AI ให้ดีกว่านี้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว AI มีศักยภาพทั้งจะสร้างประโยชน์มหาศาลและสร้างความเสียหายมหาศาลให้มนุษยชาติ และการพัฒนาของมันไม่ควรอยู่ในมือ 'มหาเศรษฐีกลุ่มเล็ก ๆ' แต่ควรอยู่ภายใต้การตรวจสอบตามหลักประชาธิปไตย

สิ่งที่เกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยเคนทักกีจึงไม่ใช่แค่เรื่องของพนักงานคนเดียวที่ไม่อยากใช้ Copilot แต่สะท้อนว่าเมื่อองค์กรเร่งให้ทุกคนใช้ AI คำถามว่าใครควรเป็นผู้คิดและรับผิดชอบงานชิ้นนั้นก็เริ่มถูกยกขึ้นมาถึงระดับความเชื่อและกฎหมายแล้ว

ที่มา: Fast Company, American Humanist Association, Computerworld

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

Meta ปล่อยอัปเดตฟีเจอร์ ‘Creator Assistant’ ช่วยผู้ใช้วางสตอรีบอร์ด ร่างตอบคอมเมนต์ แถมเตือนเมื่อโพสต์เริ่มมาแรง

อัปเดต Creator Assistant บน Facebook ให้แจ้งเตือนเมื่อโพสต์มาแรง ช่วยต่อยอดไอเดียเป็นสตอรีบอร์ด รีวิวร่างก่อนโพสต์ และร่างคำตอบคอมเมนต์ด้วยน้ำเสียงของครีเอเตอร์ ใช้ได้ทั้งมือถือ เว...

Responsive image

สัมภาษณ์พิเศษ Dr. Werner Vogels VP & CTO แห่ง Amazon ผู้ร่วมสร้างยุค AWS อยู่กับ Amazon มา 22 ปี วันนี้เขามอง AI อย่างไร

ในโอกาสที่ Dr. Werner Vogels VP & CTO ของ Amazon.com เดินทางมาเยือนประเทศไทย Techsauce ได้สัมภาษณ์เขาแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งล่าสุด เมื่อ AI ไม่ได้แค่ทำให้งานเร็วขึ้น...

Responsive image

Gemini ‘สร้างและแก้ไฟล์งาน’ ได้ในหน้าเดียวแล้ว ไฮไลต์ตรงไหน สั่ง AI แก้ได้ตรงนั้นได้เลย

Google อัปเดตแอป Gemini ให้สร้าง พรีวิว และแก้ไขไฟล์งานได้จบในแชต ทั้งสไลด์ สเปรดชีต เอกสาร และ PDF ไฮไลต์สั่งแก้เฉพาะจุดได้ ก่อนส่งต่อเข้า Google Workspace หรือดาวน์โหลดเป็น PPTX...