Jack Clark แห่ง Anthropic บอกเวที IMF-World Bank ว่าเรามีเวลาเตรียมตัวรับความก้าวหน้าของ AI ไม่ถึงหนึ่งทศวรรษ

ตลอดกว่า 6 ทศวรรษที่ผ่านมา เวที Per Jacobsson Foundation Lecture เป็นพื้นที่ของผู้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก ตั้งแต่ผู้ว่าการธนาคารกลาง รัฐมนตรีคลัง ไปจนถึงนักเศรษฐศาสตร์ระดับแนวหน้า แต่ปีนี้กลับมีผู้บรรยายที่แตกต่างออกไป เพราะคนที่ขึ้นเวทีไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์หรือผู้กำหนดนโยบายการเงิน แต่เป็นคนที่อยู่เบื้องหลังการสร้างเทคโนโลยีซึ่งอาจเปลี่ยนเศรษฐกิจโลกไปอย่างสิ้นเชิง

Nigel Clarke รองกรรมการผู้จัดการ IMF และประธาน Per Jacobsson Foundation เล่าว่า ตลอดประวัติศาสตร์ 62 ปีของเวทีนี้ ไม่เคยมีผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทที่มีอายุไม่ถึง 5 ปีขึ้นมาบรรยายมาก่อน เขายอมรับว่าการเลือกวิทยากรครั้งนี้อาจดูแปลกเมื่อมองย้อนกลับไป แต่ช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญอยู่ก็ไม่ใช่สถานการณ์ปกติเช่นกัน

สไลด์ชื่อหัวข้อปาฐกถาและ Jack Clark ที่โพเดียม ในเวที Per Jacobsson Foundation Lectureเพราะในวันที่ AI กำลังก้าวหน้าจนสร้างคำถามใหม่ให้เศรษฐกิจโลก ผู้กำหนดนโยบายไม่สามารถหาคำตอบได้เพียงลำพัง เช่นเดียวกับผู้พัฒนาเทคโนโลยีที่ไม่อาจตอบทุกคำถามได้ด้วยตัวเอง ทั้งสองฝ่ายจึงจำเป็นต้องเข้ามาพูดคุยกัน

นั่นคือเหตุผลที่เวที Per Jacobsson Foundation Lecture ในการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพฯ เลือกเชิญ Jack Clark ผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic มาบรรยายในหัวข้อ Inside the Event Horizon: Why Everyone Should Take AI Progress Seriously หรือเหตุใดทุกคนจึงควรให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับความก้าวหน้าของ AI

สิ่งที่ Clark นำมาเล่าคือภาพอนาคตที่ AI อาจไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยมนุษย์ทำงานอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นผู้ค้นพบองค์ความรู้ใหม่ เร่งความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และอาจมีส่วนพัฒนา AI รุ่นถัดไปด้วยตัวเอง

เขาเชื่อว่าโลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่มนุษย์คุ้นเคย และเรามีเวลาเตรียมตัวไม่ถึงหนึ่งทศวรรษ

จากนักข่าวสู่ผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic

  • Clark เปิดด้วยมุกว่า คุณสมบัติสำคัญของเขาคือการเป็นมนุษย์ที่มีอยู่เพียงคนเดียว และต้องใช้เวลาเกือบ 40 ปีสะสมประสบการณ์จนสามารถมายืนพูดบนเวทีนี้ได้
  • เขาเริ่มต้นอาชีพเป็นนักข่าวที่ติดตามเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ ก่อนจะสนใจ AI อย่างจริงจังจนลาออกจากวงการสื่อในปี 2016 เพื่อร่วมงานกับ OpenAI และต่อมาร่วมก่อตั้ง Anthropic
  • ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาพยายามบอกโลกว่า วันหนึ่ง AI จะมีความสามารถมากพอที่จะเปลี่ยนความมั่นคงของชาติ ทิศทางเศรษฐกิจโลก และอาจมีส่วนสร้าง AI รุ่นถัดไป
  • วันนี้เขาเชื่อว่าช่วงเวลานั้นมาถึงแล้ว เพราะ AI กำลังส่งผลต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาตัวเอง
  • แต่สิ่งที่เขาต้องการเตือนคือ ความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นอาจยิ่งใหญ่กว่าที่โลกคาดการณ์ไว้มาก

Singularity อาจไม่ได้เป็นเรื่องของอนาคตอีกต่อไป

  • Clark หยิบแนวคิด Singularity ขึ้นมาอธิบายถึงช่วงเวลาที่ AI สามารถเร่งความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้รวดเร็วจนมนุษย์อาจทำความเข้าใจหรือติดตามไม่ทัน
  • เขาอ้างถึง Vernor Vinge นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ที่เสนอแนวคิดนี้ในปี 1993 โดยมองว่าเมื่อระบบที่ฉลาดกว่ามนุษย์เริ่มขับเคลื่อนความก้าวหน้า ระบบเหล่านั้นก็อาจสร้างระบบที่ฉลาดยิ่งกว่าเดิมได้ในระยะเวลาที่สั้นลงเรื่อย ๆ
  • เมื่อถึงจุดหนึ่ง แบบจำลองเดิมที่มนุษย์ใช้ทำความเข้าใจความก้าวหน้าอาจไม่สามารถอธิบายโลกได้อีกต่อไป
  • Clark เชื่อว่าปี 2026 เป็นปีที่เริ่มมีหลักฐานน่าเชื่อถือว่า Singularity ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
  • เขาคาดว่าความก้าวหน้าของ AI และวิทยาศาสตร์จะเร่งตัวขึ้นอย่างมากในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งอาจสร้างทั้งความมั่งคั่งมหาศาลและอันตรายร้ายแรง
  • อย่างไรก็ตาม ปาฐกถาครั้งนี้เขาเลือกเริ่มต้นจากโอกาสและประโยชน์ของ AI ก่อน โดยไม่ปฏิเสธว่าความเสี่ยงก็มีอยู่จริง

สไลด์นิยามของ Singularity ในปาฐกถา

AI อาจเปลี่ยนอัตราความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์

  • Clark มองว่าประโยชน์ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของ AI จะเกิดขึ้นในโลกวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่การค้นพบองค์ความรู้ใหม่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงการรักษาโรค
  • ตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา จำนวนผู้ทำวิจัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ผลิตภาพของนักวิจัยกลับลดลง เพราะการค้นพบแนวคิดใหม่ ๆ ทำได้ยากขึ้นและมีต้นทุนสูงขึ้น
  • AI อาจเข้ามาเปลี่ยนข้อจำกัดนี้ เพราะสามารถช่วยต่อยอดความสามารถของนักวิจัย และทำงานบางส่วนที่เคยต้องพึ่งพามนุษย์ได้
  • ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดคือการพัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่ง Clark ระบุว่า AI มีความสามารถและประสิทธิภาพเหนือกว่าวิศวกรซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่ของโลกแล้ว
  • ปัจจุบันคนเพียงคนเดียวอาจพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เคยต้องใช้ทีมงานหลายคนและเวลาหลายเดือนได้ด้วยความช่วยเหลือจาก AI
  • ข้อมูลภายใน Anthropic ที่เขานำเสนอระบุว่า ปริมาณโค้ดที่นักวิจัยสร้างได้เพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงแรกของบริษัท โดยสไลด์ระบุว่าในไตรมาส 2 ปี 2026 ปริมาณโค้ดต่อคนสูงขึ้น 9.3 เท่าเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยก่อนปี 2025
  • อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าด้านการเขียนโค้ดส่งผลทั้งด้านบวกและด้านลบ เพราะ AI ที่ช่วยพัฒนาระบบป้องกันภัยไซเบอร์ก็สามารถถูกนำไปใช้โจมตีระบบได้เช่นกัน
  • เขามองว่าสิ่งเดียวกันกำลังเกิดขึ้นกับวิทยาศาสตร์และหุ่นยนต์ ซึ่งอาจเปลี่ยนอัตราการสร้างนวัตกรรมใหม่ของเศรษฐกิจโลก

กราฟปริมาณโค้ดต่อคนในแต่ละไตรมาสที่แสดงบนสไลด์

AI เริ่มทำงานวิทยาศาสตร์ระดับแนวหน้าได้แล้ว

  • Clark ระบุว่าในปี 2026 เริ่มมีหลักฐานว่า AI สามารถทำงานวิทยาศาสตร์ในระดับแนวหน้าขององค์ความรู้ได้
  • ด้านคณิตศาสตร์ AI ถูกนำไปใช้เสนอแนวทางแก้ปัญหาที่ยังไม่มีคำตอบมายาวนาน เช่น Navier-Stokes ซึ่งเป็นหนึ่งในโจทย์ Millennium Prize รวมถึง Jacobian Conjecture และปัญหาของ Erdős
  • ในหลายกรณี AI ไม่ได้เพียงช่วยคำนวณ แต่มีส่วนเสนอแนวคิดสำคัญที่นำไปสู่การแก้ปัญหา
  • ด้านชีววิทยา นักวิจัยเริ่มใช้ AI ออกแบบไวรัสขึ้นใหม่ ค้นหาสารที่มีศักยภาพพัฒนาเป็นยา และมีตัวยาบางชนิดที่ AI มีบทบาทสำคัญในการออกแบบเข้าสู่กระบวนการทดลองแล้ว
  • ด้านหุ่นยนต์ AI สามารถควบคุมอุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการได้ด้วยตัวเองมากขึ้น เปิดโอกาสให้การทดลองด้านชีววิทยา วัสดุศาสตร์ แบตเตอรี่ และเซลล์เชื้อเพลิงเกิดขึ้นได้รวดเร็วกว่าเดิม
  • สิ่งที่ Clark มองว่าสำคัญคือ ความสามารถทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีคนละประเภท แต่สามารถมาจาก AI โมเดลพื้นฐานเดียวกัน
  • เขาเรียกระบบอย่าง Claude, ChatGPT และ Gemini ว่า Virtual Polymaths หรือผู้รอบรู้เสมือน ที่สามารถทำงานวิทยาศาสตร์ระดับสูงได้ในหลายสาขา

คะแนนสอบ AI พุ่งจากหลักหน่วยสู่ระดับเกือบเต็ม

  • Clark ยกตัวอย่าง Humanity's Last Exam ซึ่งเป็นแบบทดสอบที่รวมโจทย์ยากจากหลายสาขา ตั้งแต่เคมี วิทยาการคอมพิวเตอร์ คณิตศาสตร์ วรรณคดีคลาสสิก ไปจนถึงนิเวศวิทยา
  • เมื่อเปิดตัวในเดือนมกราคม 2025 ระบบ AI ที่ทำคะแนนดีที่สุดทำได้เพียง 8%
  • แต่ในสัปดาห์ที่เขาบรรยาย Claude Opus 5.5 ซึ่งใช้เครื่องมือประกอบ สามารถทำคะแนนได้ 67.7% ตามข้อมูลที่เขานำเสนอจาก Scale AI และ CAIS
  • อีกตัวอย่างคือ FrontierMath แบบทดสอบคณิตศาสตร์ระดับยากที่รวบรวมและตรวจสอบโดยนักคณิตศาสตร์มืออาชีพ
  • เมื่อเปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน 2024 ระบบ AI ที่ดีที่สุดทำคะแนนได้ไม่ถึง 2%
  • แต่ Clark ระบุว่าคะแนนสูงสุดขยับขึ้นเป็น 94% โดย GPT-6 Astra ตามข้อมูลจาก Epoch AI
  • เขาบอกว่ากราฟลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบางสาขา เพราะตลอดสัปดาห์ก่อนบรรยาย เขารวบรวมกราฟความก้าวหน้าของ AI ได้ราว 100 กราฟ และพบรูปแบบการพัฒนาอย่างรวดเร็วในหลายศาสตร์
  • สำหรับเขา นี่คือหลักฐานว่าความสามารถของ AI ไม่ได้เติบโตอย่างช้า ๆ อีกต่อไป แต่กำลังเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน

สไลด์คะแนน Humanity Last Exam ที่เพิ่มจาก 8% เป็น 67.7%

เมื่อ AI พบว่าคำตอบของนักวิทยาศาสตร์ผิด

  • Clark เล่างานวิจัย TheoPhysEval ซึ่งเผยแพร่บน arXiv ในเดือนตุลาคม 2026 โดยใช้โจทย์ฟิสิกส์ทฤษฎี 50 ข้อที่ยังไม่เคยเผยแพร่คำตอบ
  • โจทย์เหล่านี้ถูกรวบรวมจากงานวิจัยของนักฟิสิกส์ทั่วโลก ทำให้ AI ไม่สามารถอาศัยการจดจำเฉลยที่เคยปรากฏบนอินเทอร์เน็ตได้
  • เขาอ้างคำอธิบายของ Suvrat Raju หนึ่งในผู้เขียนงานวิจัย ซึ่งระบุว่าแทบไม่รู้จักนักฟิสิกส์คนใดที่สามารถแก้โจทย์ชุดนี้ได้เป็นจำนวนมากโดยไม่ใช้ AI ช่วย
  • ผลทดสอบเบื้องต้นพบว่า GPT-6 Astra ทำคะแนนได้ในช่วงปลาย 80% โดยมี Claude Opus 5.5 ตามมาติด ๆ
  • แต่เมื่อนักวิจัยตรวจสอบข้อที่ AI ตอบผิด กลับพบว่า AI โดยเฉพาะ Astra ยืนยันว่าคำตอบของตัวเองถูกต้อง และเฉลยที่ผู้เชี่ยวชาญเตรียมไว้อาจผิดพลาด
  • เมื่อนำคำตอบกลับไปตรวจสอบ ผู้เชี่ยวชาญพบข้อผิดพลาดที่ซ่อนอยู่ในการคำนวณของตัวเองหลายกรณี
  • หลังแก้ไขเฉลย คะแนนของ Astra เพิ่มขึ้นเป็น 98% หรือ 49 จาก 50 ข้อ
  • Clark เปรียบเหตุการณ์นี้กับฉากในภาพยนตร์ที่ลูกศิษย์พิสูจน์ให้ครูเห็นว่าตนเองสามารถก้าวต่อไปได้แล้ว
  • สำหรับเขา เรื่องนี้สะท้อนว่า AI ไม่ได้มีความสามารถเพียงตอบคำถามจากสิ่งที่เรียนรู้มา แต่เริ่มแสดงความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ในการแก้โจทย์วิทยาศาสตร์ที่ไม่เคยมีคำตอบมาก่อน
  • หาก AI สามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ได้จริง ความสามารถนี้อาจขยายไปสู่งานวิจัย AI เอง และทำให้อัตราความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเร่งตัวขึ้นอีก

สไลด์งานวิจัย TheoPhysEval เรื่องการแก้โจทย์ฟิสิกส์ทฤษฎี

โลกที่นักวิทยาศาสตร์หนึ่งคนมี AI ช่วยทำวิจัยนับพันตัว

  • Clark อธิบายว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจส่วนหนึ่งเกิดจากการค้นพบแนวคิดใหม่และการสะสมทุนมนุษย์
  • แต่การสร้างนักวิจัยหนึ่งคนต้องใช้เวลานาน การฝึกผู้เชี่ยวชาญในบางสาขาอาจต้องใช้เวลา 10–15 ปี และเงินหลายล้านดอลลาร์เพื่อสร้างนักวิจัยขึ้นมาเพียงกลุ่มเล็ก ๆ
  • เขาย้อนกลับไปยังมุกตอนเปิดว่า ตัวเขามีเพียงคนเดียวและต้องใช้เวลาเกือบ 40 ปีเพื่อสะสมประสบการณ์ แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าสามารถสร้างสำเนาของตัวเองขึ้นมาทำงานพร้อมกันหลายร้อยหรือหลายพันคน
  • AI อาจทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ในรูปแบบของนักวิจัยเสมือนที่สามารถสร้างขึ้นจำนวนมากได้ทันที ตราบเท่าที่มีกำลังประมวลผลเพียงพอ
  • นักวิทยาศาสตร์มนุษย์จึงอาจไม่ได้มีความสำคัญลดลง แต่กลับมีขีดความสามารถมากขึ้น เพราะสามารถกำกับดูแลนักวิจัย AI จำนวนมหาศาลให้ทำงานพร้อมกันได้
  • Clark อ้างแบบจำลองเศรษฐกิจที่ทีม Anthropic พัฒนาขึ้น ซึ่งภายใต้สมมติฐานว่า AI สามารถทำงานหลากหลายประเภทได้ด้วยตัวเองและถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย GDP สหรัฐฯ อาจเพิ่มขึ้นแตะ 44 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030
  • เขายอมรับว่าตัวเลขนี้ฟังดูเกินจริง แต่หากเศรษฐกิจเติบโตได้ถึงระดับดังกล่าว ก็จำเป็นต้องมีอุตสาหกรรมและสิ่งประดิษฐ์ใหม่เกิดขึ้นจำนวนมากเพื่อรองรับการขยายตัว

จากดาต้าเซ็นเตอร์สู่ห้องทดลอง โลกต้องเตรียมโครงสร้างพื้นฐานรอบใหม่

  • Clark เล่าว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เขาเดินทางไปพบรัฐบาลหลายประเทศเพื่อเตือนให้ลงทุนด้านไฟฟ้า ดาต้าเซ็นเตอร์ และห่วงโซ่อุปทาน AI
  • แต่ในเวลานั้นมีผู้กำหนดนโยบายเพียงไม่กี่คนที่ให้ความสำคัญกับคำเตือนดังกล่าว
  • ปัจจุบันกำลังการประมวลผลและดาต้าเซ็นเตอร์กระจุกตัวอยู่ในสหรัฐฯ จีน และตะวันออกกลางมากขึ้น ขณะที่ห่วงโซ่อุปทานเผชิญข้อจำกัดและแรงกดดันด้านราคา
  • เขามองว่าการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์เป็นเพียงระยะแรกของการเปลี่ยนแปลง
  • ระยะต่อไปคือการนำ AI เข้าสู่โลกกายภาพ โดยให้ AI ทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์และควบคุมหุ่นยนต์ในห้องปฏิบัติการ
  • โลกจึงต้องลงทุนในอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ หุ่นยนต์ และห้องทดลองเพิ่มเติม ไม่เช่นนั้นความสามารถในการทดลองจริงอาจกลายเป็นคอขวดของการค้นพบ
  • Clark อ้างประมาณการของ UNESCO ว่าโลกมีนักวิทยาศาสตร์ราว 10 ล้านคน ซึ่งปัจจุบันก็ยังไม่เพียงพอต่อปริมาณงานและอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่มีอยู่
  • เขาตั้งคำถามว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากนักวิทยาศาสตร์มนุษย์ 10 ล้านคนสามารถควบคุมนักวิทยาศาสตร์เสมือนจำนวน 1,000 ล้านคน หรือมากกว่านั้น
  • ประเทศที่ลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานและห่วงโซ่อุปทานเหล่านี้ตั้งแต่วันนี้ อาจเป็นประเทศที่ได้รับประโยชน์จาก AI มากที่สุด

ประเทศกำลังพัฒนามีโอกาสก้าวกระโดด แต่ต้องเตรียมตัว

  • Clark มองว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้สร้างโอกาสเฉพาะประเทศมหาอำนาจด้านเทคโนโลยี
  • ประเทศพัฒนาแล้วที่มีระบบนิเวศวิทยาศาสตร์แข็งแกร่ง สามารถใช้ AI เพิ่มผลิตภาพของนักวิจัยที่มีอยู่
  • ส่วนประเทศกำลังพัฒนาที่มีบทบาทจัดหาวัตถุดิบหรือทรัพยากรในห่วงโซ่อุปทาน สามารถขยับขึ้นไปสร้างขีดความสามารถด้านการทดลองและวิจัยได้
  • เขาเสนอให้ประเทศเหล่านี้ลงทุนในศูนย์ทดลองที่เปิดให้นักวิทยาศาสตร์มนุษย์ทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ AI ซึ่งอาจช่วยให้ก้าวกระโดดทางเทคโนโลยีโดยไม่ต้องเดินตามเส้นทางเดิมทั้งหมด
  • อย่างไรก็ตาม การมีโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ
  • หาก AI ช่วยค้นพบตัวยาใหม่ได้มหาศาล แต่ระบบทดลองทางคลินิกสามารถรองรับได้เพียงไม่กี่ชนิด ประโยชน์จากการค้นพบเหล่านั้นก็อาจไม่เกิดขึ้นจริง
  • Clark จึงเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายเร่งพัฒนากระบวนการนำผลงานวิจัยออกจากห้องทดลองไปสู่โรงพยาบาล โรงงาน และการใช้งานจริง

AI ยิ่งเก่ง โลกยิ่งต้องตัดสินใจว่าจะให้มันทำอะไร

  • หลังอธิบายโอกาสทางเศรษฐกิจ Clark หันมาพูดถึงความเสี่ยง โดยย้ำว่า AI ที่สามารถเร่งการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ก็สามารถถูกนำไปใช้สร้างอาวุธชีวภาพหรืออาวุธไซเบอร์ได้เช่นกัน
  • เขามองว่ามนุษยชาติต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญอย่างน้อย 3 ประการ

1. เราจะให้ AI ทำอะไรได้บ้าง

  • แม้ AI จะสามารถทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าควรปล่อยให้ AI ทำทุกอย่างโดยไม่มีมนุษย์กำกับ
  • โดยเฉพาะงานวิจัยชีววิทยาที่มีความเสี่ยงสูง จำเป็นต้องมีการกำกับดูแลและความโปร่งใสอย่างเข้มงวด
  • งานวิจัย AI เองก็เป็นอีกพื้นที่ที่ต้องระมัดระวัง เพราะการให้ AI เข้ามามีบทบาทพัฒนา AI รุ่นถัดไปอาจเร่งความก้าวหน้าได้มาก แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียการควบคุม
  • Clark ยอมรับว่าห้องทดลองอย่าง Anthropic จำเป็นต้องถูกกำกับดูแลด้วยกฎเกณฑ์ที่จริงจัง ไม่ใช่ปล่อยให้บริษัทตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเอง
  • เขายกตัวอย่างนักศึกษาฟิสิกส์ในโตเกียวที่ถามว่า งานทดลองใดควรให้มนุษย์ทำเอง และงานใดควรปล่อยให้ AI ทำ ซึ่งเป็นคำถามที่เขายอมรับว่ายังไม่มีคำตอบชัดเจน

2. มนุษย์จำเป็นต้องเข้าใจทุกสิ่งที่ AI ทำหรือไม่

  • Clark ระบุว่าปัจจุบัน AI เริ่มสร้างผลงานคณิตศาสตร์ที่มนุษย์ต้องใช้เวลาศึกษาเพื่อทำความเข้าใจวิธีคิดและผลลัพธ์
  • ในอีกไม่กี่ปี AI อาจสามารถออกแบบเครื่องมือวิทยาศาสตร์ขึ้นมาเอง โดยออกแบบให้เหมาะกับวิธีทำงานของ AI มากกว่ากระบวนการคิดของมนุษย์
  • คำถามสำคัญคือ มนุษย์จำเป็นต้องเข้าใจเครื่องมือและกระบวนการทั้งหมดนั้นมากเพียงใด และควรยอมให้ AI ทำงานที่มนุษย์ไม่สามารถอธิบายได้หรือไม่

3. เรากล้าจินตนาการถึงโลกที่แตกต่างจากปัจจุบันมากพอหรือยัง

  • Clark เล่าว่าในวัยเด็กเขาเคยกังวลว่าศตวรรษที่ 21 อาจเต็มไปด้วยวิกฤตประชากร ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม จนมนุษยชาติอาจไม่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน
  • แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาเห็นว่าเทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนข้อจำกัดที่เคยดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ ตั้งแต่ราคาพลังงานแสงอาทิตย์ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงการพัฒนายารักษาโรค
  • เขายังยกตัวอย่างสิ่งที่ครั้งหนึ่งไม่เคยจินตนาการว่าจะเกิดขึ้น เช่น การใช้ AI ถอดรหัสเสียงสัตว์ และจรวดที่สามารถกลับมาลงจอดบนโลกได้
  • สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาเชื่อว่า AI อาจช่วยมนุษย์แก้ปัญหาที่ปัจจุบันยังมองไม่เห็นทางออกได้อีกมาก

เทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดของมนุษยชาติ แต่ต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจ

  • Clark มองว่า AI เป็นเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดที่มนุษยชาติเคยสร้าง และอาจช่วยรับมือปัญหาที่คุกคามอนาคตของมนุษย์ได้
  • แต่ในเวลาเดียวกัน ความเสี่ยงก็เป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีนี้อย่างแยกไม่ออก
  • เขาเรียกร้องให้รัฐบาล นักวิทยาศาสตร์ และบริษัท AI ร่วมกันสร้างกฎเกณฑ์ที่จริงจัง รวมถึงกำกับดูแลบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีด้วย
  • โลกควรเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อใช้ประโยชน์จาก AI แต่ต้องพัฒนาความสามารถของ AI อย่างระมัดระวังและมีการควบคุมจังหวะความก้าวหน้า
  • หลักคิดสำคัญคือ ต้องแยกให้ออกระหว่างสิ่งที่ AI สามารถทำได้ กับสิ่งที่มนุษย์ควรอนุญาตให้ AI ทำ
  • Clark ปิดท้ายด้วยการอ้างถึง Carl Sagan จากหนังสือ Pale Blue Dot ซึ่งจินตนาการถึงมนุษย์ในอนาคตที่มีความสามารถ มองการณ์ไกล และรอบคอบกว่ามนุษย์ในปัจจุบัน
  • เขาบอกว่านั่นคือคุณสมบัติที่ AI กำลังเรียกร้องจากมนุษยชาติ รวมถึงตัวเขาและบริษัทที่เขาเป็นตัวแทน
  • แต่หาก Sagan เคยจินตนาการว่ามนุษย์มีเวลาหลายแสนปีในการพัฒนาตัวเองให้ฉลาดและรอบคอบขึ้น Clark กลับมองว่า วันนี้เราเหลือเวลาเพียงไม่กี่ปี และไม่ถึงหนึ่งทศวรรษอย่างแน่นอน

ผู้บรรยายที่โพเดียมข้างสไลด์คำพูดของ Carl Sagan จาก Pale Blue Dotท้ายที่สุด สิ่งที่น่าสนใจจากปาฐกถาครั้งนี้อาจไม่ใช่เพียงคำทำนายว่า AI จะเก่งขึ้นได้อีกแค่ไหน แต่เป็นคำถามที่ Jack Clark ฝากไว้กับผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจโลกว่า เราจะเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรับประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วได้อย่างไร ขณะเดียวกันจะสร้างกฎเกณฑ์และความสามารถในการยับยั้งชั่งใจให้ทันความก้าวหน้านั้นได้หรือไม่

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

Perplexity เปิดตัว Teammates เพื่อนร่วมทีม AI ที่คิดงานต่อเอง ทำงานต่อเนื่องจากในทีมได้เลย ตั้งแต่การตลาด งานขาย ไปจนถึงงานปฏิบัติการ

Perplexity เปิดตัว Teammates เอเจนต์ AI ที่รับผิดชอบงานต่อเนื่อง วางแผน เฝ้าดูงาน และตามต่อเองโดยไม่ต้องรอคำสั่ง ทำงานใน Slack ส่งงานต่อกันได้ เปิดให้สมาชิก Max บนเว็บแล้ว...

Responsive image

Geoffrey Hinton เจ้าพ่อ AI ยอมรับ บางทีโลกอาจดีกว่านี้ ถ้าเราไม่เคยสร้าง AI ขึ้นมา

โลกอาจดีกว่านี้ถ้าเราไม่เคยสร้างมันขึ้นมา เจาะลึกคำเตือนสะเทือนโลกจาก Geoffrey Hinton เจ้าพ่อ AI...

Responsive image

พนักงานขอไม่ใช้ AI ทำงาน เพราะ ‘ขัดกับความเชื่อของตัวเอง’ ไม่ได้นับถือพระเจ้า แต่ใช้กฎหมายเสรีภาพทางศาสนา จนองค์กรยอม

พนักงานมหาวิทยาลัยเคนทักกีได้รับอนุมัติให้ทำงานโดยไม่ใช้ AI หลังยื่นขอยกเว้นด้วยความเชื่อแบบมนุษยนิยม ตามกฎหมายเสรีภาพทางศาสนาของสหรัฐฯ ช่องทางใหม่ที่คนทำงานเริ่มหยิบมาใช้...