เนเธอร์แลนด์จะลดข้าราชการ 25,000 ตำแหน่ง ฝากความหวังไว้กับ AI แต่เอกสารของรัฐบาลเองกลับเตือนว่าอย่าหวังมาก

ถ้าถามคนรุ่นพ่อแม่ว่าอาชีพไหนสบายใจที่สุด คำตอบแทบจะร้อยทั้งร้อยคงเป็นข้าราชการ

เงินเดือนอาจไม่หวือหวา แต่มั่นใจได้ว่าตื่นมาพรุ่งนี้จะยังมีงานทำ เอกชนจะขาดทุน โรงงานจะปิดตัว หรือพายุเศรษฐกิจจะซัดหนักแค่ไหน รั้วของราชการก็ยังกันลมฝนได้เสมอ 

แต่ช่วงปลายเดือนตุลาคม 2026 รอยร้าวกลับเริ่มโผล่ขึ้นมาให้เห็นในจุดที่ไม่มีใครคาดคิด รัฐบาลเนเธอร์แลนด์เพิ่งเคาะแผนใหญ่ ประกาศเตรียมปรับลดข้าราชการส่วนกลางลงราว 25,000 ตำแหน่ง ภายในปี 2035 คิดเป็นสัดส่วนราว 16% โดยมีตัวละครสำคัญที่ถูกดึงเข้ามาเป็นเหตุผลหลัก นั่นก็คือ AI

สำนักข่าวอย่าง Bloomberg มองว่านี่คือการทดลองที่กล้าได้อายเสียที่สุดครั้งหนึ่งของโลก เมื่อรัฐบาลตัดสินใจใช้เทคโนโลยีมาลดจำนวนคน และกลายเป็นเคสที่ทุกประเทศกำลังเฝ้าดู

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เงิน แต่คือขนาดของรัฐที่โตไม่หยุด

เรื่องนี้ไม่ได้เริ่มจากวิกฤตเศรษฐกิจ เนเธอร์แลนด์ไม่ได้ถังแตก ตัวเลขขาดดุลงบประมาณต่ำเป็นอันดับต้น ๆ ของยุโรปด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ทำให้คนคุมนโยบายเริ่มวิตก คือ ขนาดของรัฐบาลที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนเริ่มเทอะทะ

ย้อนไปดูตัวเลขสิ้นปี 2025 ข้าราชการส่วนกลางของเนเธอร์แลนด์พุ่งแตะราว 1.6 แสนตำแหน่ง ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โตขึ้นจากปี 2018 ถึง 41% พูดง่าย ๆ คือแค่ 7 ปี มีคนเพิ่มเข้ามาในระบบเกือบ 5 หมื่นคน ทั้งที่รัฐบาลหลายยุคก่อนหน้านี้ต่างก็เคยสัญญาไว้ดิบดีว่าจะรัดเข็มขัด

Eric van der Burg รัฐมนตรีช่วยฯ ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ ออกมาพูดตรง ๆ บนโต๊ะแถลงข่าวว่า วิธีทำงานแบบเดิม ๆ มันไปต่อไม่ไหวแล้ว และถึงเวลาที่รัฐต้องยอมตัดสินใจในเรื่องที่ยาก เพื่อทำให้องค์กรรัฐเรียบง่ายขึ้น ฉลาดขึ้น และตัวเล็กลง

เป้าหมายถูกขีดเส้นไว้ชัดเจน คือต้องประหยัดให้ได้ 900 ล้านยูโรต่อปี ภายในปี 2027 และขยับขึ้นไปเป็น 3,500 ล้านยูโรต่อปี (ราวๆ 3.9 พันล้านดอลลาร์) ตั้งแต่ปี 2035 เป็นต้นไป

ถอด 5 คันโยก รัฐบาลดัตช์ไม่ได้พึ่งแค่ปาฏิหาริย์ของ AI

ถ้าลองกางแผนดูละเอียด ๆ จะเห็นว่า AI เป็นแค่ 1 ใน 5 ฟันเฟืองที่รัฐบาลตั้งใจหมุนไปพร้อม ๆ กัน

  • คันโยกที่ 1: ลดคนแบบนุ่มนวล รัฐบาลไม่ได้สั่งปลดฟ้าผ่า และไม่ได้สั่งห้ามรับคนแบบเหมารวม แต่ใช้วิธีรอดูจังหวะคนเกษียณหรือลาออก แล้วค่อยประเมินเป็นรายเคสว่า เก้าอี้ตัวนี้จำเป็นต้องหาคนมานั่งแทนจริงไหม หรือปล่อยให้ตำแหน่งหายไปได้เลย
  • คันโยกที่ 2: ดึง AI มาช่วยงาน ตั้งเป้าใช้ AI เพิ่มผลิตภาพงานรัฐให้ได้ 20% โฟกัสไปที่งานจัดซื้อจัดจ้าง และการตอบคำถามประชาชนผ่านดิจิทัล โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่า ต้องปลอดภัย โปร่งใส และเน้นใช้ผู้พัฒนาในยุโรปเป็นหลัก เพื่อจะได้ไม่ต้องไปพึ่งพาเทคโนโลยีจากนอกทวีป
  • คันโยกที่ 3: โละกฎหมายทิ้ง วางเป้าหมายยกเลิกกฎระเบียบที่ไม่จำเป็นอย่างน้อย 500 ข้อต่อปี เพราะที่ผ่านมามักมีสิ่งที่เรียกว่า "ข้อยกเว้นซ้อนข้อยกเว้น" เต็มไปหมด กฎยิ่งเยอะ เอกสารก็ยิ่งแยะ เมื่อตัดกฎทิ้งได้ เนื้องานก็ลดลง และคนทำงานก็ไม่จำเป็นต้องเยอะเหมือนเดิม
  • คันโยกที่ 4: ล้างบางคณะที่ปรึกษา ตอนนี้มีองค์กรที่ปรึกษาอยู่ 28 แห่ง และคณะกรรมการอีกราวๆ 150 ชุด ซึ่งหลายชุดทำงานซ้ำซ้อนกันอย่างมาก รัฐบาลจึงเตรียมตัดทอนส่วนนี้ลง
  • คันโยกที่ 5: จัดระเบียบออฟฟิศและระบบหลังบ้าน ปรับสัดส่วนโต๊ะทำงานเหลือแค่ 0.5 ที่ ต่อพนักงาน 1 คน (เน้นสลับกันเข้ามานั่ง) ขายตึกที่ไม่จำเป็นทิ้ง และจับระบบไอทีที่กระจัดกระจายมาเชื่อมต่อเป็นระบบเดียวกัน

ทว่าแรงกระแทกจากแผนนี้ไม่ได้ตกใส่ทุกคนเท่ากัน งานหน้างานที่ต้องอาศัยคนเป็น ๆ อย่างตำรวจและทหาร ได้รับการยกเว้นทั้งหมด

ส่วนกลุ่มที่ต้องเตรียมรับแรงกระแทกคืองานหลังบ้าน หน่วยงานตรวจสอบ และหน่วยงานบริการประชาชน ที่อาจต้องลดกำลังคนลงตั้งแต่ 20% ไปจนถึง 60% แม้กระทั่งหน่วยงานที่งานล้นมืออยู่แล้วอย่างกรมสรรพากร ก็หนีไม่พ้น

ถ้าอ่านถึงแค่นี้ หลายคนอาจคิดว่าเทคโนโลยีกำลังจะมาแย่งงานคน แต่จุดหักมุมที่น่าสนใจที่สุดกลับซ่อนอยู่ในเอกสารแนบท้ายของแผนนี้เอง

ในหัวข้อบทเรียนจากอดีต รัฐบาลเขียนเตือนตัวเองไว้อย่างน่าคิดว่า อย่าตั้งความหวังกับ AI สูงเกินไป เพราะในอดีต เทคโนโลยีใหม่ที่สัญญาว่าจะช่วยลดต้นทุนและลดคน มักจบลงด้วยการสร้างภาระงานใหม่ ต้องคอยดูแลระบบเพิ่มขึ้น และเสียเงินจ้าง Outsource แพงกว่าเดิม

แถมมีข้อมูลจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของเนเธอร์แลนด์ในปี 2024 ระบุว่า หน่วยงานรัฐกว่า 35% ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าระบบ AI ที่ซื้อมาใช้มันเวิร์กตามที่คุยไว้จริงไหม บางเทศบาลกลับเจองานเอกสารท่วมโต๊ะกว่าเดิม เพราะประชาชนใช้ AI ช่วยร่างจดหมายร้องเรียนที่ใส่ข้อมูลมั่ว ๆ ส่งเข้ามาไม่เว้นแต่ละวัน

คำถามคือ แล้วตัวเลข 25,000 ตำแหน่งจะลดลงได้อย่างไร?

คำตอบจริง ๆ คือ ตัวเลขนี้ไม่ได้คำนวณมาจากความเก่งของ AI เลย แต่เป็นตัวเลขที่รัฐคำนวณย้อนกลับมาจากเป้าประหยัดงบประมาณ รัฐบาลประเมินเองว่าการเพิ่มประสิทธิภาพจากเทคโนโลยีจะช่วยลดภาระได้แค่ราว 1 ใน 3 เท่านั้น ส่วนอีก 2 ใน 3 ต้องมาจากการ "กล้าตัดสินใจว่า รัฐจะหยุดทำอะไรบ้าง"

พูดให้เข้าใจง่ายที่สุดคือ ในมุมมองของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ AI ไม่ได้เก่งจนมาแย่งงานคน แต่ผู้บริหารใช้ AI เป็นข้ออ้างชั้นดีเพื่อโละขั้นตอนที่ไม่จำเป็นบางอย่างทิ้ง

ตัวอย่างเช่น เมื่อก่อนระบบราชการ กระดาษแผ่นเดียวต้องรอคนเซ็น 3 คน หรือกฎโบราณที่ไม่รู้มีไว้ทำไม แต่ไม่มีใครกล้าแตะ พอมี AI เข้ามา ผู้บริหารเลยได้จังหวะอ้างทันทีว่า ตอนนี้มี AI แล้ว ขั้นตอนพวกนี้ตัดทิ้งไปได้เลย

สรุปคือ งานและคนไม่ได้หายไปเพราะ AI มันเก่งกาจ แต่หายไปเพราะผู้บริหารใช้คำว่า AI มาเป็นไฟเขียวเพื่อสั่งยกเลิกงานที่ไม่จำเป็นทิ้งไปดื้อ ๆ ต่างหาก

อ้างอิง: bloomberg

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

Phisit Nakapun
Phisit Nakapun
3 hr. ago

ตรงเรื่องเกี่ยวกับ outsource เกิดนึกถึงกรณีที่ จ้าง outsource โดยหวังลดต้นทุน แต่กลับมีค่าใช้จ่าย(อาจเป็นค่าใช้จ่ายแฝง)เพิ่ม เพราะโดน vendor lock-in 

RELATED ARTICLE

Responsive image

สรุปความเก่ง Gemini 4 Argon โมเดล AI ระดับแนวหน้าที่จะช่วยแก้ปัญหาที่ยากที่สุดของธุรกิจ ใช้ได้เต็มแม็กซ์ 1 ล้านโทเคน

Google เปิดให้ใช้ Gemini 4 Argon โมเดล AI ที่รองรับขีดจำกัดรวมสูงสุด 1 ล้านโทเคน ผ่าน Gemini Enterprise และคนไทยรับสิทธิ์ใช้งานได้ผ่าน Gemini Enterprise บน AiPass...

Responsive image

คนที่โลกยุคใหม่กำลังจะ ‘คัดทิ้ง’ จากความเห็นของ Brian Chesky

หมดยุคหัวหน้านั่งประชุมทั้งวัน ซีอีโอ Airbnb ชี้ชัด ผู้จัดการที่คุมคนอย่างเดียวอาจไม่รอดในโลกใหม่ ถึงเวลาปรับตัวสู่บทบาทผู้นำที่เข้าใจเนื้องานจริง...

Responsive image

รู้จัก ‘FDE’ อาชีพร้อนแรงที่สุดในยุค AI เมื่อยักษ์เทคจีนยอมทุ่มเฉียด 5 ล้าน แย่งตัววิศวกรที่ไม่ได้นั่งเขียนโค้ดในออฟฟิศตัวเอง

เจาะลึก Forward Deployed Engineer (FDE) อาชีพใหม่สุดร้อนแรงในยุค Generative AI ที่ยักษ์เทคจีนยอมทุ่มค่าตัวเฉียด 5 ล้านบาท ชี้คอขวดแท้จริงไม่ใช่ความฉลาดของโมเดล แต่คือการนำไปใช้จริง...