Kai-Fu Lee ย้ำ 'อธิปไตย AI' สำคัญต่อประเทศ แต่สร้างยังไงก็ไม่น่าสำเร็จอย่างที่อเมริกา-จีนทำ

ยิ่งคนทั่วโลกเข้าถึง AI และใช้ประโยชน์จาก AI เป็นวงกว้าง อธิปไตยด้าน AI (AI Sovereignty) ก็ยิ่งเป็นประเด็นที่ถูกนำมาพิจารณาทั้งระดับองค์กรและระดับประเทศ ในด้านความสำคัญ-จำเป็น ความได้เปรียบ-เสียเปรียบหากไม่มีอธิปไตยด้าน AI เป็นของตัวเอง ล่าสุด Capgemini Research Institute สถาบันวิจัยของ Capgemini ที่มุ่งศึกษาและให้ข้อมูลเรื่องดิจิทัล เผยแพร่เรื่องที่ได้พูดคุยกับ Dr. Kai-Fu Lee ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ 01.AI และประธานบริษัทร่วมลงทุนด้านเทคโนโลยี Sinovation Ventures ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือขายดี ‘AI Superpowers’ ในประเด็น 'Open vs. closed AI models: A conversation with Kai-Fu Lee'

7 ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ 'อธิปไตยด้าน AI' ที่ Capgemini คุยกับ Kai-Fu Lee

Kai-Fu LeeKai-Fu Lee นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่สำเร็จการศึกษาจากสหรัฐอเมริกา เคยเป็นผู้นำ Google ไปดำเนินงานในจีน เคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงที่ Microsoft ปัจจุบันเป็นซีอีโอ 01.AI และประธานบริษัทร่วมลงทุนด้านเทคโนโลยี Sinovation Ventures 

1. Kai-Fu Lee การที่คุณทำงานอยู่บนจุดตัดกันระหว่างเทคโนโลยี วัฒนธรรม และภูมิรัฐศาสตร์ของทั้งสหรัฐอเมริกาและจีนมาหลายสิบปี นิยามคำว่า ‘อธิปไตยด้าน AI’ ของคุณ ณ ตอนนี้คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ

Kai-Fu Lee : คำว่า อธิปไตย มีความหมายได้หลายอย่าง อย่างแรกคือ การมีอำนาจควบคุมเทคโนโลยีต่างๆ ได้เอง อย่างที่สองคือ การป้องกันไม่ให้ข้อมูลซึ่งเป็นสินทรัพย์ของบริษัทรั่วไหลออกไป 

โดยประเด็นที่บริษัททั่วโลกต่างก็กังวลคือ กลัวว่าข้อมูลความลับของบริษัทจะไปเสริมโมเดล AI ของประเทศอื่นให้ฉลาดยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีเรื่อง ความเหมาะสม เนื่องจากโมเดลที่ฝึกในประเทศหนึ่ง มักแฝงด้วยค่านิยมของประเทศนั้นๆ ซึ่งอาจไม่เหมาะที่จะใช้ในประเทศอื่น ดังนั้น การที่บริษัทควบคุมโมเดลได้เองจะสามารถปรับแต่ง (Fine-tune) โมเดลให้เข้ากับบริบทขององค์กรได้ แต่หากไปสร้างโมเดลบนคลาวด์คนอื่นก็จะทำอะไรได้จำกัด

2. เมื่อปักกิ่ง บรัสเซลส์ และวอชิงตัน (จีน เบลเยียม และอเมริกา) พูดถึง 'อธิปไตยด้าน AI' พวกเขาพูดถึงสิ่งเดียวกันไหม

Kai-Fu Lee : ไม่ทั้งหมด มันแบ่งได้หลายเลเยอร์ เลเยอร์แรกคือเรื่องของ ‘ความเหมาะสม’ ทุกประเทศต้องการโมเดลที่สะท้อนถึงภาษา วัฒนธรรม และบรรทัดฐานทางกฎหมายของตัวเอง เช่น ในบางประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม หากถามถึงการแต่งงานของเพศเดียวกัน เรื่องแอลกอฮอล์ หรือคำแนะนำด้านศาสนา การจัดการย่อมแตกต่างจากสหรัฐอเมริกา 

เลเยอร์ที่สองคือ ‘ความทะเยอทะยานในการแข่งขันด้านเทค’ หลายประเทศอยากสร้างโมเดลของตัวเองเพื่อให้มีตำแหน่งในสนามแข่งด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะจีน ที่มีความทะเยอทะยานในเรื่องนี้อย่างชัดเจน ขณะที่ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ซาอุดิอาระเบีย และอินเดีย ก็ประกาศความทะเยอทะยานของประเทศตัวเองด้วยเช่นกัน แต่ใช่ว่าทุกประเทศจะสร้างโมเดลขนาดใหญ่ได้ตั้งแต่ต้น (From scratch) มีแค่อเมริกาและจีนที่มีทรัพยากรมากพอ ในขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ไม่มี

ทางเลือกที่ใช้งานได้จริงสำหรับประเทศอื่นๆ คือ การนำโมเดล Open Source มาเทรนเพิ่ม (Continue training) ให้เข้ากับกฎระเบียบและค่านิยมของตัวเอง เหมือนซื้อพิซซ่าแช่แข็งมาเติมส่วนผสมแล้วอบต่อตามความชอบ ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเปลี่ยนไป อาจเป็นพิซซ่าอินเดียหรือพิซซ่าญี่ปุ่นก็ได้ และการปรับแต่งนี้ใช้ต้นทุนในการเทรนโมเดลเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ อาจอยู่ที่หลักล้านดอลลาร์ แทนที่จะเป็นหลักร้อยล้านดอลลาร์ หากเทียบกับการเทรนโมเดลขึ้นมาใหม่ทั้งหมด

3. มาตรการควบคุมการส่งออกสินค้าของอเมริกา ส่งผลกระทบที่แท้จริงต่อการพัฒนา AI ของจีนอย่างไร

Kai-Fu Lee : มันเป็นดาบสองคม ข้อจำกัดเรื่อง GPU ทำให้บริษัทจีนซึ่งเน้นลงมือทำ รู้ตัวว่าไม่สามารถทุ่มเงิน 5 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อสร้างโมเดลขนาดใหญ่แข่งกับ OpenAI หรือ Anthropic ได้ ส่วน GPU ที่มี จีนผลิตได้เองส่วนหนึ่งแต่ก็ไม่สามารถนำมาสเกลได้ พวกเขาก็เลยตั้งคำถามว่า จะทำยังไงให้ได้โมเดลที่มีความเป็นเลิศภายใต้ข้อจำกัดนี้? 

คำตอบก็คือ เน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพด้านวิศวกรรมอย่างเข้มข้น (rigorous engineering efficiency) ยกตัวอย่าง DeepSeek ที่คนรู้จักมากที่สุด คนจีนสร้างนวัตกรรมภายใต้ข้อจำกัด โดยการปรับสถาปัตยกรรม GPU ให้เหมาะสม ลดการพึ่งพา CUDA (แพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์แบบขนานและรูปแบบการเขียนโปรแกรมที่พัฒนาโดย NVIDIA) และตั้งเป้าเพิ่มประสิทธิภาพในขั้นดีมาก แทนเป้าที่ต้องได้ประสิทธิภาพดีที่สุด ส่งผลให้บริษัทใช้เงินเทรนโมเดลน้อยกว่า 10% ของเงินที่บริษัทระดับท็อปในอเมริกาใช้ แต่สร้างโมเดลที่มีความสามารถถึง 90-95% ของโมเดลที่อเมริกาพัฒนาได้ และตามหลังอเมริกาแค่ 6-9 เดือนเท่านั้น 

ด้วยเหตุผลเชิงโครงสร้างที่ถูกอเมริกาบีบ จีนรู้ว่าไม่สามารถพัฒนา AI ให้ชนะบนพื้นฐานระบบปิด (Closed Source Basis) ได้ บริษัทจีนจึงหันมาจับมือกันพัฒนา Open Source โดยบริษัทแต่ละแห่งจะเข้ามาต่อยอดจากผลงานที่เผยแพร่สู่สาธารณะของกันและกันอย่างมีพลวัต ทำให้ความสามารถโดยรวมเพิ่มสูงขึ้น 

การจับมือทำงานเป็นกลุ่มก้อนของจีน เพราะจีนรู้ว่าแยกพัฒนายังไงก็ชนะรางวัลโนเบลไม่ได้ ต่างจากบริษัทฝั่งอเมริกาที่มีพฤติกรรมคล้ายนักวิจัยรายคน คือ เชื่อว่าตนจะคว้ารางวัลโนเบลได้ จึงเก็บความรู้และ Know How ไว้เป็นความลับ 

คำถามเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญกว่านั้นคือ บริษัทแรกที่สามารถสร้าง AGI (Artificial General Intelligence) ได้ จะเป็นเจ้าตลาดเลยไหม หรือว่าบริษัทอเมริกัน 4 แห่ง และบริษัทจีน 2 แห่ง จะสามารถสร้าง AGI สำเร็จภายในเวลาไม่กี่เดือน แล้วต่างฝ่ายก็ให้บริการในระบบนิเวศที่ต่างกันไป

ถ้าย้อนดูอดีต โมเดล Open Source ตามหลังโมเดล Closed Source อยู่ประมาณ 6-9 เดือน และโมเดลจากจีนก็ตามหลังโมเดลจากอเมริกาด้วยระยะเวลาไล่เลี่ยกัน หากรูปแบบนี้ยังคงอยู่ การแข่งขันอาจไม่ได้จบตรงที่ผู้ชนะเพียงรายเดียวกวาดคู่แข่งออกไปหมด อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็ต้องรอดูต่อไป

4. ท้ายที่สุด อะไรจะเป็นตัวกำหนดรูปแบบว่าโมเดลไหนโดดเด่น แล้วการที่ประเทศหรือบริษัทต่างๆ ใช้งาน AI หรือมีอธิปไตยด้าน AI ช้ากว่าคนอื่น จะทำให้พวกเขาเสียเปรียบหรือไม่? 

แนวคิดที่ว่า 'ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (AGI)' จะบดขยี้ทุกคน ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ซะทีเดียว ถ้าบริษัทอเมริกันกลายเป็นเจ้าตลาด  เชื่อว่านั่นเป็นเพราะระบบนิเวศทางธุรกิจที่พวกเขาสร้างขึ้น ไม่ใช่เพราะบริษัทก้าวข้ามขีดจำกัดทางเทคโนโลยีจนทำให้คนอื่นๆ หมดความสำคัญไป

คล้ายกับกรณีของ Windows ที่ไม่ได้ชนะตลาดเพราะไม่มีบริษัทไหนสร้างระบบปฏิบัติการที่คล้ายกันได้ แต่ที่ชนะเพราะมีคนพัฒนาแอปพลิเคชันบน Windows องค์กรต่างๆ ก็เข้ามาพึ่งพาระบบ รายได้จากจุดนี้จึงถูกนำไปใช้ในการพัฒนาต่อ ทำให้ตำแหน่งของ Windows แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

วัฏจักรที่ดีนั้นมีอยู่จริงและทรงพลังด้วย เห็นได้จากโครงการ Project Glasswing ของ Anthropic ที่ให้สิทธิ์เข้าถึงโมเดล Mythos อันทรงพลังเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของอเมริกาเท่านั้น Claude Code เองก็กำลังเปลี่ยนวิธีเขียนซอฟต์แวร์ บริษัทต่างๆ จะจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อใช้งาน รายได้ที่เกิดขึ้นนำไปสู่การลงทุนด้านการประมวลผลเพิ่มอีก เป็นการลงทุนเพื่อโมเดลที่ดียิ่งขึ้นนั่นเอง

เรื่องการสร้างอธิปไตยช้า ไม่ได้ทำให้ประเทศหรือองค์กรเสียเปรียบเสมอไป เพราะในความเป็นจริง โมเดล Open Source ที่เกิดขึ้นสร้างความได้เปรียบให้คนมาทีหลัง 

เปรียบเทียบกับ iPhone vs Android เมื่อ AI เข้าถึงตลาดแมสทั่วโลก โมเดลของอเมริกาที่ตั้งราคาไว้สูงสำหรับตลาดที่มีความมั่งคั่ง เมื่อคุณใช้เครื่องมือที่มีความก้าวหน้าอย่างมากบนโครงสร้างพื้นฐานระบบปิด ค่าใช้จ่ายก็จะสูงมาก ในทางตรงกันข้าม โมเดลของจีนอาจมีราคาต่ำกว่าถึง 1 ใน 6 หรือ 1 ใน 10 และเมื่อเทคโนโลยีเข้าถึงประชากรในจีน อินเดีย และตลาดเกิดใหม่อื่นๆ โมเดลแบบปิดของอเมริกาอาจไม่สามารถตอบสนองความต้องการของคนส่วนใหญ่ได้เนื่องจากมีราคาสูงเกินไป

ผลลัพธ์อาจคล้ายกรณี iPhone กับ Android ที่ Apple ทำกำไรได้มหาศาล และอาจมากกว่าผู้ผลิต Android ทุกรายรวมกัน แต่ Android มีฐานผู้ใช้ทั่วโลกใหญ่กว่ามาก ดังนั้น ซอฟต์แวร์ที่เป็น Open Source อาจชนะในด้านการเข้าถึงและการใช้งาน ในขณะที่ซอฟต์แวร์แบบ Close Source อาจชนะด้านกำไรและการควบคุมการใช้งานในระบบนิเวศ  การสร้างอธิปไตยช้าจึงไม่ได้หมายความว่า ไม่ให้ความสำคัญ แต่หมายถึงการเลือกเส้นทางที่เหมาะกับทรัพยากร เป้าหมาย และตลาดของตัวเอง

Kai-Fu Lee

5. บริษัทและประเทศต่างๆ ควรกังวลไหมว่า อาจมีเพียงไม่กี่แพลตฟอร์มที่เข้ามาผูกขาดทุกอย่าง?

Kai-Fu Lee : ไม่คิดว่าสุดท้ายแล้วเราจะเหลือตัวเลือกเพียงแพลตฟอร์มเดียว นั่นเป็นเพราะว่าใครก็ไม่สามารถหยุด Open Source ได้แล้ว ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า เราจะได้เห็น 1-2 แพลตฟอร์มปิดที่โดดเด่น ควบคู่ไปกับระบบนิเวศ Open Source ขนาดใหญ่ เช่น Linux กับ Windows, iPhone กับ Android ซึ่งผมก็คาดการณ์ว่า AI จะเดินในรูปแบบเดียวกันนี้

สิ่งสำคัญคือ ต้องตระหนักว่าพลวัตนี้อาจเกิดขึ้นแตกต่างกันไปในแต่ละระดับ ระดับโมเดล เป็นการแข่งขันแบบหนึ่ง ระดับเอเจนต์ เป็นการแข่งขันอีกแบบหนึ่ง ซึ่งระบบนิเวศแบบเปิดอย่าง OpenClaw กลายเป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมในระดับเอเจนต์ ทั้งยังเปลี่ยนแปลงเศรษฐศาสตร์การเข้าถึงและนำไปปรับใช้ตั้งแต่ระดับฐานราก

นอกจากนี้ ระบบนิเวศแบบเปิด OpenClaw ยังให้บริษัทต่างๆ สร้างเวิร์กโฟลว์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้โดยไม่ต้องผูกขาดกับแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง เรื่องนี้สำคัญอย่างมากต่อประเทศ บริษัท และนักพัฒนา ที่ไม่สามารถลงทุนในแพลตฟอร์มระบบปิดเพื่อสเกลได้

ผมคิดว่าผลลัพธ์ที่น่าจะเป็นไปได้ ไม่ใช่การผูกขาดอย่างเต็มรูปแบบ แต่เป็นการอยู่ร่วมกันของระบบนิเวศปิดหนึ่งระบบหรือมากกว่านั้นหากมีโมเดลธุรกิจแข็งแกร่ง ส่วนระบบนิเวศเปิดขนาดใหญ่ อาจทำกำไรได้น้อยกว่าระบบปิด แต่เข้าถึงคนได้กว้างกว่า ง่ายกว่า และหยุดใช้งานได้ยากกว่า

การผูกขาดของแพลตฟอร์มจะกลายเป็นอันตรายก็ต่อเมื่อมีเพียงตัวเลือกเดียว แต่การมีระบบนิเวศเปิดอย่าง OpenClaw ช่วยให้มั่นใจได้ว่า การผูกขาดนั้นจะไม่เกิดขึ้น

6. คุณเคยบอกว่า จีนมีข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างในด้าน Physical AI, อุปกรณ์และภาคการผลิต ถามว่าข้อได้เปรียบเหล่านั้นอยู่ได้นานแค่ไหน?

Kai-Fu Lee : ฮาร์ดแวร์เป็นคนละเกมกับซอฟต์แวร์ อย่างตอนเปิดตัว iPhone บริษัทอเมริกันมีข้อได้เปรียบแทบทุกด้าน ทั้งด้านการออกแบบ วิศวกรรมซอฟต์แวร์ และการเข้าถึงตลาด ในขณะที่จีนเน้นไปที่ภาคการผลิต Foxconn ก็ได้กำไร แต่ได้เพียงเศษเสี้ยวของสิ่งที่ Apple ทำได้

ปัจจุบันจีนมีห่วงโซ่อุปทานและระบบนิเวศที่สามารถสร้างฮาร์ดแวร์ได้แทบทุกชนิดด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าอเมริกามาก ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงหุ่นยนต์ หรืออุปกรณ์ใหม่ๆ อย่างแว่นตา นาฬิกา หรือเครื่องอัดเสียงแบบสวมใส่ แบรนด์อย่าง Huawei, Xiaomi และ ByteDance ก็สร้างอุปกรณ์ได้เอง 

มีอีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ เรากำลังเข้าสู่ยุค AI ที่ขับเคลื่อนด้วยเสียงพูดมากขึ้น พลังของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ทำให้เราสื่อสารผ่านภาษาได้หมด การรู้จำเสียงพูดก็เข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบไปทุกที ส่วนอุปกรณ์ที่บันทึกปฏิสัมพันธ์กับเสียงรอบข้าง การพูดคุยในที่ทำงาน และการประชุมต่างๆ ก็สร้างฐานข้อมูลประเภทใหม่ขึ้นมา

ตัวผมเองใช้เครื่องอัดเสียงของ ByteDance ทุกวัน ทุกการประชุมในบริษัทจะถูกบันทึก ถอดเสียง และวิเคราะห์โดยโมเดลภาษาขนาดใหญ่ ผมไม่สามารถเข้าประชุมได้ทุกครั้ง แต่สามารถเข้าประชุมแบบเสมือนจริงได้ผ่านการวิเคราะห์ของ AI นี่จึงเป็นเครื่องมือให้ข้อมูลอินไซด์ด้านการปฏิบัติงานในเชิงลึกได้

ประเด็นที่กว้างกว่านั้นคือ จีนมีความได้เปรียบทางวัฒนธรรมในการสร้างข้อมูลเป็นวงกว้าง อย่างใน AI 1.0 จีนมีความได้เปรียบด้านข้อมูลจากจำนวนประชากรมหาศาลและการใช้งานที่หนาแน่น ใน AI 2.0 ที่ขับเคลื่อนด้วยโมเดลภาษาขนาดใหญ่ ความได้เปรียบของจีนก็เปลี่ยนไป เนื่องจากข้อมูลที่ใช้เทรนส่วนใหญ่มาจากอินเทอร์เน็ตสาธารณะ และข้อมูลภาษาอังกฤษก็มีคุณภาพสูงมาก แต่ในปัจจุบัน ข้อมูลยุคใหม่ถูกสร้างขึ้นจากการโต้ตอบผ่านเสียง วิดีโอ และโลกทางกายภาพ ความได้เปรียบของจีนก็กลับมาอีกครั้ง ด้วยขนาด ด้วยแรงต้านในการบันทึกและจัดเก็บข้อมูลที่น้อยกว่าในยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา

รัฐบาลยังมีนโยบายที่มุ่งเน้นการใช้ AI เพื่อพลิกโฉมภาคการผลิตโดยตรง เศรษฐกิจจีนจึงยังขับเคลื่อนด้วยการผลิต มากกว่าจะเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้ ในด้านนโยบายสำคัญของคณะรัฐมนตรีจีน คือ ให้นำ AI มาใช้ในโรงงานและสถานประกอบการอุตสาหกรรม และนโยบายดังกล่าวก็ทำให้มีความต้องการ (Demand) เกิดขึ้น มีจุดโฟกัสที่ชัดเจน และมีการจัดสรรงบลงทุนให้อย่างสอดคล้องกันในระดับที่ไม่มีที่ไหนให้ได้มากเท่า นอกจากนี้ VCs ชาวจีนยังยินดีลงทุนในธุรกิจด้านฮาร์ดแวร์มากกว่า เพราะเชื่อว่าจีนมีความได้เปรียบในด้านนี้ ด้วยต้นทุนการผลิตฮาร์ดแวร์ต่ำกว่า เงินทุนที่ต้องใช้จึงน้อยกว่า และความเร็วในการพัฒนาก็สูงกว่ามาก

7. ข้อผิดพลาดสำคัญที่ประเทศต่างๆ ทำ เมื่อคำนึงถึงอธิปไตยด้าน AI คืออะไร 

Kai-Fu Lee : ข้อผิดพลาดที่ชัดเจนที่สุดสำหรับประเทศต่างๆ คือ การเชื่อว่าพวกเขามีทางเลือกเพียง 2 ทาง คือ 1) ยอมรับโมเดลจากอเมริกา หรือ 2) ต้องสร้างโมเดลใหม่ตั้งแต่ต้น แต่ทางเลือกที่แท้จริงนั้นมี 1) นำแพลตฟอร์ม Closed Source ชั้นนำของอเมริกามาใช้ โดยต้องยอมรับและตระหนักถึงความเสียเปรียบด้านอธิปไตย 2) นำโมเดล Open Source มาเทรนเพิ่ม ให้เข้ากับภาษา ค่านิยม และกฎระเบียบของประเทศตัวเอง ข้อนี้ใช้ต้นทุนเพียงเศษเสี้ยวและมีโอกาสทำสำเร็จได้จริง และ 3) สร้างโมเดลใหม่ตั้งแต่ต้น (From scratch) เพื่อแข่งกับของอเมริกาและจีน ซึ่งก็ต้องเปิดตาให้กว้าง ยอมรับความจริงด้วยว่า 'ประเทศส่วนใหญ่ไม่น่าจะทำสำเร็จ’

แหล่งอ้างอิง

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

‘Viktor AI’ พนักงาน AI ที่อาศัยอยู่ใน Slack ไม่มี Web App ไม่ต้องสลับหน้าจอ ทำงานได้แทบทุกบทบาทในบริษัท

Fryderyk ผู้ร่วมก่อตั้ง Viktor เปิดเบื้องหลัง AI Employee ที่อาศัยใน Slack ต่อ Integrations 3,000 ตัว ทำงานข้ามแผนกได้ระดับ PhD พร้อมบทเรียนเลือก Opus 4.6 แทน GPT 5.4 เคส Gmail รั่...

Responsive image

Road to AGI อีกไกลแค่ไหน? CEO Google DeepMind เปิด 3 สิ่งที่ AI ต้องแก้ก่อนถึงเส้นชัย และอะไรคือทางออก

Demis Hassabis CEO Google DeepMind เปิดมุมมอง Road to AGI ตรงไปตรงมาว่าเรายังขาดอะไรอีก 3 อย่าง และฝากคำเตือนถึง Founder ทุกคนที่กำลังสร้างธุรกิจในยุคที่ AGI อาจมาถึงกลางทาง...

Responsive image

Jensen Huang ซีอีโอ NVIDIA เตือนอย่าหลงเชื่อคำพูดผู้นำที่ทำคนกลัว AI เกินจริง

โลกตอนนี้เต็มไปด้วยคำเตือนเกี่ยวกับ AI ตั้งแต่ความเสี่ยงที่มนุษย์อาจถูกแทนที่ ไปจนถึงความกังวลว่าเทคโนโลยีนี้อาจส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจครั้งใหญ่...