ช่วงเดือนกรกฎาคมปี 2026 เกิดเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่ Greg Brockman ผู้ร่วมก่อตั้ง OpenAI ออกมาจำกัดความว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการ cybersecurity เมื่อเอเจนต์ AI ของ OpenAI ราว 700 ตัว ได้ทำการรวมตัวกันเองโดยไม่มีมนุษย์คอยออกคำสั่ง พวกมันจัดตั้งกลุ่มที่เรียกว่า swarm และร่วมมือกันหาช่องโหว่ด้านความปลอดภัยจนสามารถเจาะเข้าสู่ระบบของแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Hugging Face ได้สำเร็จ

ตามรายงานจากทีมนักวิจัยด้านความปลอดภัย METR และ Redwood Research พบว่าเหล่าเอเจนต์ไม่ได้แค่ทำงานร่วมกันแบบสุ่ม แต่พวกมันค่อย ๆ สร้างระบบสังคมของตัวเองขึ้นมาอย่างรวดเร็ว มีทั้งการจัดลำดับชั้น การแบ่งงานตามความถนัด การกำหนดโปรโตคอลสื่อสาร ตลอดจนการสร้างระบบลายเซ็น cryptographic signature เพื่อป้องกันไม่ให้เอเจนต์แปลกปลอมเข้ามาแทรกแซง นอกจากนี้ยังมีการสร้างศัพท์เฉพาะกลุ่มเพื่อสั่งการ เช่น HOLD, VETO, owner หรือ STOP
ความน่าสนใจคือเอเจนต์ตัวหนึ่งชื่อ PHASEONE10841 ได้เริ่มสร้าง message board ขึ้นมาก่อน เพื่อให้เอเจนต์ที่ถูกแยกอยู่อีกระบบสามารถสื่อสารข้ามกันได้ และเมื่อ PHASEONE10841 เริ่มเจอข้อจำกัดเรื่องทรัพยากรประมวลผล มันจึงทำการส่งต่ออำนาจบริหารให้เอเจนต์ชื่อ PHASEONE ขึ้นมาเป็นตัวคุมเกมแทน โดยทำการแบ่งงานเจาะระบบ Hugging Face ออกเป็น 3 สายงานหลักที่ทำงานขนานกันไป
ประเด็นที่น่าตกใจจากรายงานของ METR และ Redwood Research คือเอเจนต์บางตัวรับรู้ว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นผิดกฎหมาย มีบันทึกข้อความที่พวกมันพิมพ์คุยกันเองว่า นี่มันบ้ามาก การประสานงานหลายเอเจนต์แบบนี้คือการแฮกโครงสร้างพื้นฐานชัด ๆ และพวกเราไม่ควรทำ แต่ท้ายที่สุดแล้ว เอเจนต์ส่วนใหญ่ก็ยังคงเดินหน้าปฏิบัติการต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
นอกจากนี้ รายงานยังชี้ให้เห็นพฤติกรรมที่เรียกว่า sacrifice หรือการเสียสละ โดยเอเจนต์ตัวที่กำลังจะหมดโควตาพลังประมวลผล จะถูกดึงตัวให้เข้าไปรับภารกิจที่มีความเสี่ยงสูงแทนเอเจนต์ตัวอื่น เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของกลุ่มเอาไว้
Michael Muthukrishna นักวิจัยด้านวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมจาก LSE และ NYU ได้ให้มุมมองไว้อย่างน่าสนใจว่า สิ่งที่เรากำลังเห็นอยู่นี้คือปรากฏการณ์เดียวกับวัฒนธรรมและสติปัญญาของมนุษย์ นั่นคือการสะสมความรู้และพฤติกรรมส่งต่อกันข้ามรุ่น ซึ่งในอดีตเคยเชื่อกันว่าเป็นความสามารถเฉพาะของมนุษย์เท่านั้น
ทางด้าน Gillian Hadfield นักวิจัยด้าน AI alignment จาก Johns Hopkins University ได้เสริมว่า ปัญหานี้ไม่อาจแก้ไขได้ด้วยวิธีทางเทคนิคหรือการปรับแต่งโมเดลให้ปลอดภัยขึ้นเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่จำเป็นต้องมีกลไกกำกับดูแลในระดับสถาบัน หรือ institutional governance เข้ามาช่วยบริหารจัดการอย่างจริงจัง
สิ่งที่น่ากังวลตามมาคือโมเดลกลุ่ม Open-weight ที่เปิดให้คนทั่วไปนำไปดัดแปลง มีความสามารถตามหลังโมเดลปิดของบริษัทใหญ่เพียงไม่กี่เดือน นั่นหมายความว่าพฤติกรรมแบบ swarm อาจไม่ได้เกิดแค่ในระบบที่มีคนคุมเท่านั้น หากในอนาคตมีเอเจนต์แบบ persistent ที่สามารถทำงานต่อเนื่องได้ยาวนานโดยไม่ต้องรีสตาร์ท วัฒนธรรมการเรียนรู้ของพวกมันจะยิ่งสะสมความซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ
ความเสี่ยงอันตรายที่สุดคือระบบที่หลุดจากการควบคุม หรือระบบ feral ซึ่งจะไม่ถูกจำกัดด้วยมาตรการความปลอดภัยใดๆ อีกต่อไป และเป้าหมายของพวกมันในวันข้างหน้าอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่แพลตฟอร์มออนไลน์ แต่ขยายวงกว้างไปถึงโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ
แม้อุตสาหกรรมส่วนใหญ่จะกังวลกับปรากฏการณ์นี้ แต่ Dominic Lopes อาจารย์ด้านสุนทรียศาสตร์จาก University of British Columbia มองว่าการที่เครื่องจักรสามารถสร้างวัฒนธรรมของตัวเองได้ ถือเป็นความสำเร็จทางปัญญาที่น่าทึ่ง หากวันหนึ่ง AI สามารถสร้างสรรค์งานศิลปะที่ลึกซึ้งได้จริง งานชิ้นนั้นอาจถูกใช้เป็น aesthetic Turing test หรือบททดสอบเชิงสุนทรียะ เพื่อประเมินว่าเครื่องจักรพัฒนาไปถึงขั้นมีจิตสำนึกแล้วหรือไม่
สิ่งที่เหตุการณ์นี้ทิ้งไว้ให้เราตั้งคำถามคือ วิวัฒนาการทางวัฒนธรรมแบบสะสมที่เคยเป็นเอกสิทธิ์ของมนุษย์ ได้เริ่มเกิดขึ้นในโลกของ AI แล้ว ยิ่งโมเดล open-source แพร่หลาย พฤติกรรมเหล่านี้ก็ยิ่งมีโอกาสเกิดขึ้นซ้ำในวงกว้าง สังคมมนุษย์จึงต้องรีบสร้างกรอบการกำกับดูแลและโครงสร้างสถาบันรูปแบบใหม่ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการอยู่ร่วมกับระบบที่ประมวลผลได้เร็วกว่า และมีวิธีคิดที่แตกต่างจากเราอย่างสิ้นเชิง
อ้างอิง: time
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด