เศรษฐกิจปี 2030 ใน 3 ฉากทัศน์ AI: Anthropic ไล่เรียงอนาคตผ่าน 4 อาชีพ พยาบาล โปรแกรมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ และช่างไฟฟ้า

หาก AI ทำให้เศรษฐกิจโตเร็วขึ้นหลายเท่า คนทำงานก็ควรมีรายได้ดีขึ้นตามไปด้วยหรือไม่?

คำตอบจากแบบจำลองล่าสุดของ The Anthropic Institute อาจไม่ได้ตรงไปตรงมาขนาดนั้น เพราะในฉากทัศน์ที่ AI พัฒนาและถูกนำไปใช้อย่างเข้มข้นที่สุด เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจมีขนาดใหญ่กว่าเส้นทางที่ไม่มี AI ถึง 32.4% ภายในปี 2030

และอัตราการเติบโตในช่วง 12 เดือนก่อนต้นปี 2030 อาจเร่งขึ้นถึง 15.4% ขณะที่คนทำงานความรู้กลับเผชิญทั้งแรงกดดันด้านค่าจ้างและการจ้างงาน

เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้คือรายงาน Economic Scenarios for Transformative AI ที่พยายามมองผลกระทบของ AI จากจุดเล็กที่สุดอย่าง Task ในแต่ละอาชีพ ก่อนขยายไปดูว่า เมื่อ AI เข้ามาช่วย ทำแทน หรือสร้างงานใหม่พร้อมกันในหลายอุตสาหกรรม จะเกิดอะไรขึ้นกับ GDP ค่าจ้าง การจ้างงาน และสัดส่วนรายได้ระหว่างแรงงานกับทุน

สามฉากทัศน์ที่พาเศรษฐกิจไปคนละโลก

  • ฉากทัศน์แรกคือการเปลี่ยนแปลงระดับพอประมาณ (Modest) ซึ่ง AI แตะงานเพียง 4% ของงานทั้งระบบเศรษฐกิจ ภายในปี 2030 GDP สูงกว่าเส้นทางที่ไม่มี AI อยู่ 1.6% หรือราว 34.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เศรษฐกิจโต 2.4% ต่อปี และอัตราว่างงานรวมอยู่ที่ 3.9% เทียบกับระดับปกติที่ 3.8% ความหมายคือแทบมองไม่เห็นร่องรอยของ AI ในข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งเทียบได้กับขนาดผลกระทบของอินเทอร์เน็ต
  • ฉากทัศน์ที่สองคือการเปลี่ยนแปลงระดับมีนัยสำคัญ (Substantial) ซึ่ง AI มีความสามารถทำงานความรู้ได้ราวครึ่งหนึ่ง แต่ถูกนำไปใช้จริงเพียง 40% ของงานที่ทำได้ รวมแล้วคิดเป็น 12% ของงานทั้งระบบ ผลลัพธ์คือ GDP สูงกว่าเส้นทางไร้ AI 8.3% หรือราว 36.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และเศรษฐกิจโต 5.4% ต่อปี ซึ่งเร็วกว่าปีที่ดีที่สุดของยุคฟองสบู่ดอทคอมอย่างปี 1999 ที่โต 4.7% ส่วนอัตราว่างงานของคนทำงานความรู้ขยับจาก 2.9% เป็น 4.5%
  • ฉากทัศน์ที่สามคือการเปลี่ยนแปลงระดับรุนแรง (Extreme) ซึ่ง AI ทำงานความรู้ได้เกือบทั้งหมดและถูกใช้จริง 60% ของงานที่ทำได้ รวมเป็น 30% ของงานทั้งระบบ หรือราวครึ่งหนึ่งของงานที่แรงงานความรู้ทำอยู่ในปี 2025 GDP จะสูงกว่าเส้นทางไร้ AI ถึง 32.4% หรือราว 44.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่อัตราว่างงานของคนที่เริ่มต้นในกลุ่มงานความรู้พุ่งไปที่ 17.9% และอัตราว่างงานทั้งระบบอยู่ที่ 11.9% สูงกว่าช่วงหลังวิกฤตการเงินโลกที่เคยแตะเกือบ 10%

จุดที่น่าสนใจคือทั้งสามเส้นทางแทบไม่ต่างกันเลยจนถึงปี 2027 เพราะทุกฉากทัศน์ใช้ข้อมูลตั้งต้นชุดเดียวกัน ความแตกต่างเกือบทั้งหมดเกิดขึ้นหลังจากนั้น เมื่อความสามารถและการใช้งานจริงของ AI เริ่มแยกทางกัน

พยาบาล: อาชีพที่ AI เข้ามาเสริม มากกว่าจะเข้ามาแทน

รายงานใช้อาชีพพยาบาลเป็นตัวอย่างหลักในการอธิบายว่างานหนึ่งงานถูกแยกเป็นงานย่อยได้อย่างไร โดยอ้างอิงฐานข้อมูลลักษณะงาน O*NET ของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ วันทำงานของพยาบาลประกอบด้วยการเดินตรวจเยี่ยมผู้ป่วย เจาะเลือด คัดกรองผู้ป่วยใหม่ บันทึกสัญญาณชีพ และเบิกเวชภัณฑ์เข้าหอผู้ป่วย

งานย่อยเหล่านี้ได้รับผลกระทบจาก AI ไม่เท่ากัน งานอย่างการอาบน้ำให้ผู้ป่วยยังเป็นงานที่มีแต่คนเท่านั้นที่ทำได้ ส่วนการร่างคำแนะนำก่อนกลับบ้าน การติดตามอาการผู้ป่วยทางไกล และการวางตารางดูแลประจำกะ เป็นงานที่ AI เข้ามาช่วยให้เร็วขึ้น ขณะที่การบันทึกสัญญาณชีพและการเบิกของเข้าหอผู้ป่วยเป็นงานที่อาจถูกทำแทนได้ทั้งชิ้น

ที่สำคัญไม่แพ้กันคืองานใหม่ที่โผล่ขึ้นมา เช่น การตรวจสอบว่า AI คัดกรองผู้ป่วยได้แม่นยำแค่ไหน และการทบทวนแผนการดูแลที่ AI เสนอ ผลรวมของทั้งหมดคือ 'อาชีพพยาบาลไม่ได้หายไป แต่เนื้องานถูกจัดเรียงใหม่จนพยาบาลดูแลได้มากขึ้นและมีเวลาคุยกับผู้ป่วยมากขึ้น' ซึ่งเป็นภาพของการเสริมกำลังคนมากกว่าการแทนที่

โปรแกรมเมอร์: อาชีพแถวหน้าของกลุ่มที่ AI แตะถึงก่อน

โปรแกรมเมอร์เป็นหนึ่งในตัวอย่างของคนทำงานความรู้ที่อาจต้องย้ายไปสู่อาชีพที่ AI กระทบน้อยกว่า ผลสำรวจความคาดหวังของคนอเมริกันที่ทีมวิจัยทำควบคู่กันสะท้อนภาพเดียวกัน โดย 24% เชื่อว่า AI สร้างและดูแลผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ได้ดีเท่ามืออาชีพแล้วในวันนี้ และตัวเลขนี้ขยับเป็น 58% เมื่อถามถึงปี 2030

ในแบบจำลอง เมื่องานย่อยของกลุ่มงานความรู้ถูกทำแทนมากขึ้น ความต้องการแรงงานในกลุ่มนี้จะลดลงตาม การจ้างงานในกลุ่มงานความรู้ปี 2030 จะต่ำกว่าระดับกลางปี 2026 อยู่ 0.5% ในฉากทัศน์พอประมาณ 3.9% ในฉากทัศน์มีนัยสำคัญ และ 21.5% ในฉากทัศน์รุนแรง โดยในฉากทัศน์สุดท้ายนี้ ค่าจ้างรวมทั้งกลุ่มงานความรู้จะต่ำกว่าเส้นทางไร้ AI ถึง 31% เพราะค่าจ้างต่อหัวลดลงพร้อมกับจำนวนตำแหน่งงานที่หายไป 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการจ้างงานและค่าจ้างในแบบจำลองเป็นค่าเฉลี่ยของกลุ่มงานความรู้ทั้งหมด ไม่ใช่ตัวเลขของโปรแกรมเมอร์โดยเฉพาะ

พนักงานคอลเซ็นเตอร์: งานเอกสารประจำวันคือด่านแรกที่โดน

อีกอาชีพที่รายงานหยิบมาคู่กับโปรแกรมเมอร์คือพนักงานศูนย์บริการลูกค้า เพราะเนื้องานส่วนใหญ่คือการรับเรื่อง ตอบคำถาม และจัดการเอกสาร ซึ่งเป็นงานที่คนมองว่า AI ทำได้แล้วมากที่สุดในบรรดางานทั้งหมดที่ถูกถาม โดย 53% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า AI เขียนอีเมลและเอกสารธุรกิจทั่วไปได้ดีเท่ามืออาชีพแล้ว และ 75% เชื่อว่าจะทำได้ภายในปี 2030

ข้อมูลในอดีตให้ภาพที่น่าสนใจว่าคนกลุ่มนี้ปรับตัวได้ต่างจากกลุ่มอื่นในงานความรู้ด้วยกันเอง พนักงานขาย และพนักงานธุรการที่ตกงานย้ายออกไปทำอาชีพนอกกลุ่มงานความรู้ได้ถึง 28% ขณะที่ผู้บริหารและกลุ่มวิชาชีพย้ายออกได้เพียง 10% ความต่างนี้สำคัญ เพราะในแบบจำลอง ความยากง่ายของการข้ามสายอาชีพคือตัวแปรที่กำหนดว่าการเปลี่ยนผ่านจะจบลงด้วยการย้ายงานอย่างราบรื่น หรือกลายเป็นการว่างงานที่ยืดเยื้อ

ช่างไฟฟ้า: ฝั่งที่ค่าจ้างวิ่งขึ้น แต่ประตูเข้าไม่ได้กว้างอย่างที่คิด

ช่างไฟฟ้าเป็นตัวแทนของอาชีพที่ AI แตะไม่ถึงโดยตรง และเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์ชัดเจนที่สุดในทุกฉากทัศน์ ค่าจ้างของอาชีพนอกกลุ่มงานความรู้ในปี 2030 จะสูงกว่าเส้นทางไร้ AI อยู่ 1.1% ในฉากทัศน์พอประมาณ 5.9% ในฉากทัศน์มีนัยสำคัญ และ 33.6% ในฉากทัศน์รุนแรง กลไกเบื้องหลังคือเมื่องานความรู้ทำได้เร็วขึ้น ความต้องการงานที่ต้องใช้มือก็เพิ่มตาม ตัวอย่างที่รายงานยกคือการออกแบบและขออนุญาตโครงสร้างพื้นฐานที่เร็วขึ้น ทำให้จำนวนโครงการก่อสร้างเพิ่มขึ้น และดันค่าจ้างของแรงงานก่อสร้างให้สูงขึ้นตามไปด้วย

ปัญหาคือประตูบานนี้ไม่ได้เปิดกว้างเท่าตัวเลขค่าจ้าง รายงานยกตัวอย่างตรงไปตรงมาว่าวิศวกรซอฟต์แวร์คนหนึ่งไม่ได้เปลี่ยนไปเป็นช่างไฟฟ้าได้ในชั่วข้ามคืน เพราะทักษะเฉพาะทางของแต่ละอาชีพใช้เวลาสะสม และเมื่อคนจำนวนมากต้องย้ายพร้อมกันไปยังตำแหน่งงานที่ยังไม่ถูกสร้างขึ้น การหางานยิ่งยากกว่าที่ข้อมูลในอดีตบอก ช่องว่างระหว่างความต้องการแรงงานที่เพิ่มขึ้นกับความเร็วในการย้ายของคน จึงเป็นที่มาของตัวเลขว่างงานที่สูงขึ้นในฉากทัศน์ที่แรงกว่า

ก้อนเค้กใหญ่ขึ้น แต่ส่วนที่ตกถึงมือแรงงานเล็กลง

แม้รายละเอียดของแต่ละฉากทัศน์จะแตกต่างกัน แต่หนึ่งในผลลัพธ์ที่ชัดที่สุดของแบบจำลองคือ สัดส่วนรายได้ระหว่างแรงงานกับทุนอาจเปลี่ยนไป

ปัจจุบันในทุก 1 ดอลลาร์ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ผลิตได้ รายได้ประมาณ 60 เซนต์ตกอยู่กับแรงงานในรูปของค่าจ้าง ส่วนที่เหลือเป็นผลตอบแทนของทุน

แต่ภายในปี 2030 ส่วนแบ่งรายได้ของแรงงาน หรือ Labor Share ในแบบจำลองลดลงเหลือ 59.4% ในฉากทัศน์ Modest, 56.1% ใน Substantial และ 45.2% ใน Extreme

ในฉากทัศน์ Extreme นั่นหมายความว่า แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะมีขนาดใหญ่ขึ้นมาก แต่รายได้ส่วนเพิ่มจำนวนมากกลับไหลไปสู่เจ้าของทุน

รายได้จากทุนจะสูงกว่าเส้นทางที่ไม่มี AI ถึง 81% ขณะที่รายได้รวมของแรงงานทั้งประเทศแทบไม่ต่างจากโลกที่ไม่มี AI

จึงเกิดภาพที่ดูขัดแย้งกัน คือ ประเทศอาจรวยขึ้นอย่างมากในภาพรวม ขณะที่แรงงานจำนวนมากไม่ได้มีรายได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน

ทีมวิจัยจึงทดลองคำนวณต่อในเชิงคณิตศาสตร์ของแบบจำลองว่า หากต้องการให้คนทำงานความรู้มีรายได้เท่ากับโลกที่ไม่มี AI จะต้องมีการโอนรายได้ประมาณ 9% ของ GDP การโอนระดับนี้จะยังเหลือทรัพยากรเพียงพอให้กลุ่มอื่นมีรายได้สูงกว่าเส้นทางที่ไม่มี AI มากกว่า 20%

แต่ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่า Anthropic กำลังเสนอให้ดำเนินนโยบายดังกล่าวจริง

รายงานย้ำด้วยว่า การโอนรายได้ในระดับนี้มีขนาดใหญ่มาก และไม่เคยเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ผ่านมา

ที่มา: The Anthropic Institute, Economic Scenarios for Transformative AI

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

Anthropic เดือดจนออก Report แฉโมเดลจีนลอกวิชา Claude ผ่านแชทกว่า 200 ล้านชุดในไม่กี่เดือน Alibaba ทำไป 151 ล้านครั้ง หนักสุดในทุกค่าย

สรุปรายงานช็อกวงการ AI เมื่อ Anthropic แฉหลักฐาน Claude โดนแอบ "รีดสมอง" ไปฝึกโมเดลจีนกว่า 200 ล้านครั้ง เจาะลึกเทคนิคหลอกแปลภาษา และเปิดสถิติการยิง API จากค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Aliba...

Responsive image

ฟีเจอร์ใหม่ Apple Watch เพิ่ม Siri Recap บันทึกเสียงรอบตัว และใช้ AI ประมวลผล ส่งไปเก็บในแอป Siri

Apple เปิดตัวฟีเจอร์ AI ใหม่บน Apple Watch อย่าง Siri Recap และ Live Rewind ช่วยดักฟังและสรุปบทสนทนาประชุมให้อัตโนมัติ ปลุกกระแส Productivity คนทำงาน พร้อมจุดประเด็นความกังวลด้าน P...

Responsive image

สะเทือนวงการ AI ทั้งโลก OpenAI ใช้ Agent กว่าหมื่นตัว แก้โจทย์คณิตที่ไม่มีใครแก้ได้มา 90 ปี ในเพียงเวลา 88 ชั่วโมง

OpenAI ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ส่งกองทัพ AI Agent นับหมื่นตัวใช้เวลาเพียง 88 ชั่วโมง แก้โจทย์ Navier-Stokes ปริศนาคณิตศาสตร์ล้านดอลลาร์ที่ค้างคามาเกือบ 90 ปีได้สำเร็จ...