
พนักงานจากบริษัท AI แนวหน้าของโลกกว่า 1,319 คน ทั้งจาก OpenAI, Google, Meta, Anthropic, Microsoft, Amazon และอีกหลายบริษัท ร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ ‘Pacing the Frontier’ ที่จัดทำขึ้นเอง เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ร่วมมือกับนานาชาติในการสร้างระบบและออกกฎหมายควบคุมให้โลก 'ชะลอ' ความเร็วของการพัฒนา AI
ณ ตอนนี้ AI มีศักยภาพในการสร้างประโยชน์มหาศาล แต่ตอนนี้บริษัทชั้นนำกำลังใกล้เข้าถึงจุดที่พัฒนา AI ให้สามารถคิดค้นและวิจัยตัวเองต่อได้แบบ ‘อัตโนมัติ’ ซึ่งเรื่องนี้น่ากลัวตรงที่มันอาจพัฒนาตัวเองไวเกินไปจนมนุษย์อย่างเราตามไม่ทันและไม่สามารถควบคุมมันได้
เพื่อความปลอดภัยจึงจำเป็นต้องมีทางเลือกในการ ‘ซื้อเวลา’ เพื่อเตรียมหาทางรับมือและตั้งกฎเกณฑ์ให้รัดกุม แต่ด้วยการแข่งขันที่ดุเดือด ทำให้ไม่มีบริษัทไหนหรือประเทศไหนยอมเหยียบเบรกชะลอการพัฒนาของตัวเองอยู่ฝ่ายเดียว บวกกับทุกวันนี้ก็ยังไม่มีกฎหมายหรือข้อบังคับที่จะมาสั่งห้ามวงการนี้ไปพร้อมกันได้แบบจริง ๆ
จากปัญหาดังกล่าวแถลงการณ์ฉบับนี้จึงเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ออกหน้าสนับสนุนความร่วมมือกับนานาชาติ เพื่อเร่งสร้างมาตรการป้องกันและกฎหมายควบคุมที่จะสามารถนำมาใช้ชะลอความเร็วในการพัฒนา AI ได้อย่างเป็นรูปธรรม
Dawn Song รองประธานฝ่ายวิจัย AI ของ Meta อธิบายว่าตอนนี้ AI พัฒนาไปเร็วมาก และความเร็วในการพัฒนาก็ยิ่งเพิ่มกระโดดขึ้นเรื่อยๆ เธอยกตัวอย่างจากการทดสอบระบบ CyberGym และ ExploitGym พบว่าปัจจุบัน AI ระดับท็อปสามารถค้นหาและเจาะช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ในโลกการทำงานจริงได้แล้ว ถ้าเราไม่มีระบบป้องกันที่ดีพอ เรื่องนี้อาจบานปลายกลายเป็นการโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ได้
นอกจากนี้นักวิจัยหลายคนยังมองว่าภายในไม่กี่ปีข้างหน้า AI จะสามารถ ‘พัฒนาความเก่งของตัวเองต่อไปได้เรื่อยๆ’ ซึ่งจะทำให้มันก้าวหน้าไวเกินกว่าที่มนุษย์จะทำความเข้าใจและควบคุมมันได้ทัน
เธอย้ำว่าการสั่งชะลอการพัฒนา AI ถือเป็นมาตรการขั้นเด็ดขาดที่ในท้ายที่สุดอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้เลยก็ได้ แต่เราก็ต้องเตรียมทางออกไว้ก่อน เพราะถ้าถึงเวลาที่เกิดวิกฤตขึ้นมาจริงๆ จะมานั่งคิดหาวิธีแก้หน้างานก็คงไม่ทัน มาตรการที่ว่านี้จะต้องถูกออกแบบมาอย่างรอบคอบและอิงจากข้อมูลจริง ไม่ใช่ตั้งกฎขึ้นมาลอย ๆ
ที่สำคัญ การจะใช้มาตรการนี้ได้ต้องเป็นความร่วมมือกันในระดับนานาชาติ เพราะไม่มีบริษัทหรือประเทศไหนสามารถสั่งเบรกทั้งวงการได้เพียงฝ่ายเดียว และเครื่องมือควบคุมเหล่านี้ต้องสามารถวัดผลและตรวจสอบได้จริง เพื่อให้การกำกับดูแลเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพที่สุด
ทางด้าน Laura Weidinger นักวิจัยของ Google เปรียบเทียบว่าถ้า AI เข้ามาเปลี่ยนโลกได้พอ ๆ กับตอนที่โลกเราเริ่มมีไฟฟ้าใช้ เราก็ควรต้องวางแผนให้ดีว่าจะนำเทคโนโลยีนี้มาใช้อย่างไร การที่บริษัทต่าง ๆ เอาแต่แข่งกันวิ่งไปข้างหน้าแบบหลับหูหลับตา โดยไม่สนใจเรื่องกฎระเบียบ ความปลอดภัยหรือประโยชน์ของส่วนรวมถือเป็นการกระทำที่ขัดขวางการสร้างอนาคตที่ดี
ส่วนทางด้าน Stephanie Chan นักวิจัยจาก Google เล่าว่า เธอทำงานในวงการ AI มาถึง 10 ปี แต่ช่วงหลังมานี้ เธอต้องประหลาดใจกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอยู่ตลอดเวลา แม้จะพยายามประเมินล่วงหน้าไว้แล้วก็ตาม เธอมองว่า AI อาจจะพัฒนาไปเร็วกว่าที่สังคมและรัฐบาลจะปรับตัวรับมือได้ทัน
ด้วยเหตุนี้ผู้นำระดับสูงหลายคนในวงการ ซึ่งรวมถึง Demis Hassabis ซีอีโอของ DeepMind จึงสนับสนุนแนวคิดที่ว่า เราควรมีทางเลือกหรือวิธีการสั่งชะลอการพัฒนา AI ลงได้ ถึงแม้ว่าการจะตกลงร่วมมือกันในเรื่องนี้จะทำได้ยากมาก เพราะแต่ละบริษัทยังต้องแข่งขันกันทางธุรกิจ และมีข้อจำกัดเรื่องกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง
Shantanu Jain จาก OpenAI เล่าว่า ในช่วงแค่ 4 ปีที่ผ่านมา AI พัฒนาไปเร็วมาก จากเดิมที่เพิ่งเริ่มเข้าใจภาษาคน ตอนนี้สามารถเขียนโปรแกรมเก่งกว่ามนุษย์ แก้โจทย์คณิตศาสตร์ขั้นสูง และช่วยเร่งงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้แล้ว แถมยังไม่มีทีท่าว่าจะช้าลงเลย แน่นอนว่าแต่ละประเทศและบริษัทต่างก็อยากเหยียบคันเร่งพัฒนาให้สุดเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง แต่ถ้ามองถึงผลประโยชน์ของมวลมนุษยชาติ เราไม่ควรปล่อยให้การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างถาโถมเข้ามาพร้อมกันในคราวเดียว ที่ผ่านมา สังคมมนุษย์ต้องใช้เวลาอย่างยาวนานในการสร้างกฎหมายและระบบมาควบคุมดูแลกันเอง ดังนั้นมันคงจะดีมาก ถ้าเราสามารถดึงจังหวะให้ช้าลงสักนิด เพื่อนำเวลามาสร้างระบบควบคุมดูแล AI ด้วยเช่นกัน
ทางด้าน Joshua Achiam จาก OpenAI ให้ความเห็นว่า เขาเองก็ยังไม่แน่ใจว่าเครื่องมือหรือกฎระเบียบที่จะนำมาใช้ควบคุม AI ควรมีหน้าตาเป็นแบบไหน และรัฐบาลสหรัฐฯ ควรโฟกัสแค่เรื่องการพยายามชะลอเทคโนโลยี AI แบบอัตโนมัติอย่างเดียวหรือไม่ แต่เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ควรหยิบยกมาพิจารณาอย่างจริงจังได้แล้ว แม้เขาจะหวังว่ากฎควบคุมเหล่านี้จะไม่เข้มงวดหรือตีกรอบกว้างจนเกินความจำเป็น แต่ด้วยความที่ AI รุ่นใหม่ ๆ เก่งมากจนสามารถนำไปใช้ได้ทั้งในทางที่ดีและทางที่อันตราย การเริ่มชะลอการพัฒนา ณ เวลานี้จึงถือเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
ปิดท้ายที่ Kim Stachenfeld นักวิจัยจาก Google ระบุว่า สาเหตุที่เธอร่วมลงชื่อในแถลงการณ์นี้ เป็นเพราะเธออยากสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือด้าน AI ในระดับโลก เธอเชื่อว่าก่อนที่เราจะนำเทคโนโลยีที่มีความเสี่ยงสูงไปใช้งานจริงในสเกลที่ใหญ่มาก ๆ เราจำเป็นต้องเข้าใจถึงผลกระทบที่จะตามมาให้ชัดเจนเสียก่อน
พนักงานหลายคนภายใน OpenAI มีความกังวลตรงกันว่า ปัจจุบันการพัฒนา AI กำลังเดินหน้าด้วยความเร็วที่น่ากลัวมาก ภายในเวลาไม่กี่ปี AI ได้พัฒนาจากการเป็นแค่ระบบที่เข้าใจภาษา ไปสู่การทำงานซับซ้อนอย่างการเขียนโปรแกรมหรือแก้โจทย์คณิตศาสตร์ขั้นสูงได้แล้ว ความสามารถนี้ไม่มีทีท่าจะชะลอลงและอาจพัฒนาตัวเองต่อไปได้เรื่อย ๆ จนเปรียบเสมือนปฏิกิริยาลูกโซ่นิวเคลียร์ที่ควบคุมไม่ได้ สาเหตุหลักมาจากแรงกดดันทางการแข่งขันที่ผลักดันให้บริษัทและประเทศต่าง ๆ ต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีนี้ให้เร็วที่สุดเพื่อให้ได้เปรียบ ซึ่งความเร็วระดับนี้ทำให้เกิดความเสี่ยงสูงมากที่การจัดการด้านความปลอดภัยจะตามไม่ทัน และอาจเกิดปัญหาจากการใช้งานผิดวัตถุประสงค์ได้ง่ายขึ้น
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะระหว่างมหาอำนาจ ซึ่งอาจทำให้หลายฝ่ายยอมมองข้ามความปลอดภัยและยอมเสี่ยงอันตรายเพียงเพราะกลัวว่าคู่แข่งจะสร้างสำเร็จก่อน สถานการณ์นี้ทำให้หลายคนรู้สึกกลัวว่า หากไม่มีการพูดคุยเพื่อชะลอความเร็วลง โลกอาจต้องเผชิญกับผลกระทบที่ร้ายแรง การปล่อยเทคโนโลยีใหม่ ๆ ออกมาจึงควรทำอย่างระมัดระวังมากขึ้น เพราะนวัตกรรมที่มีคุณค่าจริง ๆ ต้องมาจากการก้าวไปข้างหน้าอย่างรอบคอบ ไม่ใช่แค่การวิ่งให้เร็วที่สุดเพียงอย่างเดียว
เพื่อแก้ปัญหานี้ โลกจำเป็นต้องมีความร่วมมือระดับนานาชาติอย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างกลไกที่สามารถสั่งชะลอการพัฒนา AI ได้เมื่อถึงจุดที่อันตราย การตัดสินใจว่าเทคโนโลยีควรเดินหน้าเร็วแค่ไหนไม่ควรปล่อยให้เป็นสิทธิขาดของห้องทดลองใดห้องทดลองหนึ่ง แต่ควรเป็นกระบวนการประชาธิปไตยที่ให้คนทั่วโลกมีส่วนร่วม เพื่อให้แน่ใจว่าผลประโยชน์จาก AI จะกระจายสู่มนุษยชาติอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงการแข่งขันที่นำไปสู่จุดจบที่เลวร้าย
อย่างไรก็ตาม การออกกฎหมายควบคุมก็ต้องทำอย่างรอบคอบและวัดผลได้จริง หากกฎหมายเข้มงวดเกินไปหรือควบคุมได้เฉพาะ AI ที่เปิดสาธารณะ ก็อาจทำให้เทคโนโลยีขั้นสูงหลุดไปอยู่ในระบบส่วนตัวที่ตรวจสอบไม่ได้และเข้าถึงได้แค่คนเฉพาะกลุ่ม นอกจากนี้ การชะลอตัวจะต้องเป็นไปอย่างสมดุลเพื่อไม่ให้สูญเสียความได้เปรียบหากคู่แข่งยังคงเดินหน้าต่อ รัฐบาลจึงต้องเข้ามาทำความเข้าใจเทคโนโลยีนี้อย่างจริงจังเพื่อปกป้องประชาชน โดยไม่ปล่อยให้การออกกฎหมายกลายเป็นเครื่องมือเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อนาคตของ AI ยังเป็นสิ่งที่มนุษย์กำหนดได้ แต่ต้องอาศัยความใส่ใจและความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อรับประกันว่าสิ่งประดิษฐ์ที่อาจจะยิ่งใหญ่ที่สุดชิ้นสุดท้ายของมนุษย์ชิ้นนี้ จะถูกสร้างขึ้นมาอย่างถูกต้องและปลอดภัย
พนักงานหลายคนใน Google มองเห็นตรงกันว่าเทคโนโลยี AI กำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ ซึ่งความเร็วระดับนี้ได้แซงหน้าความสามารถของมนุษย์ในการทำความเข้าใจ สร้างมาตรการป้องกัน หรือตั้งรับไปแล้ว พวกเขาเชื่อว่าโลกจำเป็นต้องซื้อเวลาด้วยการชะลอการพัฒนาลง ซึ่งข้อเรียกร้องนี้ไม่ได้หมายถึงการหยุดสร้างไปเลย แต่เป็นการชะลอเพื่อให้มีเวลาวิจัยและวางแผนระบบรักษาความปลอดภัยให้แข็งแรงพอ โดยเน้นย้ำว่าการชะลอตัวนี้ควรมีการวางแผนร่วมกันอย่างเป็นระบบและรอบคอบ ดีกว่าต้องมาสั่งเบรกกะทันหันแบบฉุกเฉินตอนที่เกิดวิกฤตขึ้นแล้ว
สิ่งที่ทำให้พนักงานหลายคนกังวลมากที่สุดคือความเสี่ยงร้ายแรงที่อาจเป็นภัยต่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ หากปล่อยให้ AI พัฒนาขีดความสามารถของตัวเองอัตโนมัติไปจนถึงจุดที่เก่งกว่ามนุษย์ มันอาจหลุดพ้นจากการกำกับดูแลและไม่มีสวิตช์ให้กดปิดการทำงานได้ง่าย ๆ แม้ว่าในตอนนี้มนุษย์จะยังทดสอบพฤติกรรมของ AI ได้ แต่ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่ามันจะยังเชื่อฟังและปลอดภัยเมื่อระบบมีความซับซ้อนถึงขีดสุด บางคนถึงกับระบุว่าอยากใช้เวลาทำความเข้าใจเทคโนโลยีนี้ให้มากขึ้น ดีกว่าหลับหูหลับตาสร้างต่อไปเรื่อย ๆ เพราะอยากให้คนรุ่นหลังได้มีชีวิตอยู่ต่อไป ไม่ใช่โลกที่มนุษย์ถูกเทคโนโลยีกวาดล้าง
สาเหตุสำคัญที่ทำให้สถานการณ์น่าเป็นห่วงคือ บริษัทพัฒนา AI ต่าง ๆ กำลังติดอยู่ในเกมการแข่งขันที่บีบให้ต้องเร่งสร้างผลงานจนละเลยการจัดการความเสี่ยงที่สำคัญ เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนโฉมหน้ามนุษยชาติระดับนี้ไม่ควรถูกกำหนดทิศทางด้วยแรงกดดันจากระบบทุนนิยมหรือกลไกตลาดเพียงอย่างเดียว การปล่อยให้แต่ละบริษัทแข่งกันเองโดยไม่มีกรอบควบคุมอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่สร้างความเสียหายให้กับทุกคน ซึ่งรวมถึงตัวผู้สร้างเทคโนโลยีเองด้วย
เพื่อแก้ปัญหานี้ ทางออกเดียวที่เป็นไปได้คือต้องมีความร่วมมือระดับนานาชาติอย่างจริงจัง เนื่องจากมีสัญญาณว่าประเทศมหาอำนาจคู่แข่งอย่างจีนก็ต้องการร่วมมือเรื่องความปลอดภัยและการกำกับดูแล AI เช่นกัน ดังนั้นทุกฝ่ายจึงควรหันมาทำงานร่วมกัน เพราะเมื่อใดที่ผู้เล่นหลักทั้งหมดในโลกเห็นตรงกันว่าถึงเวลาต้องชะลอ เมื่อนั้นการประสานงานเพื่อปกป้องอนาคตจึงจะเกิดขึ้นได้จริง และจะช่วยให้มั่นใจได้ว่ามนุษย์จะยังคงเป็นผู้ควบคุมและรักษาคุณค่าของมนุษยชาติไว้ได้ต่อไป
คนทำงานและผู้เชี่ยวชาญในวงการผู้พัฒนา AI มีความกังวลตรงกันว่าการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ในปัจจุบันกำลังเดินหน้าด้วยความเร็วที่น่ากลัวและเร็วกว่าที่หลายคนคาดคิดไว้มาก เทคโนโลยีนี้เปรียบเสมือนการค้นพบวิธีแยกอะตอม ซึ่งมีทั้งประโยชน์มหาศาลแต่ก็แฝงไปด้วยความเสี่ยงร้ายแรงต่อความปลอดภัย ตลาดแรงงาน ระบบประชาธิปไตย สิ่งแวดล้อม และอาจรวมถึงความอยู่รอดของมนุษยชาติ
ปัจจุบันการพัฒนา AI ก้าวหน้าไปจนถึงจุดที่ AI สามารถเขียนโค้ด วางระบบ และทำการทดลองเพื่อพัฒนาตัวเองได้แล้ว ซึ่งยิ่งเป็นการเร่งความเร็วให้เทคโนโลยีก้าวกระโดดไปอีกขั้น ในขณะที่แรงกดดันทางธุรกิจและการแข่งขันผลักดันให้ทุกบริษัทต้องเร่งสร้าง AI ที่ฉลาดกว่ามนุษย์ ทีมงานที่ดูแลเรื่องความปลอดภัยกลับต้องทำงานอย่างหนักเพื่อวิ่งตามแก้ปัญหาและรับมือกับความเสี่ยงใหม่ ๆ แบบลัดคิวอยู่ตลอดเวลา
ปัญหาสำคัญคือ คนในวงการยอมรับว่าจนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครรู้วิธีควบคุม AI อย่างแท้จริงว่าถ้ามันฉลาดกว่ามนุษย์แล้ว มันจะยังทำตามคำสั่งหรือทำเพื่อประโยชน์ของมนุษย์อยู่หรือไม่ ภายในบริษัทชั้นนำมีการถกเถียงกันอย่างจริงจังว่า AI อาจจะเก่งจนหลุดการควบคุมของมนุษย์ได้ภายในสองถึงสี่ปีข้างหน้า แต่คนภายนอกและนักการเมืองกลับยังไม่ค่อยเข้าใจถึงความร้ายแรงนี้และมองว่าเป็นแค่คำโฆษณาทางการตลาดเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ จึงมีเสียงเรียกร้องอย่างหนักให้วงการ AI "ชะลอความเร็วลง" ซึ่งไม่ได้แปลว่าให้หยุดพัฒนา แต่หมายถึงการแบ่งเวลาและดึงคนมาเน้นทำวิจัยเรื่องความปลอดภัยให้รัดกุมมากขึ้น การปล่อยให้บริษัทต่าง ๆ สัญญากันเองว่าจะดูแลความปลอดภัยนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป โลกจำเป็นต้องมีกฎหมายและการกำกับดูแลที่บังคับใช้ได้จริง เหมือนกับการมีเข็มขัดนิรภัยและกฎหมายจำกัดความเร็วบนถนน เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้
นอกจากนี้ การรับมือกับความเสี่ยงระดับนี้ไม่สามารถทำได้โดยบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่ต้องเป็นความร่วมมือระดับโลก โดยมีการเสนอให้รัฐบาลสหรัฐฯ เข้ามาเป็นผู้นำในการประสานงานระหว่างห้องปฏิบัติการ AI ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างข้อตกลงให้ทุกคนยอมชะลอความเร็วลงพร้อม ๆ กัน และช่วยกันสร้างเทคโนโลยีนี้อย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อให้ AI กลายเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติอย่างแท้จริง
กลุ่มคนทำงานและผู้เชี่ยวชาญใน Meta มองว่า แม้ AI จะมีศักยภาพในการสร้างความก้าวหน้าและเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติอย่างมหาศาล แต่ความเสี่ยงที่ตามมาก็เป็นเรื่องจริงและร้ายแรงมากเช่นกัน โดยมีความเสี่ยงตั้งแต่ปัญหาที่พบเจอในปัจจุบันอย่างการเลือกปฏิบัติและการละเมิดความเป็นส่วนตัว ไปจนถึงภัยคุกคามระดับโลก เช่น การโจมตีทางไซเบอร์ การนำไปสร้างอาวุธชีวภาพและเคมี และที่น่ากังวลที่สุดคือ การที่มนุษย์อาจสูญเสียการควบคุมระบบ AI ขั้นสูง ซึ่งปัจจุบันทั่วโลกมีคนทำงานเพื่อลดความเสี่ยงเหล่านี้ไม่ถึงหนึ่งหมื่นคน
สิ่งที่ทำให้ความเสี่ยงนี้น่ากลัวยิ่งขึ้นคือ ความเร็วในการพัฒนาที่ก้าวกระโดด ปัจจุบัน AI ถูกนำมาใช้ช่วยงานวิจัยและสร้าง AI รุ่นใหม่ ทำให้ลดเวลาการทำงานจากหลายเดือนเหลือเพียงไม่กี่สัปดาห์ ความสามารถของ AI กำลังพุ่งทะยานจนอาจจะเก่งเกินมนุษย์ในอีก 3 ถึง 10 ปีข้างหน้า หลายคนเปรียบเทียบว่า หาก AI ฉลาดกว่ามนุษย์จนหลุดการควบคุมไปแล้วมันจะเหมือนกับการเล่นหมากรุกกับสิ่งมีชีวิตที่เหนือกว่า ซึ่งมนุษย์จะไม่มีทางหาทางเอาชนะได้เลย และสัญญาณเตือนก็เริ่มมีให้เห็นแล้วว่าสังคมและระบบป้องกันทางไซเบอร์ของโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะยังไม่พร้อมรับมือกับเทคโนโลยีที่มีความสามารถสูงระดับนี้
เพื่อป้องกันผลลัพธ์ที่เลวร้าย พวกเขาเสนอว่า การแก้ปัญหาไม่ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของบริษัทเอกชนเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเกิดจากความร่วมมือระดับนานาชาติ คล้ายกับตอนที่โลกเคยร่วมมือกันทำสนธิสัญญาแก้ปัญหาช่องโหว่โอโซนจนสำเร็จมาแล้ว โดยต้องมีนักวิทยาศาสตร์ วิศวกรอิสระ และผู้นำภาครัฐเข้ามาช่วยตรวจสอบและกำหนดขอบเขตให้ชัดเจน
นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ โลกต้องมีกลไกและข้อตกลงที่สามารถ "ชะลอความเร็ว" ในการพัฒนา AI ร่วมกันได้เมื่อถึงเวลาที่จำเป็น การชะลอตัวนี้ไม่ใช่การต่อต้านความก้าวหน้า แต่เป็นการซื้อเวลาเพื่อสร้างระบบควบคุมความปลอดภัยให้ทันกับความสามารถของ AI รวมถึงให้เวลาสังคมในการปรับตัวรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หากเราไม่ตัดสินใจวางระบบการกำกับดูแลให้ดีตั้งแต่ตอนนี้ การจะมาแก้ไขทีหลังอาจจะยากเกินไปหรือทำไม่ได้อีกเลย
ผู้เชี่ยวชาญจากหลายบริษัทในวงการเทคโนโลยีมองเห็นตรงกันว่า การพัฒนา AI ในปัจจุบันก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วมากจนเกินกว่าที่สังคมจะรับมือไหว และอาจจะแซงหน้าความสามารถของผู้สร้างที่จะควบคุมมันได้ ปัญหาใหญ่ที่ยังแก้ไม่ตกในตอนนี้คือการที่ AI อาจไม่ทำตามคำสั่งของมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งหากความสามารถของ AI ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด เช่น ด้านสารเคมี ชีววิทยา หรือวัสดุศาสตร์ จะกลายเป็นความเสี่ยงที่ร้ายแรง โลกกำลังแข่งขันกันสร้างระบบที่ฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่ยังไม่มีรั้วป้องกันหรือความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ที่มากพอในการควบคุม
คนในวงการจึงเสนอว่าบริษัทต่าง ๆ ควรหันมาร่วมมือกันสร้างกลไกหรือข้อตกลงเพื่อชะลอความเร็วในการพัฒนา AI ลง โดยควรเริ่มพูดคุยและออกแบบร่วมกันด้วยความสมัครใจตั้งแต่ตอนนี้ ดีกว่ารอให้เกิดวิกฤตแล้วค่อยมาหาทางแก้ การมีข้อตกลงร่วมกันจะช่วยให้ผู้พัฒนาสามารถหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกลัวว่าจะแข่งขันสู้คนอื่นไม่ได้ การขอให้ชะลอตัวไม่ได้หมายความว่าจะปฏิเสธเทคโนโลยีหรือหยุดความก้าวหน้า แต่เป็นการขอเวลาเพื่อสร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อมในการรับมือกับผลกระทบทางสังคม ทิศทางของ AI ควรเกิดจากการตัดสินใจอย่างรอบคอบและมีหลักฐานอ้างอิง ไม่ใช่แค่ผลพลอยได้จากการแข่งขันเร่งด่วนทางธุรกิจ
ในขณะเดียวกันก็มีข้อเตือนใจว่า การสร้างข้อตกลงเพื่อชะลอการพัฒนานี้จะต้องทำอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้กลายเป็นการรวบอำนาจควบคุม AI ไว้ที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือกลายเป็นข้ออ้างที่เอื้อประโยชน์ให้แค่บริษัทใหญ่กีดกันคู่แข่ง การประเมินความเสี่ยงต่าง ๆ จะต้องทำอย่างโปร่งใสและเปิดเผย ไม่ใช่เชื่อแค่ข้อมูลจากบริษัทใหญ่เพียงฝ่ายเดียว ทุกก้าวหลังจากนี้ล้วนมีความเสี่ยงและส่งผลต่ออนาคต การกำหนดทิศทางความปลอดภัยของ AI จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างตั้งใจและมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง
เป้าหมายหลักของแถลงการณ์นี้ ไม่ใช่การสั่งห้ามหรือหยุดพัฒนา AI แต่คือการเรียกร้องให้โลกสร้างกลไกควบคุมและข้อตกลงระดับนานาชาติเตรียมเอาไว้ เพื่อให้เรามี ‘ทางเลือก’ ในการสั่งชะลอความเร็วของ AI ได้ทันทีหากวันหนึ่งเทคโนโลยีนี้เริ่มเป็นอันตรายกับมนุษย์แล้วจริง ๆ
ผู้เชี่ยวชาญจากทุกบริษัทเน้นย้ำว่า ระบบป้องกันและข้อตกลงระดับโลกเหล่านี้ไม่สามารถไปด้นสดสร้างขึ้นในตอนที่วิกฤตเกิดขึ้นแล้วได้ แต่จำเป็นต้องได้รับการวิจัย ทดสอบ และวางรากฐานเตรียมไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ตอนนี้ คล้ายกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของโลก เพื่อให้เรามีเครื่องมือพร้อมรับมือกับอนาคตที่คาดเดาไม่ได้
อ้างอิง: pacingthefrontier
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด