จีนทำสหรัฐฯ แบ่งเป็น ศึกสามก๊ก AI อเมริกา หลังปล่อย Kimi K3 ก๊อปเกรด A จนทำเนียบขาวตื่นตระหนก

รัฐบาลสหรัฐฯ อัดฉีดเม็ดเงินนับแสนล้านดอลลาร์ ควบคู่ไปกับการทุ่มทรัพยากรพลังงาน ชิปประมวลผลชั้นสูง และทีมนักวิจัยระดับท็อปของโลก เพื่อสร้างสมองกลปัญญาประดิษฐ์ที่ก้าวหน้าที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ 

ทว่าสิ่งที่ทำให้ทำเนียบกังวลในเวลานี้ กลับไม่ใช่การโดนคู่แข่งทางเทคโนโลยีอย่างจีนวิจัยแซงหน้าด้วยงบมหาศาล แต่เป็นความวิตกว่าจีนอาจไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างเองตั้งแต่เริ่มต้น เพียงแค่ใช้วิธีลัดคัดลอกองค์ความรู้จากโมเดลระดับแนวหน้าของอเมริกาด้วยต้นทุนที่ถูกกว่าเป็นล้านเท่า

ประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยีครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสมรภูมิสองขั้วอำนาจระหว่างสหรัฐฯ กับจีน แต่ได้ลุกลามกลายเป็นศึกภายในของวงการเทคโนโลยีอเมริกัน ที่แบ่งออกเป็นหลายฝักหลายฝ่าย แต่ละกลุ่มมีทั้งกรอบความกลัว ผลประโยชน์ทางธุรกิจ และแนวทางในการรับมือที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

จุดเริ่มต้นดราม่า ไทม์ไลน์ความเคลื่อนไหวระลอกใหญ่ในวอชิงตัน

ความตึงเครียดฉากใหม่เริ่มปะทุขึ้นอย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม เมื่อสื่อสายเทคโนโลยีและนโยบายเปิดเผยว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังซุ่มหารือมาตรการสกัดกั้นโมเดลประเภท open-weight จากจีน โดยมีตัวเลือกตั้งแต่วิธีการขั้นเด็ดขาดอย่างการใส่ชื่อลงในบัญชีดำทางการค้า การออกคำเตือนความปลอดภัยระดับชาติ ไปจนถึงการปรับเกณฑ์จัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐเพื่อกีดกันโมเดลเหล่านี้

หลังจากนั้นไม่นาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ Scott Bessent ได้ออกมายืนยันผ่านการให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลพร้อมใช้อำนาจคว่ำบาตรอย่างเต็มที่ หากพบว่าบริษัท AI จากจีนกระทำการละเมิดหรือขโมยทรัพย์สินทางปัญญา โดยมีการระบุถึงเทคนิคที่เรียกว่า distillation ที่บริษัท Moonshot นำมาใช้ฝึกฝนโมเดล Kimi K3 เป็นกรณีศึกษาสำคัญ

สถานการณ์ทวีความร้อนแรงยิ่งขึ้นเมื่อ Michael Kratsios ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประจำทำเนียบขาว ออกมากล่าวหา Moonshot โดยตรงว่าดำเนินกระบวนการดึงข้อมูลความรู้ระดับอุตสาหกรรมในลักษณะปกปิด เพื่อดึงศักยภาพจากโมเดล Fable ของ Anthropic มาใช้งาน

การเคลื่อนไหวของฝั่งรัฐบาลได้รับการตอบโต้อย่างทันควันจากภาคเอกชนชั้นนำ นำโดยการรวมตัวส่งจดหมายเปิดผนึกในชื่อ Open Weights and American AI Leadership ซึ่งเป็นการจับมือกันของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่าง Hugging Face, Meta, Microsoft, Mistral AI และ Nvidia พร้อมทั้งมีบริษัทเทคโนโลยีเข้าร่วมลงชื่อสนับสนุนอย่างรวดเร็วรวมกว่า 77 แห่ง ส่งผลให้เกิดการปะทะทางความคิดอย่างรุนแรงระหว่างสถาบันวิจัย AI ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ และหน่วยงานความมั่นคงอเมริกันในเวลาต่อมา

Open Weight ต่างจาก Open Source อย่างไร?

ความสับสนหลักในเชิงนโยบายมักเกิดจากการเหมามารวมกันว่าโมเดลแบบ open-weight คือสิ่งเดียวกับซอฟต์แวร์ open-source ทั่วไป ทั้งที่ในความเป็นจริงมีความแตกต่างเชิงโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญ หากพิจารณาโครงสร้างของโมเดล AI จะพบว่าประกอบด้วยสี่ส่วนหลัก ได้แก่ 

  • ข้อมูลที่ใช้ฝึกฝน (Training Data)
  • โค้ดและสถาปัตยกรรมกระบวนการฝึก (Training Code / Methodology)
  • ค่าถ่วงน้ำหนักหรือตัวเลขพารามิเตอร์ที่เป็นผลลัพธ์หลังการฝึก (Weights)
  • เงื่อนไขสิทธิ์ในการใช้งาน (License)

Open Source แบบเต็มรูปแบบ จำเป็นต้องเปิดเผยโครงสร้างทั้ง 4 ส่วนอย่างโปร่งใส เพื่อให้ผู้อื่นสามารถนำข้อมูลและชุดโค้ดไปรันกระบวนการฝึกใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ศูนย์ได้ ซึ่งในทางปฏิบัตินั้นเกิดขึ้นได้ยากมากเนื่องจากข้อจำกัดด้านลิขสิทธิ์ข้อมูลและความลับทางการค้าขององค์กร

Open Weight หมายถึงการเปิดเผยเพียงเฉพาะส่วนของค่าพารามิเตอร์หรือตัวเลขสมองกลที่ฝึกฝนสำเร็จแล้วเท่านั้น โดยเปิดให้สาธารณชนดาวน์โหลดไปติดตั้ง ปรับแต่ง หรือใช้งานต่อได้ฟรี แต่ข้อมูลวัตถุดิบต้นทางและกรรมวิธีการฝึกเบื้องหลังยังคงถูกปิดเป็นความลับ

แล้วทำไมเส้นแบ่งตรงนี้ถึงอันตราย?

เพราะ Open-weight อยู่ในจุดที่เป็นทั้งประโยชน์มหาศาล และความเสี่ยงสูงสุดไปพร้อมกัน

มันฟรีจนใครก็สามารถดาวน์โหลดไปรันบนเซิร์ฟเวอร์ตัวเองได้ทันที ไม่ว่าจะสตาร์ทอัพ นักวิจัย หรือประเทศขนาดเล็ก ไม่ต้องมีเงินหมื่นล้านไปคอยเทรน AI เอง แค่โหลด Open-weight มา ก็ได้สมองกลระดับใกล้เคียงกับบริษัทเทคยักษ์ใหญ่มาใช้งานได้ทันที และสามารถนำไป Fine-tune ใส่ข้อมูลเฉพาะทาง เช่น ข้อมูลการแพทย์ หรือกฎหมายเฉพาะประเทศ โดยไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลลับขององค์กรจะรั่วไหลออกไปภายนอก เพราะรันระบบอยู่ในเครื่องตัวเองทั้งหมด

แต่ในขณะเดียวกัน ในส่วนที่มันปิดกลับสามารถถูกเจาะได้อย่างง่ายดาย แม้คุณจะปิด Training Data ไว้แน่นหนาแค่ไหน แต่ถ้าคุณเปิดให้คนอื่นใช้งานโมเดล (ไม่ว่าจะเปิดผ่าน Open-weight หรือเปิดให้ใช้ผ่าน API ของโมเดลปิดก็ตาม) สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คู่แข่งไม่ต้องสนว่า Training Data คืออะไร แค่ยิงคำถามเก่ง ๆ ใส่โมเดลของคุณนับล้านข้อ แล้วเอาคำตอบนั้นไปป้อนให้โมเดลตัวเองเรียนรู้ตาม

นี่คือที่มาของดราม่า Distillation ที่สหรัฐฯ กล่าวหาว่าคู่แข่งสูบกระบวนการคิดและความฉลาดที่สหรัฐฯ ทุ่มเงินสร้างมาพันล้านดอลลาร์ ไปใส่ในโมเดลของตนเองด้วยต้นทุนที่ถูกกว่าเป็นร้อยหรือเป็นล้านเท่า

นี่คือ 2 ความกลัวหลักในทำเนียบขาว

ประเด็นแรก คือ ความกลัวการสูญเสียความได้เปรียบจากการถูกคัดลอกผ่านเทคนิค Distillation ซึ่งเป็นกระบวนการป้อนคำถามจำนวนมหาศาลใส่โมเดลขนาดใหญ่ที่ทรงพลัง แล้วนำแนวทางการตอบ เหตุผล และวิธีการประมวลผลเหล่านั้น ไปใช้ฝึกฝนโมเดลขนาดเล็กกว่าให้มีความฉลาดใกล้เคียงกัน 

ดังกรณีข้อกล่าวหาที่ Anthropic ระบุว่า Moonshot มีการสร้างบัญชีผู้ใช้งานปลอมนับล้านบัญชีเพื่อดึงความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ โค้ดดิ้ง และการเรียกใช้เครื่องมือจากโมเดล Claude ไปฝึกฝนต่อ

กระบวนการสร้างโมเดลระดับ Frontier model ตั้งแต่ต้น ต้องอาศัยเงินลงทุนหลักพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เวลาในการพัฒนาหลายปี และศูนย์ข้อมูลที่อัดแน่นด้วย GPU นับแสนตัว ทว่าการดึงความรู้ผ่าน distillation ช่วยลดต้นทุนลงได้นับร้อยเท่า ส่งผลให้ผู้ลงทุนวิจัยขั้นต้นเสมือนกำลังแบกรับภาระค่าพัฒนาเทคโนโลยีให้แก่คู่แข่งโดยไม่ได้รับสิ่งตอบแทน

ประเด็นที่สอง คือ ความเสี่ยงด้านความมั่นคงและการถูกนำไปใช้ก่อภัยคุกคาม รัฐบาลสหรัฐฯ กังวลว่าหากฝ่ายตรงข้ามสามารถเข้าถึงโมเดลทรงพลังได้ อาจนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปยกระดับศักยภาพทางทหาร หรือใช้เป็นเครื่องมือควบคุมประชาชน ยิ่งไปกว่านั้น โมเดลแบบ open-weight ที่ถูกดัดแปลงและแก้ไขรหัสเพื่อถอดเกราะป้องกันความปลอดภัย อาจถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือวางแผนโจมตีทางไซเบอร์ หรือการออกแบบอาวุธชีวภาพ โดยปราศจากระบบคุมกำเนิดจากผู้สร้างเดิม

ศึกสามฝ่ายในอเมริกา

เมื่อขยับมาถึงคำถามที่ว่าสหรัฐฯ ควรวางนโยบายอย่างไรเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว รอยแตกร้าวภายในภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอเมริกันก็ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มความคิดหลัก

กลุ่มผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานและพันธมิตร 77 องค์กร

กลุ่มนี้นำโดย Nvidia, Microsoft, Meta และ Hugging Face ยืนหยัดคัดค้านการสั่งแบนโมเดล open-weight อย่างถอนรากถอนโคน โดยมองว่าระบบนิเวศ AI ที่แข็งแกร่งจำเป็นต้องมีโมเดลที่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่ทุกคนเข้าถึงได้ เพราะยิ่งมีโมเดลหลากรูปแบบถูกนำไปใช้งานมากเท่าไร ความต้องการใช้งานชิปประมวลผลและระบบคลาวด์ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia ได้แสดงจุดยืนอย่างโดดเด่นผ่านการสื่อสารสาธารณะและการเข้าพบวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ โดยย้ำว่าอุตสาหกรรมอเมริกันต้องการโมเดลแบบ open-weight เพื่อสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยี กระจายการพัฒนานวัตกรรม และเสริมความแข็งแกร่งด้านการป้องกันไซเบอร์ จุดยืนนี้ได้รับกระแสสนับสนุนอย่างรวดเร็วจากทั้ง Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI และ Elon Musk

ซึ่งสื่อต่างชาติก็คาดการณ์ว่าในจุดนี้ หากมองในเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจ Nvidia อยู่ในตำแหน่งที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของระบบนิเวศ AI ไม่ว่าฝั่งใดจะเป็นผู้ชนะ การคงไว้ซึ่งความหลากหลายของโมเดลเปิดจึงช่วยขยายขนาดตลาดรวมของฮาร์ดแวร์ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ กลุ่มพันธมิตรยังได้หยิบยกเหตุการณ์จริงมาสนับสนุนข้อโต้แย้ง โดยระบุถึงกรณีที่โมเดลของ OpenAI เกิดข้อผิดพลาดในระบบทดสอบจนแอบดึงเฉลยจากคลังข้อมูลภายนอก ซึ่งในเวลานั้นผู้พัฒนาต้องการใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ช่องโหว่ความปลอดภัย แต่โมเดลแบบปิดขนาดใหญ่กลับปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือ เนื่องจากระบบเซ็นเซอร์ภายในแยกไม่ออกระหว่างการเจาะระบบของแฮกเกอร์กับการตรวจสอบของนักพัฒนา สุดท้ายทีมงานจึงต้องพึ่งพาโมเดลเปิดอย่าง GLM จากจีนที่มีการปรับแต่งรหัสให้ทำงานเฉพาะทางได้ มาช่วยแก้วิกฤตและปิดช่องโหว่ได้สำเร็จ

กรณีนี้ถูกยกขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็นว่าระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดเกินไปของโมเดลปิด อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของทีมป้องกันไซเบอร์ในสถานการณ์จริง

กลุ่มผู้พัฒนาโมเดลแบบปิดและกรณีของ Anthropic

Anthropic เลือกที่จะไม่ลงนามในจดหมายเปิดผนึกของกลุ่ม 77 บริษัท ซึ่งส่งผลให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากที่ปรึกษาฝั่งรัฐบาลถึงความย้อนแย้ง ในประเด็นที่ Anthropic สามารถใช้ข้อมูลสาธารณะจากทั่วโลกมาฝึกโมเดลของตนได้ แต่กลับคัดค้านเมื่อมีผู้อื่นนำผลลัพธ์ของตนไปใช้งานต่อ

Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic ได้ออกมาชี้แจงว่า บริษัทไม่ได้เสนอให้มีการแบนโมเดล open-weight แต่อย่างใด และยอมรับว่าโมเดลเปิดที่ไม่มีภัยคุกคามถือเป็นประโยชน์สาธารณะ ทว่า Anthropic ได้เสนอทางออกที่มุ่งเป้าไปยังต้นตอของปัญหาแทน โดยเสนอให้เน้นการควบคุมการส่งออกฮาร์ดแวร์ชั้นสูงและเครื่องมือผลิตชิปไปยังประเทศคู่แข่ง การเจาะจงลงโทษเฉพาะปฏิบัติการดึงข้อมูลแบบ distillation ขนาดใหญ่ที่กระทำในลักษณะอุตสาหกรรม และการกำหนดให้โมเดลระดับแนวหน้าทุกตัวต้องผ่านการทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยก่อนปล่อยสู่สาธารณะ

การเคลื่อนไหวของ Anthropic ถูกมองว่าเป็นกลยุทธ์การเปลี่ยนทิศทางความกดดันทางนโยบาย จากเดิมที่ทำเนียบขาวมุ่งเป้าตรวจสอบผู้พัฒนาโมเดลปิด ให้ย้ายไปสู่การตั้งคำถามต่อผู้ขายฮาร์ดแวร์อย่าง Nvidia ว่าเหตุใดจึงยังคงมีช่องทางให้ชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูงหลุดรอดไปถึงประเทศคู่แข่งได้

กลุ่มพนักงานและนักวิจัยในแล็บ AI

นอกเหนือจากการถกเถียงของผู้บริหารระดับสูง กลุ่มพนักงานและนักวิจัยกว่า 1,200 คนจากแล็บ AI ชั้นนำ ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ Pacing the Frontier ซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นไปยังข้อถกเถียงเรื่องโมเดลเปิดหรือปิด แต่แสดงความกังวลต่อความเร็วในอัตราการพัฒนาเทคโนโลยี

กลุ่มนักวิจัยเตือนว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กำลังเข้าใกล้จุดที่โมเดลสามารถช่วยพัฒนาระบบ AI รุ่นถัดไปได้ด้วยตนเอง ซึ่งอาจส่งผลให้ความสามารถของระบบก้าวไปเร็วกว่าความสามารถในการควบคุมของมนุษย์ 

แถลงการณ์ดังกล่าวจึงเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ร่วมมือกับนานาชาติในการสร้างกลไกเพื่อชะลอความเร็วของสงครามการแข่งขันลงอย่างตั้งใจ เนื่องจากมองว่าภัยคุกคามที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการพ่ายแพ้ต่อคู่แข่งทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่เกิดจากการแข่งขันที่ไร้เกราะบดบังทิศทางจนนำไปสู่ภัยคุกคามที่ไม่มีฝ่ายใดสามารถควบคุมได้

การเดิมพันบนระเบียบโลกใหม่ของ AI

ดราม่า open-weight ในสหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นว่า สมรภูมิปัญญาประดิษฐ์ได้ก้าวข้ามการแข่งขันทางเทคโนโลยีบริสุทธิ์ ไปสู่การต่อสู้เชิงยุทธศาสตร์ที่ซับซ้อน รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ระหว่างการรักษาบรรยากาศการเปิดกว้างนวัตกรรมที่เป็นรากฐานความสำเร็จของซิลิคอนแวลลีย์ กับการปกป้องการลงทุนมหาศาลและอธิปไตยความมั่นคงทางเทคโนโลยี

ในขณะเดียวกัน ความขัดแย้งระหว่างผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ ผู้พัฒนาโมเดล และนักวิจัยความปลอดภัย ได้ชี้ให้เห็นว่า 'คำตอบ' ของเรื่องนี้ไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจน การกำหนดนโยบายก้าวถัดไปของวอชิงตันจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการแบนหรือไม่แบนโมเดลจากจีน แต่เป็นการวางรากฐานโครงสร้างอำนาจใหม่ที่จะกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลกในทศวรรษหน้า

อ้างอิง: techcrunch, cnbc, digitalapplied, techcrunch, anthropic, bloomberg, bloomberg, pacingthefrontier

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

1,319 คนในบริษัท AI ระดับโลก ร่วมลงนาม Pacing the Frontier เรียกร้องชะลอการพัฒนา AI

พนักงานจากบริษัท AI แนวหน้าของโลกกว่า 1,293 คน ทั้งจาก OpenAI, Google, Meta, Anthropic, Microsoft, Amazon และอีกหลายบริษัท ร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ ‘Pacing the Frontier’...

Responsive image

Thinking Machines Lab เปิดตัว ‘Inkling-Small‘ Open-Weight 276 พันล้านพารามิเตอร์ ให้เหตุผล + เขียนโค้ดเก่งแซงรุ่นพี่ Inkling

Thinking Machines Lab ของ Mira Murati เปิดตัว Inkling-Small โมเดล Open-weight ขนาด 276 พันล้านพารามิเตอร์ ที่เล็กลง 4 เท่าแต่ทำเหตุผลและเขียนโค้ดแซงรุ่นพี่ Inkling พร้อมความสามารถ ...

Responsive image

OpenAI แจก ChatGPT รุ่นท็อป ให้นักวิจัย 1 แสนคนใช้ฟรี เริ่มโครงการที่สหรัฐฯ ยุโรป เกาหลีใต้ก่อน

OpenAI เปิดโครงการ ChatGPT for Academic Researchers ให้นักวิจัยใช้โมเดล GPT‑5.6 ฟรี 12 เดือน ตั้งเป้า 100,000 คนภายในปี 2027 แต่ ณ วันเปิดตัวยังไม่มีมหาวิทยาลัยไทยในรายชื่อสถาบันที...