ธุรกิจ 80% ลงทุน AI แล้วไม่รุ่ง เหมือนขับ F1 บนถนนยุค 1880 ต่อให้เหยียบให้สุดก็เร็วไม่ได้ เพราะโครงสร้างพื้นฐานไม่พร้อม

กระแส AI ตอนนี้เรียกได้ว่าถูกพูดถึงในทุกวงการธุรกิจ แต่ความจริงที่น่าตกใจจากเวที World Economic Forum (Summer Davos 2026) ที่เมืองต้าเหลียน ประเทศจีน กลับบอกเราว่า กว่า 80% ของบริษัททั่วโลกยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่เป็นชิ้นเป็นอันจากการลงทุนด้าน AI ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

เซสชัน AI Everywhere, Not at Once ที่จัดร่วมกับ Bloomberg News หยิบเอาความย้อนแย้งนี้มาเปิดประเด็น โดยมี Stephen Engle ผู้สื่อข่าวอาวุโสจาก Bloomberg รับหน้าที่ดำเนินรายการ เขาตั้งข้อสังเกตว่า ตอนนี้บริษัท Tech ยักษ์ใหญ่ ทุ่มเงินระดับล้านล้านเหรียญ เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI แต่ทำไมในมุมของคนเอามาใช้งานจริง ถึงยังสเกลให้เกิดอิมแพคระดับองค์กรได้ยากนัก ?

บทความนี้ Techsauce จะพามาดูอินไซต์จากเหล่าผู้นำและผู้เชี่ยวชาญระดับโลกกัน

ขับรถ F1 บนถนนยุค 1880 แปลว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ AI ไม่เก่ง แต่อยู่ที่ความพร้อม

เวลาใช้งาน AI แล้วไม่ได้ดั่งใจ คนส่วนใหญ่มักจะไปโทษว่าโมเดลยังไม่ฉลาดพอ แต่ Roli Agrawal Chief Strategy Officer จาก NTT DATA มองต่างออกไป เธอบอกว่าข้อจำกัดใหญ่สุดตอนนี้คือ โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) การเอา AI ล้ำ ๆ มาใช้ในองค์กรที่ระบบยังล้าหลัง ก็เหมือนเราพยายามขับรถแข่ง Formula 1 บนถนนขรุขระยุค 1880 ขับให้ตายก็เร็วไม่ได้ แถมพอจะวิ่งข้ามพรมแดนก็ต้องเจอกับกำแพงกฎหมายข้อมูล (Data Sovereignty) ที่แต่ละประเทศตั้งไว้ไม่เหมือนกันเลย

เรื่องนี้ตรงกับมุมมองของ Xue Lan คณบดีจาก Schwarzman College, Tsinghua University ที่บอกว่า ปรากฏการณ์แบบ DeepSeek ทำให้คนทั้งโลกแห่ไปโฟกัสแต่การแข่งกันสร้าง Frontier Models จนลืมคิดถึงการเอามาใช้งานจริงในวงกว้าง เขาเปรียบเทียบว่าตอนมนุษย์สร้างรถยนต์ได้แรก ๆ เราก็ไม่ได้ขับกันเกลื่อนเมืองทันที เพราะมันต้องรอสร้างถนน สร้างปั๊มน้ำมัน และต้องมีใบขับขี่เพื่อคุมความปลอดภัย ซึ่งในโลกของ AI โครงสร้างพื้นฐานและกฎระเบียบเหล่านี้ยังวิ่งตามเทคโนโลยีไม่ทันเอาเสียเลย

กฎ 1-2-3-4 และการเรียนรู้แบบกระโดดลงน้ำ

แล้วจะลงทุน AI ยังไงไม่ให้เจ็บตัวฟรี ? 

Roli Agrawal เสนอ Framework ที่จำง่ายแต่นำไปใช้ได้จริงคือ "กฎ 1-2-3-4" เธอแนะนำว่า 

ถ้าองค์กรจ่ายเงิน 1 ดอลลาร์เพื่อสร้าง AI 
จะต้องเตรียมเงินอีก 2 ดอลลาร์เพื่อทำ Change Management ปรับกระบวนการทำงานและเทรนคน 
จ่ายอีก 3 ดอลลาร์เพื่อวางระบบการกำกับดูแล (Governance) ไม่ให้ AI ทำงานหลุดกรอบ 
และก้อนใหญ่สุด 4 ดอลลาร์ ต้องทุ่มไปกับการจัดการข้อมูล (Data Readiness) 

เพราะถ้าดันทุรังเอา AI ไปรันบนข้อมูลที่เละเทะ ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะออกมาเละเทะแถมยังสร้างความเสียหายได้เร็วกว่าเดิม

แต่ในมุมของคนฝั่ง Operation อย่าง Feng Junlan Chief Scientist จาก China Mobile กลับบอกว่า องค์กรอย่ามัวแต่รอให้ทุกอย่างเพอร์เฟกต์แล้วค่อยเริ่ม เธอเชื่อในการเรียนรู้แบบกระโดดลงมหาสมุทร องค์กรไม่จำเป็นต้องรอให้ดาต้าหรือระบบพร้อม 100% ให้เลือกระบบงานที่สร้างผลกระทบต่อธุรกิจจริง ๆ แล้วเอา AI ไปลองใช้ ค่อย ๆ แก้ปัญหาไปพร้อมกับการลงมือทำ ซึ่งวิธีนี้พิสูจน์มาแล้วจากการที่ China Mobile นำ AI มาช่วยงาน Customer Care จนสามารถลดพนักงานคอลเซ็นเตอร์ลงได้ถึง 50% ภายใน 3 ปี เธอเน้นย้ำว่า ความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดตอนนี้ไม่ใช่การทดลองแล้วพลาด แต่คือการไม่ยอมทำอะไรเลยต่างหาก

คำถามที่ว่า AI จะแย่งงานไหม ท้ายที่สุดคนคือตัวกำหนดความเร็ว

พอเทคโนโลยีไปไว คำถามคลาสสิกที่ตามมาคือ "คนจะตกงานไหม?" Jonas Prising CEO ของ ManpowerGroup ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า จริงๆ แล้วความเร็วในการสเกล AI ในองค์กร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเทคโนโลยีล้ำแค่ไหน แต่มันขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของคนทำงานต่างหาก ถ้าพนักงานไม่รู้สึกว่า AI จะมาช่วยให้ชีวิตและงานของเขาดีขึ้น การเปลี่ยนผ่านในองค์กรก็จะเกิดแรงต้านและเป็นไปได้ยาก

เขามองว่า AI จะเข้ามาในฐานะผู้ช่วยเพื่อดึงศักยภาพมนุษย์ มากกว่าจะมาแย่งงานแบบเบ็ดเสร็จ ในโลกที่ AI เขียนโค้ดหรือวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานได้เก่งกว่า ทักษะซอฟต์สกิลที่เป็นเอกลักษณ์ของมนุษย์ เช่น ความคิดสร้างสรรค์ การใช้วิจารณญาณ และการสื่อสาร จะยิ่งมีค่าและเป็นที่ต้องการมากขึ้น

ส่วนประเด็นที่คนรุ่นใหม่หรือเด็กจบใหม่หางานยากในช่วงนี้ เขามองว่าเป็นผลกระทบจากวัฏจักรเศรษฐกิจที่ซบเซา มากกว่าจะเป็นเพราะ AI เข้ามาแย่งงานระดับเริ่มต้น

ในช่วงท้ายของเซสชัน ทุกคนต่างเห็นตรงกันว่า อนาคตของ AI ต้องมุ่งไปที่ความยั่งยืนและการเข้าถึงที่เท่าเทียม Feng Junlan เชื่อว่าในอนาคตต้นทุนการรันโมเดล AI จะต้องถูกลงเรื่อย ๆ จนแทบจะเข้าใกล้ศูนย์ เหมือนที่เราใช้ 5G กันเป็นเรื่องปกติในตอนนี้ ขณะที่ Xue Lan ก็ชี้ให้เห็นถึงพลังของ Open Source AI ที่จะเปิดประตูให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถสร้างโซลูชันด้านสาธารณสุขหรือการศึกษาของตัวเองได้ โดยไม่ต้องรอพึ่งพาระบบราคาแพง

ภาพรวมทั้งหมดจึงเป็นไปตามที่ Stephen Engle สรุปทิ้งท้ายไว้ว่า การก้าวสู่ยุค AI แบบเต็มตัว มันไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันในพริบตา แต่มันคือเส้นทางการเปลี่ยนผ่านที่ต้องอาศัยกลยุทธ์ การจัดการข้อมูล เตรียมคนให้พร้อมเปิดรับเทคโนโลยี และที่สำคัญคือต้องลงมือทำ เพื่อเปลี่ยนเงินลงทุนมหาศาลให้กลายเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้จริง ไม่ใช่แค่การซื้อเทคโนโลยีตามกระแสแล้วจบไป

บทความนี้เรียบเรียงจากเซสชัน AI Everywhere, Not at Once ในงาน World Economic Forum (Summer Davos 2026) ณ เมืองต้าเหลียน

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

OpenAI ทวงคืนบัลลังก์ ปล่อย ChatGPT Work เอเจนต์สุดโหดที่เบื้องหลังความเก่งคือ GPT-5.6 และ Codex

OpenAI เปิดตัว ChatGPT Work เอเจนต์ AI สุดล้ำขุมพลัง GPT-5.6 ที่สามารถลงมือทำงานและจัดการแอปพลิเคชันแทนคุณได้จริง ท้าชน Claude Cowork หวังยึดพื้นที่ลูกค้าระดับองค์กร อ่านสรุปฟีเจอร...

Responsive image

ปล่อยของ Claude Reflect ฟีเจอร์เตือนสติว่าใช้ AI ทำอะไร และอะไรที่ AI อยากให้ ‘ทำเองบ้างเถอะ’

Anthropic เปิดตัว Claude Reflect ฟีเจอร์สรุปการใช้งาน AI สไตล์ Wrapped ที่ไม่ได้มีแค่วิเคราะห์พฤติกรรม แต่ยังคอยเตือนให้คุณพักเบรกและลดการพึ่งพา AI ลง...

Responsive image

OpenAI เปิดตัว GPT-Live-1 โมเดลเสียง AI รุ่นใหม่ ฟังและพูดได้พร้อมกัน แปลภาษาได้เรียลไทม์

OpenAI เปิดตัวโมเดล AI เสียงรุ่นใหม่ GPT-Live-1 และ GPT-Live-1 mini ที่ออกแบบมาให้การพูดคุยกับ AI เป็นธรรมชาติมากขึ้น โดยสามารถฟังและพูดได้พร้อมกัน ทำให้ผู้ใช้พูดแทรกได้เหมือนคุยกั...