นักวิจัยไอร์แลนด์สร้าง 'DNA Computer' เครื่องแรกที่ไม่ต้องป้อนไฟตลอดเวลา ประมวลผลเร็วที่สุดในบรรดาคอมพิวเตอร์ DNA

ทุกวันนี้คอมพิวเตอร์และระบบประมวลผลกินไฟเยอะมาก มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2050 ไฟฟ้าถึง 20% ของภาคธุรกิจในสหรัฐฯ จะหมดไปกับการประมวลผลข้อมูล ส่วนดาต้าเซ็นเตอร์เพียงอย่างเดียวก็จะต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ตัวเลขฝั่งยุโรปก็หนักไม่แพ้กัน อย่างในไอร์แลนด์ ไฟฟ้าถึง 23% ของทั้งประเทศถูกใช้ไปกับการประมวลผลและการเก็บข้อมูล ตอนนี้โจทย์ใหญ่ของวงการเทคโนโลยีจึงเป็นการหาวิธีประมวลผลที่กินไฟน้อยลง ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Maynooth ในไอร์แลนด์ เลยลองแก้ปัญหานี้ด้วยวิธีที่หลายคนคาดไม่ถึง นั่นคือการดึง 'กลไกทางเคมีของสิ่งมีชีวิต' มาใช้ พวกเขาพัฒนาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ DNA ในการคำนวณ ซึ่งจุดเด่นคือมันสามารถประมวลผลได้โดยไม่ต้องมีกระแสไฟฟ้ามาเลี้ยงระบบตลอดเวลา

Damien Woods ผู้นำงานวิจัยนี้บอกว่าที่ผ่านมาเราอาจจะติดภาพว่าคอมพิวเตอร์ต้องเป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์แบบเดิม ๆ มานานเกินไป ทั้งที่จริงๆ แล้วรอบตัวเรายังมีระบบประมวลผลอีกหลายรูปแบบ

ต้นเหตุที่คอมพิวเตอร์กินไฟมาจากชิ้นส่วนเล็กๆ ที่เรียกว่า 'ทรานซิสเตอร์' ซึ่งอยู่ข้างในคอมพิวเตอร์ มือถือ หรือโน้ตบุ๊กที่เราใช้กัน ให้มองว่ามันคือสวิตช์ไฟตัวจิ๋วที่คอยสลับเปิด-ปิด ข้อมูลทุกอย่างที่เราเห็นบนเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นรูป เพลง หรือข้อความ เบื้องหลังล้วนถูกเก็บไว้ในรูปของสถานะเปิดและปิดของสวิตช์เหล่านี้

ทุกครั้งที่มีการประมวลผล สวิตช์เหล่านี้จะสลับเปิด-ปิดไปมา ซึ่งการทำงานแต่ละครั้งต้องใช้กระแสไฟฟ้าเพียงเล็กน้อย ลำพังการทำงานแค่ตัวเดียวอาจดูไม่เยอะ แต่ในระบบมีสวิตช์อยู่นับไม่ถ้วนและต้องสลับเปิด-ปิดถึงพันล้านครั้งในหนึ่งวินาที พอสวิตช์จำนวนมหาศาลเหล่านี้ดึงไฟมาใช้พร้อมๆ กัน มันจึงทำให้ระบบคอมพิวเตอร์กินไฟสูงมาก

ส่วนคอมพิวเตอร์ DNA ใช้หลักการที่ต่างออกไป DNA คือสารพันธุกรรมที่มีรหัสเคมี 4 ตัว คือ A, T, C และ G กฎสำคัญคือรหัสพวกนี้จะจับคู่กันแบบตายตัวเสมอ เมื่อสาย DNA ที่มีรหัสตรงกันมาเจอกัน มันจะดูดติดและประกบเข้าคู่กันเองตามธรรมชาติ

นักวิทยาศาสตร์จึงนำหลักการนี้มาประยุกต์ใช้ โดยนำรหัสเคมี 4 ตัวนี้มาใช้เก็บข้อมูลแทนสถานะเปิด-ปิดของสวิตช์ในคอมพิวเตอร์ปกติ และใช้ 'การจับคู่กันเองตามธรรมชาติ' ของ DNA มาทำหน้าที่ประมวลผลแทนการใช้กระแสไฟฟ้าสลับสวิตช์

แนวคิดนี้ถูกพิสูจน์มาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 ที่ Leonard Adleman นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์และศาสตราจารย์ชาวอเมริกัน สามารถใช้สาย DNA ในหลอดทดลองแก้โจทย์คณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนได้สำเร็จ ทำให้มีการพัฒนาคอมพิวเตอร์ DNA ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

แต่ข้อจำกัดที่ผ่านมาคือ ระบบของคอมพิวเตอร์ DNA ยังไม่สามารถทำงานรวดเดียวจบได้ ยังต้องมีคนคอยเติมสารเคมีหรือปรับแต่งสภาพแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา ทำให้การทำงานยังไม่เสถียรและไม่ได้ช่วยประหยัดพลังงานอย่างที่หวังไว้แต่แรก

ทีมของ Damien Woods จึงใช้เทคนิคที่เรียกว่า DNA Origami หรือการออกแบบให้ DNA พับตัวเองเป็นรูปร่างที่ต้องการ

วิธีทำคือนักวิจัยจะใช้ DNA เส้นยาวเป็นโครงหลัก แล้วเติม DNA เส้นสั้น ๆ ที่ออกแบบไว้ให้แต่ละชิ้นไปจับกับจุดที่กำหนดบนโครง จากนั้นนำทั้งหมดไปผสมในน้ำเกลืออุ่น ๆ แล้วค่อย ๆ ปล่อยให้เย็นลง

เมื่ออุณหภูมิลดลง DNA แต่ละชิ้นจะค่อย ๆ ไปจับกับจุดที่เข้าคู่กัน จนรวมกันเป็นโครงสร้างที่มีความเสถียรที่สุด ซึ่งรูปแบบการจัดเรียงตัวตอนจบที่สมบูรณ์นี่แหละที่นักวิทยาศาสตร์สามารถนำไปถอดรหัสออกมาเป็น 'คำตอบ' ของโจทย์ได้ คล้ายกับเวลาที่จิ๊กซอว์ต่อเสร็จ ภาพที่ปรากฏจะคือคำตอบ

จุดสำคัญคือกระบวนการนี้ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าป้อนเข้าไปตลอดเวลา เพราะ DNA สามารถวิ่งหาคู่และจัดเรียงตัวเองตามคุณสมบัติทางเคมีจนได้คำตอบออกมาเอง

ในการทดสอบ ทีมวิจัยลองให้เครื่องนี้คำนวณโจทย์หลาย ๆ ระดับ พอให้ลองบวกเลขง่าย ๆ อย่าง 3 + 10 ปรากฏว่ามันใช้เวลาคิดไปถึง 30 วินาที ซึ่งอาจจะดูใช้เวลานาน เพราะเด็กประถมยังคิดเลขในใจเร็วกว่า

แต่ทีมนักวิจัยบอกว่านั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะเป้าหมายของพวกเขาไม่ได้อยู่ที่ 'ความเร็ว' พวกเขาไม่ได้สร้างคอมพิวเตอร์ DNA ขึ้นมาเพื่อแข่งความเร็วกับคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟนที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ สิ่งที่พวกเขาภูมิใจก็คือ ถ้าเอาผลงานนี้ไปเทียบกับ 'DNA Computer' รุ่นก่อนๆ ทั้งหมด เครื่องของพวกเขาคือรุ่นที่ทำงานได้เร็วที่สุดเท่าที่เคยมีมาแล้ว

แล้วถ้าช้าขนาดนี้ จะมีประโยชน์อะไร คำตอบคือ DNA Computer สามารถคำนวณหลายอย่างไปพร้อมกันได้ เพราะโมเลกุล DNA จำนวนมากในหลอดทดลองเดียวจะทำปฏิกิริยาไปพร้อมๆ กัน หรือที่เรียกว่า 'การประมวลผลแบบขนาน' และระหว่างที่ DNA กำลังหาคำตอบ ระบบไม่ต้องป้อนกระแสไฟฟ้าเข้าไปตลอดเวลา เพราะโมเลกุลสามารถจับคู่และจัดเรียงตัวกันเองตามคุณสมบัติทางเคมี จึงมีโอกาสช่วยลดการใช้พลังงานในการคำนวณบางประเภท 

ถึงตอนนี้คอมพิวเตอร์ DNA ยังไม่สามารถมาแทนโน้ตบุ๊กหรือมือถือได้ในเร็ว ๆ นี้ เพราะยังช้าและเหมาะกับงานเฉพาะทางมากกว่า แต่สิ่งที่งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นคือ การคำนวณไม่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าเสมอไป ในอนาคต DNA อาจถูกนำมาใช้กับงานบางประเภทที่ต้องการทั้งการเก็บข้อมูลจำนวนมากและการคำนวณที่ใช้พลังงานน้อยลง

อ่านต่อได้ที่: newatlas

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

MIT ใช้ AI พัฒนาสูตรวัคซีน mRNA ให้ทนร้อนได้สำเร็จ เก็บที่อุณหภูมิห้องได้นาน 1 ปี ทดลองแล้วยังกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้เหมือนเดิม

MIT ใช้ AI ปรับสูตรอนุภาคนาโนไขมันที่ห่อหุ้มวัคซีน mRNA ให้ทนร้อน เก็บที่อุณหภูมิห้องได้ 1 ปี หรือที่ 37 องศาได้ 2 เดือน ยังกระตุ้นภูมิคุ้มกันในหนูได้เท่าสูตรต้นแบบ และย่นเวลาพัฒนา...

Responsive image

เจาะลึก Spear-H เร่งอนาคต HealthTech ไทย

ทำความรู้จัก 12 HealthTech สตาร์ทอัพมาแรงจากโครงการ SPEAR H (โดย NIA x มหาวิทยาลัยมหิดล) ที่พร้อมเข้ามาแก้ Pain Point วงการแพทย์และยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยให้ดีขึ้น...

Responsive image

AlphaFold เพิ่มข้อมูลโครงสร้าง โปรตีนไวรัสกว่า 8,000 คู่ ครอบคลุมไวรัส 2,800 ชนิด 23 ตระกูล เพื่อเตรียมรับมือโรคระบาดใหญ่ครั้งหน้า

AlphaFold Database เปิด Pandemic Preparedness Portal เพิ่มโครงสร้างโปรตีนไวรัสที่ AI ทำนายกว่า 8,000 คู่ จากไวรัส 2,800 ชนิด ผลงานร่วมของ Google DeepMind, NVIDIA และ EMBL-EBI เพื่อ...