เรากำลังก้าวเข้าสู่ปี 2026 ที่นิยามของคำว่า เกษียณ ถูกท้าทายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อความก้าวหน้าทางการแพทย์และเทคโนโลยีทำให้การมีอายุยืนถึง 100 ปีอาจไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป
แต่สำหรับสังคมเอเชียที่ฝังรากลึกด้วยวัฒนธรรมความกตัญญูและการพึ่งพาครอบครัว โจทย์นี้จึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องของสุขภาพเพียงอย่างเดียว ทว่าคือการรื้อถอนโครงสร้างทางความคิดเดิม ๆ เพื่อสร้างระบบนิเวศใหม่

Janice Chia ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการแห่ง Ageing Asia มองเห็นสิ่งที่ต่างออกไป เธอไม่ได้มองว่าความแก่ชราคือวิกฤตที่ต้องแบกรับ แต่คือพรมแดนใหม่ของนวัตกรรมที่กำลังรอการบุกเบิก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีมูลค่าตลาด Silver Economy สูงถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
จากจุดเริ่มต้นที่เธอมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของคนในครอบครัว Janice ได้ปั้นเครือข่ายธุรกิจที่เชื่อมโยงผู้เล่นกว่า 60,000 คนทั่วโลก เพื่อเตรียมรับมือกับโจทย์ใหญ่ที่ว่า เราจะออกแบบชีวิตอย่างไรให้การมีอายุถึง 100 ปี เป็นช่วงเวลาที่มีคุณภาพที่สุด
Janice วิเคราะห์ถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในสังคมเอเชียที่กำลังเกิดขึ้น โดยเปรียบเทียบจากประสบการณ์ส่วนตัวระหว่างรุ่นคุณยายและรุ่นพ่อแม่ของเธอ
Janice เล่าถึงแรงบันดาลใจที่ได้จากการสังเกตความต่างของคน 2 รุ่น อาทิ
เห็นได้ชัดว่าในอดีตวัฒนธรรมเอเชียผูกติดอยู่กับแนวคิดกตัญญูผ่านการพึ่งพาที่ผู้สูงอายุจะฝากชีวิตไว้กับลูกหลาน แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคของ Baby Boomers ความต้องการได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
คนรุ่นใหม่ที่กำลังจะก้าวสู่สถานะผู้สูงวัยไม่ต้องการเป็นภาระและไม่ต้องการให้ใครมาตัดสินใจแทน พวกเขาต้องการอำนาจในการควบคุมชีวิตตัวเอง ซึ่ง Janice มองว่านี่คือหัวใจสำคัญของการออกแบบนวัตกรรมในอนาคต หากเราจะก้าวไปสู่ชีวิต 100 ปี เราต้องเลิกมองภาพความแก่เป็นการรอรับความช่วยเหลือ แต่ต้องมองเป็นการรักษาความเป็นอิสระให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ดังนั้น การมองหานวัตกรรมที่ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตอิสระได้นานที่สุดต่างหากที่เป็นคำตอบ โดยเธอพยายามเฟ้นหาโมเดลต้นแบบจากทั่วโลกมาแชร์ให้กับเครือข่าย เพื่อกระตุ้นให้คนในภูมิภาคเอเชียเริ่มคิดต่างเกี่ยวกับการสร้างที่อยู่อาศัยและการให้บริการที่ตอบโจทย์ความต้องการใหม่นี้
ในมุมมองของ Janice Chia ความท้าทายที่น่ากังวลที่สุดของการก้าวไปสู่ชีวิต 100 ปี ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของเทคโนโลยีหรือเงินทุน แต่คือ แรงงานดูแลผู้สูงอายุ ที่กำลังเผชิญวิกฤตขาดแคลนอย่างหนักทั่วทั้งเอเชีย
Janice สะท้อนภาพความจริงที่เจ็บปวดว่า งานดูแลผู้สูงอายุเป็นงานที่ต้องใช้ทั้งแรงกายมหาศาลและความอดทนทางจิตใจที่สูงยิ่ง จนทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากถอยห่างจากสายอาชีพนี้ เธอชี้ให้เห็นว่าหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การหาคนมาทำงานเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำอย่างไรให้งานนี้ถูกมองว่าเป็นวิชาชีพที่มีเกียรติ มีความมั่นคง และมีเส้นทางเติบโตที่ชัดเจนในระดับเดียวกับวิชาชีพเฉพาะทางอื่น ๆ
Janice วิเคราะห์ความแตกต่างของการรับมือปัญหานี้ในแต่ละประเทศไว้อย่างน่าสนใจ โดยเปรียบเทียบระหว่างโมเดลของสิงคโปร์ที่พึ่งพาแรงงานนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านอย่าง พม่า อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นหลัก ซึ่งแม้จะช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้แต่ก็ยังมีความท้าทายเรื่องการรักษามาตรฐานและการพัฒนาทักษะในระยะยาว
ในขณะที่ประเทศอย่างญี่ปุ่นและจีนเริ่มขยับตัวไปสู่การสร้างเส้นทางอาชีพที่ชัดเจน เพื่อจูงใจให้คนรุ่นใหม่ในประเทศของตนเองมองเห็นโอกาสในการเติบโตและตัดสินใจเข้าสู่ภาคส่วนการดูแลผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว
โจทย์ใหญ่ที่ Janice กำลังผลักดันผ่านเครือข่าย Ageing Asia คือการทำลายกำแพงความเชื่อเดิมที่ว่างานดูแลคือแรงงานไร้ฝีมือ เธอเชื่อว่าการพัฒนาบุคลากรให้เป็นมืออาชีพผ่านการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเสริมทัพจะช่วยลดภาระงานที่หนักเกินไปและเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลได้ดีขึ้น
การสร้างระบบที่เอื้อให้ผู้ดูแลสามารถเข้าถึงสถานะการพำนักที่มั่นคงหรือมีโอกาสเลื่อนตำแหน่งตามทักษะที่เพิ่มขึ้น คือกุญแจสำคัญที่จะดึงดูดกลุ่ม Talent รุ่นใหม่ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการมีอายุยืน ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้สังคมเอเชียสามารถดูแลประชากรสูงวัยจำนวนมหาศาลได้อย่างยั่งยืนและมีศักดิ์ศรี
เพราะถ้าเรามาย้อนดู จะพบว่า มูลค่าการตลาดของผู้สูงอายุในเอเชียแปซิฟิกที่สูงกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กำลังเกิดการเปลี่ยนทิศทางครั้งใหญ่ จากเดิมที่เม็ดเงินส่วนใหญ่มักไปกระจุกตัวอยู่ที่การสร้างบ้านพักคนชราหรือสถานดูแลผู้สูงอายุ
แต่ Janice ชี้ให้เห็นว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ความต้องการจะพุ่งเป้าไปที่ Ageing in Place หรือการแก่ตัวลงอย่างมีคุณภาพในบ้านของตัวเอง สิ่งนี้เปิดโอกาสมหาศาลให้กับธุรกิจนวัตกรรม Smart Home ที่สามารถเปลี่ยนบ้านธรรมดาให้กลายเป็นบ้านที่ดูแลผู้อยู่อาศัยได้อย่างชาญฉลาดและปลอดภัย รวมถึงบริการดูแลสุขภาพถึงหน้าประตูบ้าน (Home Care) ที่จะเข้ามาเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการเติมเต็มไลฟ์สไตล์ของผู้สูงอายุยุคใหม่
หากจะถามว่าชีวิต 100 ปีมีดีอย่างไร
คำตอบที่ Janice Chia พยายามสื่อสารผ่านทุกย่างก้าวของ Ageing Asia ไม่ใช่เพียงแค่การมีเวลาที่ยาวนานขึ้นบนปฏิทิน แต่คือการที่เรากำลังเข้าสู่ยุคที่อำนาจในการเลือกกลับมาอยู่ในมือของเราอีกครั้ง
การมีอายุที่ยืนยาวขึ้นพร้อมกับนวัตกรรมที่สนับสนุนการพึ่งพาตัวเองได้ หมายถึงการพังทลายของกรอบเวลาแบบเดิมที่จำกัดเราไว้แค่ช่วงเรียน ทำงาน และเกษียณ ในโลกใบใหม่นี้ ผู้สูงวัยสามารถเป็น Active Citizen ที่ยังคงมีบทบาทในสังคม มีโอกาสในการเรียนรู้ทักษะใหม่ หรือแม้แต่การเริ่มต้นธุรกิจใหม่ในวัย 70-80 ปี โดยมีเทคโนโลยี Smart Home และระบบสาธารณสุขแบบเชิงรุกเป็นลมใต้ปีกที่ช่วยให้เราไม่ต้องสละความภาคภูมิใจไปตามกาลเวลา
ในมิติของเศรษฐกิจและสังคม ชีวิต 100 ปี คือตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้เกิด Silver Economy ซึ่งเป็นขุมทรัพย์มหาศาลที่ Janice ย้ำเตือนเสมอว่าภูมิภาคอาเซียนมีความได้เปรียบอย่างยิ่ง ความดีงามของการที่มีประชากรผู้สูงวัยที่สุขภาพดี และมีกำลังซื้อ คือ การเกิดห่วงโซ่คุณค่าใหม่ ๆ ตั้งแต่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การออกแบบที่อยู่อาศัยแบบ Universal Design ไปจนถึงการยกระดับวิชาชีพผู้ดูแลให้กลายเป็นแรงงานทักษะสูง
ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างงานและรายได้มหาศาล แต่ยังเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้โลกเห็นว่า เอเชียสามารถเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมการดูแลมนุษย์ที่ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว
อ้างอิง: globalageing
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด