ก้าวข้ามข้อจำกัด 95% เจาะลึกโปรเจกต์ไทย-ออสเตรเลีย ดึงเทคโนโลยีขั้นสูงผลิตยา-ชีววัตถุเอง ดันไทยสู่ศูนย์กลางการแพทย์แห่งอาเซียน

ลองจินตนาการว่าเกิดวิกฤตสาธารณสุขระดับภูมิภาค แต่ประเทศไทยไม่สามารถผลิตยาที่จำเป็นเองได้ นี่ไม่ใช่สมมติฐาน แต่คือความเปราะบางที่เกิดขึ้นจริง เมื่อไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม (Active Pharmaceutical Ingredients: API) มากกว่าร้อยละ 95 แต่ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไป

งบ 1.75 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย กับภารกิจ 4 ปีที่เดินมาครึ่งทางแล้ว

โครงการ BPM-TEAM (Biologics and Pharmaceuticals Manufacturing in Thailand for Equitable Access to Medicines) คือความร่วมมือระหว่างไทยและออสเตรเลียที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การลงนามในกระดาษ แต่กำลังสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงในห้องปฏิบัติการ

โครงการนี้ได้รับงบประมาณ 1.75 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย จากโปรแกรม Partnerships for a Healthy Region ของรัฐบาลออสเตรเลีย โดยมี CSIRO (Commonwealth Scientific and Industrial Research Organisation) เป็นหน่วยงานหลักฝั่งออสเตรเลีย ร่วมกับพันธมิตรไทยที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่มูลค่า ตั้งแต่ไบโอเทค สวทช. องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ไปจนถึงโรงงานต้นแบบผลิตยาชีววัตถุแห่งชาติ (NBF) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

เป้าหมายชัดเจน คือ ยกระดับขีดความสามารถของไทยในการผลิตชีววัตถุ (Biologics) และ API ด้วยตัวเอง เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและเสริมความมั่นคงด้านสุขภาพทั้งในระดับประเทศและภูมิภาคอาเซียน

จากถังปฏิกรณ์ 10 ลิตร สู่ยาต้านเอชไอวี 2,000 เม็ด

ดร.ภญ.พรทิพย์ วิรัชวงศ์ รองผู้อำนวยการ อภ. ฉายภาพให้เห็นว่า ผลลัพธ์ของโครงการไม่ได้อยู่แค่ในรายงาน ทีมวิจัยไทยและออสเตรเลียสามารถพัฒนากระบวนการสังเคราะห์ abacavir hemisulfate ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสเอชไอวีตัวสำคัญ จนถึงระดับก่อนกึ่งอุตสาหกรรม (pre-pilot scale) ด้วยผลผลิตและความบริสุทธิ์ในระดับสูง ตัวเลขที่น่าจับตาคือ การผลิตจากถังปฏิกรณ์ขนาดเพียง 10 ลิตร สามารถผลิตยาเม็ดต้านเอชไอวีได้ประมาณ 2,000 เม็ด

ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดจากวิธีการแบบเดิม แต่มาจากการนำเทคโนโลยีการสังเคราะห์แบบไหลอย่างต่อเนื่อง (continuous-flow chemistry) และเครื่องปฏิกรณ์แบบไหล (flow-reactor) มาใช้ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เอื้อต่อการขยายขนาดการผลิต และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าวิธีดั้งเดิม

ที่สำคัญ ความสำเร็จของยาต้นแบบตัวแรกยังเปิดทางให้ขยายการพัฒนา API ไปสู่ยาสำคัญชนิดอื่นเพิ่มเติม รวมถึงยารักษาเอชไอวีและโรคเบาหวาน วางรากฐานสำหรับทั้งการผลิตภายในประเทศและโอกาสส่งออกสู่อาเซียน

ชีววัตถุ: เตรียมพร้อมผลิตโมโนโคลนอลแอนติบอดีเอง

ในอีกฟากหนึ่งของโครงการ ด้านชีววัตถุก็เดินหน้าไม่แพ้กัน ศาสตราจารย์ซูซี นิลส์สัน ผู้อำนวยการวิจัย โปรแกรมการผลิตชีวเวชภัณฑ์ (Biomedical Manufacturing Program) จาก CSIRO ในฐานะหัวหน้าโครงการ ระบุว่ามีความก้าวหน้าอย่างมากตลอดห่วงโซ่การพัฒนาโมโนโคลนอลแอนติบอดี (monoclonal antibody) เพื่อการรักษา ตั้งแต่การพัฒนาเซลล์ผลิต การปรับกระบวนการผลิตต้นน้ำ (upstream) ไปจนถึงการขยายกระบวนการสู่ไบโอรีแอคเตอร์ระดับนำร่อง (pilot-scale bioreactor)

สิ่งที่โครงการนี้ทำได้ดีคือ ไม่ได้แค่ถ่ายทอดเทคโนโลยี แต่ถ่ายทอดวิธีคิดและขีดความสามารถในการปฏิบัติงาน นักวิจัยไทยได้ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างเข้มข้นที่ห้องปฏิบัติการของ CSIRO ในออสเตรเลียหลายครั้ง ครอบคลุมทั้งกระบวนการผลิต การออกแบบการทดลอง และระบบคุณภาพตามมาตรฐานสากล ขณะที่การประชุมออนไลน์อย่างสม่ำเสมอช่วยให้เกิดการทบทวนข้อมูลแบบเรียลไทม์และการตัดสินใจร่วมกัน

ในช่วงปลายปีนี้ยังมีแผนจัดฝึกอบรมเพิ่มเติมด้านกระบวนการปลายน้ำ (downstream) และการพัฒนาวิธีวิเคราะห์ (analytical methods) เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการผลิตชีววัตถุในระดับเต็มรูปแบบ

สวทช. ต่อยอดสู่วัคซีนป้องกันอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. มองว่าความร่วมมือนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ยาสำหรับคน แต่ยังหนุนเสริมการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever: ASF) ซึ่งเป็นวาระสำคัญของ สวทช. โดยตรง ผ่านการเสริมความพร้อมในด้านการขยายกระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่การผลิตจริง

ความก้าวหน้าเหล่านี้ช่วยปิดช่องว่างที่มักเป็นคอขวดของวงการวิจัยไทยมาตลอด นั่นคือ ช่องว่างระหว่างผลงานในห้องปฏิบัติการกับการนำไปใช้ประโยชน์จริง

NBF กับบทบาท 'ศูนย์กลางเชื่อมต่อ' จากแล็บสู่การผลิตจริง

รองศาสตราจารย์ บุษยา บุนนาค ที่ปรึกษา NBF มจธ. มองว่าความร่วมมือนี้จะช่วยให้ NBF ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการนำผลงานวิจัยไปสู่การผลิตในระดับขยายขนาด (translational hub) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เชื่อมต่อผลงานวิจัยที่มีศักยภาพจากห้องปฏิบัติการไปสู่การขยายขนาด (scale-up) และต่อยอดสู่การทดลองทางคลินิกในอนาคต

เป้าหมายไม่ได้จำกัดแค่การเสริมสร้างศักยภาพของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่คือการยกระดับระบบนิเวศด้านการผลิตชีวเภสัชภัณฑ์ของไทยแบบครบวงจร (end-to-end biomanufacturing ecosystem) เพื่อดึงดูดการลงทุนและผลักดันให้ไทยก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นสำคัญในภูมิทัศน์เทคโนโลยีชีวภาพระดับภูมิภาค

ภาพใหญ่: จากความเปราะบางสู่ความมั่นคงด้านสุขภาพของภูมิภาค

ดร.แอนเจลา แมคโดนัลด์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย เน้นว่า การเสริมสร้างขีดความสามารถในการผลิตยาและวัคซีนภายในประเทศ ไม่ใช่แค่เรื่องของอุตสาหกรรม แต่เป็นเรื่องของความมั่นคง เมื่อประเทศผลิตยาเองได้ ก็สามารถรับมือกับวิกฤตในอนาคตได้ดีขึ้น พร้อมทั้งกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานระดับโลกที่พิสูจน์แล้วว่าเปราะบางเกินกว่าจะฝากความหวังไว้ทั้งหมด

โครงการ BPM-TEAM จึงไม่ใช่แค่ความร่วมมือทางวิชาการ แต่เป็นการวางรากฐานให้ไทยและภูมิภาคอาเซียนเข้าถึงยาจำเป็นและผลิตภัณฑ์ชีววัตถุได้อย่างมั่นคงและเท่าเทียมมากขึ้นในอนาคต และเมื่อมองจากจุดที่เดินมาครึ่งทางแล้ว ทิศทางข้างหน้าดูชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่า ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนจาก 'ผู้ซื้อยา' สู่ 'ผู้ผลิตยา' ของภูมิภาคแล้ว 

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

Disrupt Health Impact Fund ลงทุนใน Osteoboost จากสหรัฐฯ เปิดทาง wearable ตัวแรกและตัวเดียวที่ FDA รับรอง ชะลอการลดมวลกระดูก

ครั้งแรกในไทย กองทุน Disrupt Health Impact Fund คว้า Osteoboost อุปกรณ์ Wearable ตัวเดียวที่ FDA รับรอง นวัตกรรมสั่นสะเทือนชะลอกระดูกบาง 85% เตรียมบุกตลาดเอเชียเร็วๆ นี้...

Responsive image

เปลี่ยน Data เป็นอาหารเสริมที่ร่างกายต้องการ รู้จัก CRAFTRITION ผู้ออกแบบอาหารเสริมเฉพาะบุคคลสัญชาติไทย

เมื่อวิตามินไม่ใช่ One-size-fits-all! รู้จัก CRAFTRITION แพลตฟอร์ม HealthTech ที่ใช้ DNA และผลเลือดมาออกแบบอาหารเสริมเฉพาะคุณ ลดความเสี่ยงการกินวิตามินเกินขนาด พร้อมสร้างมาตรฐานใหม...

Responsive image

Isomorphic Labs พัฒนา AI ออกแบบยา เคลมว่าช่วยหายาได้ ‘เร็วแบบไม่เคยมีมาก่อน’

Isomorphic Labs บริษัทสตาร์ทอัพด้านการออกแบบยาและพัฒนายาด้วย AI ที่ก่อตั้งโดย Demis Hassabis ซีอีโอ DeepMind ประกาศระดมทุน Series B มูลค่า 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเร่งขยายเทคโ...