วิกฤตสุขภาพไทยกำลังก่อตัว ถึงเวลาเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส! เจาะลึก 4 เสาหลักพลิกโฉมวงการแพทย์ สู่การเป็น Global Medical Hub อย่างแท้จริง

ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจที่ถาโถม ทั้งวิกฤตค่าครองชีพ หนี้สินครัวเรือนที่พุ่งสูง และการพึ่งพาภาคเกษตรกรรมและการท่องเที่ยวเป็นหลัก ประเทศไทยยังมี 'วิกฤตเงียบ' อีกด้านที่หลายคนอาจยังไม่ตระหนักดีพอ นั่นคือวิกฤตด้านสุขภาพ

ศ.ดร.นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ขึ้นเวที Techsauce Healthspan 2026 นำเสนอพิมพ์เขียว ที่เป็นผลลัพธ์จากการระดมสมองของบุคลากรทางการแพทย์จากโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 10 แห่ง ภายใต้การสนับสนุนของสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) รุ่นที่ 36 โดยชี้ให้เห็นว่าหากประเทศไทยจะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการแพทย์ระดับโลกอย่างแท้จริง จำเป็นต้องเปลี่ยนวิกฤตสุขภาพ 4 ด้านให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ผ่าน 4 เสาหลักที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ

พายุที่สมบูรณ์แบบของระบบสุขภาพไทย

ศ.ดร.นพ.ยงยุทธ เปิดภาพใหญ่ด้วยปัจจัยวิกฤต 4 ประการที่กำลังกดดันระบบสาธารณสุขไทยอย่างหนัก

ประการแรกคือ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่คร่าชีวิตคนไทย 3 ใน 4 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานอายุ 30-60 ปี ซึ่งเป็นกำลังขับเคลื่อนหลักของประเทศ ประการที่สองคือการ พึ่งพาเทคโนโลยีทางการแพทย์จากต่างชาติ ที่ไทยต้องใช้งบนำเข้ามากกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือแพทย์ ยา หรือเวชภัณฑ์ต่าง ๆ ประการที่สามคือ โรคมะเร็ง ที่มีผู้ป่วยรายใหม่กว่า 500 คนต่อวัน คิดเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษามากกว่า 1 แสนล้านบาท หรือราว 1% ของจีดีพี และประการสุดท้ายคือการเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุ อย่างเต็มรูปแบบในปี 2578

เสาหลักที่ 1: พันธุกรรม กุญแจปลดล็อกการแพทย์แม่นยำ

เสาหลักแรกที่ ศ.ดร.นพ.ยงยุทธ นำเสนอคือการใช้ จีโนมิกส์ เป็นยุทธศาสตร์สร้างสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

ปัจจุบันการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของไทยยังมีช่องว่างเชิงระบบ 3 ประการ ได้แก่ การดูแลแบบ 'ตั้งรับ' มากกว่าเชิงรุก ปัญหาการเข้าถึงบริการของกลุ่มวัยทำงานที่ต้องทำงานในเวลาราชการ และการคัดกรองแบบเหวี่ยงแหที่ยังไม่โฟกัสกลุ่มเป้าหมายเพียงพอ

พิมพ์เขียวจึงเสนอ โมเดลการคัดกรองสองขั้น ขั้นแรกยังคงทำการป้องกันในวงกว้างกับประชากร 30 ล้านคนตามปกติ แต่เพิ่มขั้นที่สองคือการ คัดกรองทางพันธุกรรมแบบมุ่งเป้า ในกลุ่มเสี่ยงราว 500,000 คน เพื่อนำไปสู่การแพทย์แม่นยำที่ครอบคลุมทั้งโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรคหัวใจ และมะเร็ง ผ่านการคำนวณคะแนนความเสี่ยงทางพันธุกรรมเฉพาะบุคคล

สิ่งที่ได้จากการลงทุนนี้ไม่ใช่แค่ประโยชน์ในเชิงการรักษา แต่ยังสร้าง ฐานข้อมูลพันธุกรรมระดับชาติ ที่จะเป็นทรัพยากรสำคัญสำหรับงานวิจัยและพัฒนา ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ และเปิดแนวทางการวินิจฉัยและรักษาใหม่ ๆ โดยต้นทุนต่อหัวอยู่เพียงไม่กี่พันบาท แต่มูลค่าของสินทรัพย์ข้อมูลที่ได้จะมหาศาล

'ถ้าเราขาดจีโนมิกส์ เราก็ขาดกุญแจ กุญแจที่จะปลดล็อกโอกาสในการแข่งขันด้านการแพทย์แม่นยำ ในขณะที่มาเลเซียและสิงคโปร์มีฐานข้อมูลตรงนี้มากกว่าเราเยอะมากแล้ว' ศ.ดร.นพ.ยงยุทธ กล่าว

ปัจจุบันโรงเรียนแพทย์ใหญ่ ๆ ของไทยมีความเชี่ยวชาญด้านจีโนมิกส์อยู่แล้ว ศิริราชดูด้านมะเร็ง รามาธิบดีดูโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จุฬาดูโรคหายาก การลงทุนนี้จึงเป็นการ 'ต่อยอด' ไม่ใช่เริ่มต้นใหม่

เสาหลักที่ 2: เทคโนโลยีการแพทย์ สร้างสะพานข้ามหุบเขาแห่งความตาย

เสาหลักที่สองมุ่งแก้ปัญหาที่สตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีการแพทย์ของไทยเผชิญมาตลอด นั่นคือ 'หุบเขาแห่งความตาย' ที่ทำให้นวัตกรรมจำนวนมากไม่สามารถไปถึงความสำเร็จเชิงพาณิชย์ได้

ศ.ดร.นพ.ยงยุทธ วิเคราะห์ว่าอุปสรรคหลักมี 3 ประการ คือการขาดเงินทุนคุณภาพสูง กฎระเบียบที่ไม่คล่องตัว และระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เข้มงวดจนกว่าจะผ่านกระบวนการได้ ประเทศอื่นก็เปิดตัวผลิตภัณฑ์ออกตลาดไปหมดแล้ว ทั้งที่ประเทศไทยไม่ขาดแคลนแหล่งสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นสภาอุตสาหกรรม, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์

จากการศึกษาโมเดลต่างประเทศ ทีมงานเสนอแนวทาง 3 ประการเพื่อ 'สร้างสะพาน' ข้ามหุบเขาแห่งความตาย ได้แก่ การจัดตั้ง กองทุนรวมโรงพยาบาล ที่ให้โรงพยาบาลเป็นผู้ร่วมสร้างนวัตกรรมและมีกองทุนร่วมลงทุนของตนเอง การระดมทุนผ่านเครื่องมือใหม่อย่างโทเคนดิจิทัล และการสร้างกลไก เร่งรัดการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

'ถ้าเราไม่รีบทำเรื่องเทคโนโลยีการแพทย์ เราจะขาดโอกาสในการสร้างเส้นโค้งการเติบโตใหม่ทางเศรษฐกิจ และเม็ดเงินก็จะไหลออกไปต่างชาติตลอดเวลา'

เสาหลักที่ 3: ศูนย์ความเป็นเลิศด้านมะเร็ง มาตรฐานการรักษาทั่วประเทศ

ในฐานะแพทย์ผ่าตัดด้านมะเร็ง ศ.ดร.นพ.ยงยุทธ ชี้ให้เห็นว่าระบบการรักษามะเร็งของไทยยังอยู่ในสภาพ 'กระจัดกระจาย' กว่าผู้ป่วยจะถูกส่งต่อจนพบแพทย์ที่ใช่ โรคก็ลุกลามไปแล้ว ซึ่งแตกต่างจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ยังควบคุมได้ด้วยยา มะเร็งเป็นโรคที่แข่งกับเวลา

ไทยมีแพทย์ด้านมะเร็งที่เชี่ยวชาญระดับสากลอยู่จำนวนมาก แต่ปัญหาคือจำนวนแพทย์ไม่เพียงพอต่อผู้ป่วย โดยเฉพาะด้านการให้คำปรึกษาทางพันธุกรรมสำหรับมะเร็งที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ และระบบทีมสหสาขาวิชาชีพยังกระจุกตัวอยู่เฉพาะในโรงเรียนแพทย์ใหญ่หรือโรงพยาบาลเอกชน

พิมพ์เขียวเสนอให้สร้าง ศูนย์ความเป็นเลิศด้านมะเร็ง ระดับภูมิภาค ด้วยการเสริมความแข็งแกร่งให้โรงพยาบาลศูนย์ที่มีอยู่แล้ว เพิ่มระบบการแพทย์ทางไกลเพื่อปรึกษาส่วนกลาง สร้างมาตรฐานการแพทย์แม่นยำด้านมะเร็งที่ทุกคนเข้าถึงได้ไม่ว่าจะใช้สิทธิ์ใด พร้อมเร่งสร้างบุคลากรเพื่อแก้คอขวดด้านกำลังคน โดยทั้งหมดดำเนินการผ่านรูปแบบ ความร่วมมือรัฐ-เอกชน เพราะการลงทุนด้านเทคโนโลยีมะเร็งที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั้น ลำพังภาครัฐไม่สามารถรับภาระได้ทั้งหมด

จุดแข็งสำคัญคือค่ารักษามะเร็งของไทย ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด ฉายแสง หรือยามุ่งเป้า ยังถูกกว่าสิงคโปร์อย่างมาก ซึ่งจะเป็นแรงดึงดูดผู้ป่วยต่างชาติเข้ามา สร้างรายได้หมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบ

เสาหลักที่ 4: ชุมชนผู้สูงวัย เขตสุขภาวะฉบับไทย

เสาหลักสุดท้ายมองสังคมผู้สูงอายุในมุมที่ต่างออกไป ศ.ดร.นพ.ยงยุทธ แบ่งปันจากประสบการณ์ตรงว่า ผู้สูงอายุไทยโดยเฉพาะในต่างจังหวัดนั้น 'ฟิตกว่าฝรั่ง' อายุ 65 ยังเดินเล่นกีฬาได้คล่อง ดังนั้นแทนที่จะโฟกัสแค่มิติการรักษา ควรสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้พวกเขาแข็งแรงไปเรื่อย ๆ

แนวคิดคือการสร้าง ชุมชนผู้สูงวัย ขนาดใหญ่ในรูปแบบเขตสุขภาวะที่ไม่ใช่แค่บ้านพักคนชรา แต่เป็นชุมชนที่มีชีวิตชีวา ครบครันทั้งโภชนาการ กิจกรรมประจำวัน การมีส่วนร่วมทางสังคม และจุดมุ่งหมายในการใช้ชีวิต พร้อมโครงสร้างพื้นฐานรองรับอย่างชุมชนที่อยู่อาศัยและระบบขนส่งที่ออกแบบเพื่อผู้สูงอายุโดยเฉพาะ

ที่สำคัญคือชุมชนนี้เปิดรับชาวต่างชาติด้วย โดยทีมงานประเมินว่าอาจดึงดูดผู้สูงวัยต่างชาติได้ถึง 1.5 ล้านคน โดยเฉพาะจากยุโรปและอเมริกาที่ต้องการมาใช้ชีวิตบั้นปลายในไทย ซึ่งพร้อมสรรพทั้งสภาพอากาศ อาหาร และบริการทางการแพทย์ โดยพื้นที่ที่ทีมงานมองว่าเหมาะสมที่สุดคือ หัวหิน เนื่องจากเป็นเมืองที่ควบคุมการเติบโตอย่างมีระเบียบ

กองทุนศูนย์กลางการแพทย์ระดับโลก: ตัวเชื่อมทั้ง 4 เสาหลัก

ศ.ดร.นพ.ยงยุทธ ปิดท้ายด้วยข้อเสนอเชิงกลไกทางการเงิน คือการจัดตั้ง กองทุน Thailand Global Medical Hub Fund ที่เปิดให้ภาคเอกชนร่วมลงทุนกับภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนทั้ง 4 เสาหลักไปพร้อมกัน ผลการวิเคราะห์ชี้ว่าหากดำเนินการได้ตามแผน ชุมชนผู้สูงวัยจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้จีดีพีถึง 1.5% ส่วนเทคโนโลยีการแพทย์และศูนย์ความเป็นเลิศด้านมะเร็งจะเพิ่มอีกประมาณ 0.5% ต่อประเภท

สิ่งที่น่าสนใจคือโมเดลนี้จะเปลี่ยนผู้ป่วยและกลุ่มเสี่ยงจาก 'ผู้รับผลประโยชน์' ด้านสุขภาพเพียงอย่างเดียว ให้กลายเป็น 'เจ้าของร่วม' ในระบบเศรษฐกิจสุขภาพ สร้างวงจรป้อนกลับที่ยั่งยืน

'เรากำลังเปลี่ยนวิกฤต 4 เรื่องให้เป็นโอกาส โอกาสที่จะสร้างระบบเศรษฐกิจที่เอาการดูแลสุขภาพเข้าไปเป็นตัวละครหลัก ทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์ระดับโลกอย่างแท้จริง'

ที่มา: สรุปเนื้อหาจาก Session 'Road to Global Medical Hub: พิมพ์เขียวการสร้างระบบสุขภาพแห่งอนาคต' ในงาน Techsauce Healthspan 2026

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

Fitbit Air สายรัดสุขภาพจาก Google หน้าตาเหมือน Whoop เป๊ะ แต่ทำไมคนถึงตื่นเต้นกันทั้งวงการ ?

ลองนึกภาพว่าถ้าคุณใส่ Wearable ที่ติดตามสุขภาพ 24 ชั่วโมง ใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี เลือกระหว่าง Whoop กับ Fitbit Air ตัวใหม่ของ Google จะต้องจ่ายเงินรวมกันต่างกันแค่ไหน ?...

Responsive image

นักวิจัยพัฒนา AI อ่านมะเร็งจากการตรวจเลือด ช่วยเลือกวิธีรักษามะเร็งได้แม่นยำขึ้น ลดการเจาะชิ้นเนื้อในอนาคต

เวลาเป็นมะเร็งแพทย์มักจะใช้วิธีเจาะชิ้นเนื้อเพื่อเอาไปตรวจดูว่าก้อนเนื้อนั้นเป็นอย่างไร แต่ล่าสุดนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและ Mayo Clinic พบวิธีที่ง่ายกว่านั้น คือการนำเลือดไ...

Responsive image

MIT สร้าง AI ทำนาย ‘อัลไซเมอร์’ รู้ความเสี่ยงโรคล่วงหน้า 10 ปี พร้อมเปิด Open Source ให้ใช้งานฟรี

นักวิจัยจาก MIT เปิดตัว FINGERS-7B โมเดล AI ตัวแรกที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเน้นการป้องกันโรคอัลไซเมอร์โดยเฉพาะ ความน่าสนใจของ AI ตัวนี้คือมันสามารถวิเคราะห์และทำนายความเสี่ยงของโรคได้...