ห่วงโซ่อุปทานอินเดีย-อาเซียนเนื้อหอม ขึ้นแท่นตัวเลือกหลักที่น่าจับตาหวังลดพึ่งพาจีน-สหรัฐฯ | Techsauce

ห่วงโซ่อุปทานอินเดีย-อาเซียนเนื้อหอม ขึ้นแท่นตัวเลือกหลักที่น่าจับตาหวังลดพึ่งพาจีน-สหรัฐฯ

อินเดีย-อาเซียนเนื้อหอม ผู้นำธุรกิจทั่วโลกฝากความหวังเป็นห่วงโซ่อุปทานในอนาคต หลังความตึงเครียดระหว่างมหาอำนาจจีนและสหรัฐย่ำแย่ลง 

การสำรวจล่าสุดของ PwC ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในห่วงโซ่อุปทานโลก โดยอินเดียและประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นสองหมุดหมายสำคัญ ในฐานะทางเลือกใหม่และที่มั่นสำคัญในอนาคต เนื่องจากผู้นำธุรกิจต้องการปรับสมดุลครั้งใหญ่ในห่วงโซ่อุปทาน 

อินเดียและอาเซียนมาแรงในตลาด Supply Chain

ปัจจุบันผู้นำห่วงโซ่อุปทานโลก ได้แก่ สหรัฐฯ จีน เยอรมัน อินเดีย ญี่ปุ่น และ อาเซียน ตามลำดับ และจากการสำรวจความคิดเห็นโดยบริษัทจัดการสินทรัพย์ Eastspring Investments ชี้ว่าในอีกสิบปีข้างหน้า อินเดียจะมีบทบาทและความสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทต่างๆ ทั่วโลก และขยับขึ้นเป็นอันดับที่สามแซงหน้าเยอรมัน  และอาเซียนจะแซงหน้าญี่ปุ่นขึ้นเป็นอันดับห้า

ถึงจะให้ความสำคัญกับอินเดียและอาเซียนมากขึ้น แต่ธุรกิจยืนยันจะไม่ทิ้งจีนและสหรัฐ แม้จะมีการหารืออย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการลดความเสี่ยงและการกระจายตัวออกจากห่วงโซ่อุปทานจีน เนื่องจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอและความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา 

ความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจได้มีส่วนผลักดันให้บริษัทหลายแห่งปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการดำเนินงาน เพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาตลาดเดียวมากเกินไป อย่างไรก็ตาม การสำรวจผู้นำธุรกิจทั่วโลกชี้ให้เห็นว่าจีนจะยังคงมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลกต่อไป บริษัทต่างๆ จะไม่ลดลำดับความสำคัญหรือเพิ่มการมุ่งเน้นไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่งในอนาคตอันใกล้นี้

แล้วทำไมต้องอินเดียและอาเซียน ?

อินเดียและอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีประชากรจำนวนมาก โดยอินเดียมีประชากรมากกว่า 1.4 พันล้านคน ในขณะที่อาเซียนมีประชากรมากกว่า 650 ล้านคน ด้วยเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต จึงสามารถสร้างโอกาสในการสร้างกำไรให้กับบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนและดำเนินธุรกิจในภูมิภาคได้ 

โดยอาเซียนจะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการปรับสมดุลห่วงโซ่อุปทานในภาคการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ ในขณะที่อินเดียจะได้รับประโยชน์จากภาคการผลิตอิเล็กทรอนิกส์  เภสัชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์

ปรับสมดุล Supply Chain: ลดความเสี่ยง เพิ่มโอกาสเติบโต

การศึกษายังเผยให้เห็นอีกว่า ผู้บริหารกว่า 47% เชื่อว่าการเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกของธุรกิจ โดย 75% เชื่อว่าการปรับสมดุลห่วงโซ่อุปทานใหม่จะช่วยลดต้นทุนลง มากกว่าความเป็นไปได้ที่จะมีกำไรหากเสี่ยงไม่ปรับสมดุล

นอกจากนี้การที่ไม่ปรับสมดุลยังอาจทำให้กำไรกว่า 19% ถึง 24% ตกอยู่ในความเสี่ยงในอีกสิบปีข้างหน้าซึ่งจะแตกต่างกันไปตามภาคธุรกิจ และ 29% ของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่าการปรับสมดุลใหม่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลง

"ผู้นำในแต่ละธุรกิจต่างให้ความสำคัญอย่างมากถึงความจำเป็นในการปรับสมดุล Supply Chain ของตน และทำให้บริษัทมีความยืดหยุ่นต่อแรงกดดันจากภายนอกได้มากขึ้น และสร้างโอกาสในการเติบโตที่สำคัญสำหรับตลาดหลักๆ เพื่อดึงดูดการลงทุน และเพิ่มบทบาทใน Value Chain ระดับโลกได้” Sidharta Sircar พันธมิตรของ PwC Singapore ผู้เชี่ยวชาญด้านการเติบโตในระดับสากลกล่าว

อ้างอิง: nikkei

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

TMA เผยสิงคโปร์ครองแชมป์ประเทศที่มีขีดความสามารถที่สุดในโลกโดย IMD ไทยขยับขึ้นมาอันดับที่ 25

สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) เผยสิงคโปร์ครองแชมป์ขีดความสามารถในการแข่งขันสูงสุดในโลก จัดอันดับโดย World Competitiveness Center ของ IMD ประจำปี 2567 ไทยอยู่ที่ 25 และคว้...

Responsive image

ประเทศไทยในยุค AI Economy ไม่ได้ขาดงาน แต่ขาดคนที่มีทักษะ AI

ประเทศไทยในยุค AI Economy ถึงเวลาที่ต้องปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด ด้วยการนำประโยชน์ของ AI มาใช้กับธุรกิจให้ได้มากที่สุด...

Responsive image

Netflix มุ่งลงทุนซีรี่ย์เพิ่มในไทย ‘สมรสเท่าเทียม’ สร้างโอกาสนำเสนอเนื้อหาหลากหลาย

Netflix สตรีมมิ่งภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประกาศเดินหน้าสร้างหนัง ซีรี่ส์ และรายการท้องถิ่นมากขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แรงหนุนจากสมรสเท่าเทียม...