
AI ได้จุดชนวน "สงครามอาวุธทางเทคโนโลยี" (Arms Race) ครั้งใหญ่ในรั้วมหาวิทยาลัยสหรัฐฯ สิ่งที่เริ่มต้นจากความกังวลว่านักศึกษาจะใช้ ChatGPT ช่วยโกงข้อสอบ ได้ลุกลามกลายเป็นวงจรปัญหาไม่รู้จบ เมื่ออาจารย์หันไปพึ่งพาเทคโนโลยีเพื่อจับผิด แต่กลับกลายเป็นว่าเครื่องมือเหล่านั้นกำลังสร้างบาดแผลให้กับผู้บริสุทธิ์ จนทำให้นักศึกษาจำนวนมากต้องหันไปพึ่งพาเครื่องมือ AI อีกประเภทเพื่อ 'ยืนยันความเป็นมนุษย์' ของตนเอง
นี่คือสถานการณ์ที่กำลังสั่นคลอนวงการการศึกษา เมื่อเทคโนโลยีเพื่อความโปร่งใส กลับกลายเป็นเครื่องมือสร้างความหวาดระแวง และเปลี่ยนห้องเรียนให้กลายเป็นสนามรบของอัลกอริทึม
นับตั้งแต่ ChatGPT เปิดตัว มหาวิทยาลัยต่างเร่งนำเครื่องมือจากบริษัทชั้นนำอย่าง Turnitin หรือ GPTZero มาใช้เพื่อตรวจสอบเรียงความของนักศึกษาด้วยความหวังว่าจะสกัดกั้นการโกงได้ แต่ปัญหาใหญ่ที่ตามมาคือ การจับผิดพลาดที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ความไม่แม่นยำนี้สร้างผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะกับกลุ่มนักศึกษาต่างชาติ (Non-native speakers) ที่มักตกเป็นเป้าหมาย เนื่องจาก AI Detectors มีแนวโน้มจะปักธงงานเขียนที่มีโครงสร้างประโยคเรียบง่ายว่าเป็นผลงานของ AI นอกจากนี้ Erin Ramirez รองศาสตราจารย์จาก California State University ยังชี้ให้เห็นประเด็นที่น่าตกใจว่า "ยิ่งคุณเขียนหนังสือได้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์และสละสลวยมากเท่าไหร่ AI ก็ยิ่งคิดว่าคุณเป็น AI มากเท่านั้น" ซึ่งแม้แต่ตัวอาจารย์เองเมื่อลองนำงานเขียนของตนไปตรวจ ก็ยังถูกระบุว่าเป็น AI ถึง 98%
ผลกระทบที่เกิดขึ้นรุนแรงกว่าแค่การถูกตัดคะแนน เพราะนักศึกษาหลายคนต้องเผชิญกับภาวะเครียดอย่างหนัก ถูกพักการเรียน หรือแม้แต่เสี่ยงถูกตัดทุนการศึกษา เพียงเพราะอัลกอริทึมตัดสินผิดพลาด จนนำไปสู่การรวมตัวฟ้องร้องมหาวิทยาลัยในหลายกรณี
เมื่อการเขียนด้วยตัวเองไม่สามารถการันตีความบริสุทธิ์ใจได้อีกต่อไป และความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างอาจารย์กับศิษย์เริ่มถดถอย นักศึกษาจึงจำใจต้องหันไปพึ่งพาเครื่องมือกลุ่มใหม่ที่เรียกว่า 'Humanizers' เพื่อความอยู่รอด
Humanizers คือเครื่องมือ AI ที่ออกแบบมาเพื่อสแกนงานเขียนและปรับเปลี่ยนรูปประโยค หรือสไตล์การเขียนให้มีความเป็นธรรมชาติในแบบที่ AI Detectors จับไม่ได้ ธุรกิจนี้กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยข้อมูลจาก Cursive บริษัทซอฟต์แวร์ด้านวิชาการระบุว่า ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีการเข้าใช้งานเครื่องมือกลุ่มนี้ถึง 33.9 ล้านครั้ง จากผู้ให้บริการกว่า 43 ราย ซึ่งมีทั้งแบบใช้ฟรีและเก็บค่าสมาชิกรายเดือน
สิ่งที่น่าเศร้าคือ นักศึกษาจำนวนมากยอมรับว่าต้องใช้กลยุทธ์แกล้งโง่ โดยการจงใจพิมพ์คำผิด หรือเลือกใช้รูปประโยคที่ซับซ้อนน้อยลง เพื่อให้แน่ใจว่างานของพวกเขาดูเหมือนมนุษย์มากที่สุดในสายตาของโปรแกรมตรวจจับ กลายเป็นเรื่องตลกร้ายที่เทคโนโลยีบีบให้มนุษย์ต้องลดทอนศักยภาพของตัวเองเพื่อพิสูจน์ตัวตน
เพื่อเป็นการแก้เผ็ดระบบตรวจจับที่ไร้มาตรฐาน บริษัทเทคโนโลยีอย่าง Superhuman (ผู้สร้าง Grammarly) จึงได้พัฒนาฟีเจอร์ใหม่ชื่อ 'Authorship' ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่เป็นพยานปากเอกให้นักศึกษา
ฟีเจอร์นี้ทำงานเสมือนกล้องวงจรปิด สำหรับการพิมพ์งาน โดยจะบันทึกประวัติการพิมพ์ การแก้ไข การก๊อปปี้วาง และระยะเวลาที่ใช้ในการทำงานทั้งหมดแบบเรียลไทม์ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกรวบรวมเพื่อให้นักศึกษาสามารถ Export ออกมาเป็นรายงานเพื่อใช้อ้างอิงเป็นหลักฐานกับอาจารย์ได้ว่า "นี่คือฉันเขียนเองจริงๆ" ซึ่ง Jenny Maxwell หัวหน้าฝ่ายการศึกษาของ Superhuman เผยว่ามีการสร้างรายงาน Authorship ถึง 5 ล้านฉบับในปีที่ผ่านมา ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่านักศึกษาต้องพยายามอย่างหนักเพียงใดเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนในยุค AI
สถานการณ์ปัจจุบันเปรียบเสมือนงูกินหางทางเทคโนโลยีที่ไม่รู้จบ เริ่มจากนักศึกษาใช้ AI เขียนงาน ทำให้อาจารย์ต้องใช้ AI ตรวจจับ ส่งผลให้นักศึกษาต้องใช้ AI Humanizer แปลงงานเพื่อหลบเลี่ยง จนบริษัทตรวจจับต้องอัปเกรดระบบเพื่อสู้กลับ และท้ายที่สุดนักศึกษาต้องใช้ระบบ Tracking เพื่อบันทึกการพิมพ์ยืนยันตัวตน
ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการต่างลงความเห็นว่า การพึ่งพาเครื่องมือตรวจจับเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน สถาบันการศึกษาจำเป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบการวัดผล (Assessment) จากการดูแค่ผลลัพธ์ปลายทาง มาเป็นการพูดคุยสัมภาษณ์ (Oral exams) หรือการให้ความสำคัญกับกระบวนการคิด (Process) มากขึ้น เพราะตราบใดที่การศึกษายังมุ่งเน้นแค่การจับผิดด้วยอัลกอริทึม เราอาจกำลังสูญเสียพื้นที่แห่งการเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์ไปให้กับความหวาดระแวงในเทคโนโลยีแทน
ที่มา: NBC News
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด