ในโลกเทคโนโลยีที่หมุนไวระดับวินาที การที่ผู้นำระดับโลกอย่าง Dario Amodei ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic ยอมสละเวลาเขียนบทความยาวเหยียดกว่า 20,000 คำ ในชื่อ The Adolescence of Technology ย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดา
นี่ไม่ใช่แค่การคาดการณ์อนาคต แต่มันคือ คำประกาศเจตนารมณ์ ซึ่งเนื้อหาด้านนั้น เหมือนถูกเขียนมาเพื่อที่เสียดสีมหาเศรษฐีซิลิคอนวัลเลย์หลายๆ คน

สิ่งที่ทำให้บทความนี้สั่นสะเทือนวงการคือการขีดเส้นตายที่ชัดเจนยิ่งกว่าครั้งไหนๆ Amodei คาดการณ์ว่าเราจะได้เห็น AI ที่มีความสามารถเทียบเท่ามนุษย์ในทุกมิติภายในเวลาเพียง 2 ปีต่อจากนี้ และนั่นจะตามมาด้วยพายุที่พัดถล่มตลาดแรงงานอย่างรุนแรง
โดยเฉพาะงานออฟฟิศระดับเริ่มต้นหรือกลุ่ม White-collar ที่เขาเชื่อว่าอาจจะถูก AI แย่งงานไปถึง 50% ภายใน 1-5 ปี ไม่ใช่เพราะ AI จะเดินมาไล่เราออกตรง ๆ แต่เป็นเพราะมันทำงานได้เก่งและเร็วขึ้นจนบริษัทไม่จำเป็นต้องจ้างคนเพิ่มในตำแหน่งเดิม ๆ อีกต่อไป นี่คือพายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัวขึ้นในโลกของการทำงานยุคใหม่
ทำไม Anthropic ถึงต้องเน้นเรื่องความปลอดภัยนักหนา ?
Amodei อธิบายว่าในโลกที่ AI อาจถูกใช้สร้างไวรัสล้างโลกหรือทำลายระบบการเงินได้ทุกเมื่อ ความไว้ใจจะกลายเป็นสินค้าที่มีค่าที่สุด เขาจึงสร้างสิ่งที่เรียกว่า Constitutional AI หรือ AI ที่มีรัฐธรรมนูญในหัว เพื่อให้มันมีเข็มทิศศีลธรรมและไม่ทำอันตรายต่อมนุษย์ ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้บริษัทใหญ่ ๆ กล้าเข้ามาใช้บริการของเขา เพราะในทางธุรกิจความเก่งอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องควบคุมได้และไม่พาบริษัทไปลงเหวด้วย
ส่วนที่แรงที่สุดของบทความนี้คือการที่ Amodei หันไปฟาดใส่เหล่ามหาเศรษฐีในซิลิคอนวัลเลย์ เขาประกาศชัดเจนว่าตัวเขาและผู้ร่วมก่อตั้งเตรียมบริจาคทรัพย์สินถึง 80% เพื่อช่วยเหลือสังคม พร้อมกับท้าทายให้คนรวยคนอื่น ๆ เลิกงกและหันมาช่วยกันแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ
เขาเสนอไอเดียเรื่อง ‘ภาษีคนรวย’ สำหรับบริษัท AI โดยให้เหตุผลแบบดุ ๆ ว่า "ยอมจ่ายภาษีที่ดีในตอนนี้ ดีกว่ารอให้ฝูงชนที่โกรธแค้นเป็นคนเขียนกฎหมายภาษีมาไล่บี้คุณในภายหลัง" นอกจากนี้เขายังเสนอให้บริษัทต่าง ๆ เลิกใช้ AI แค่เพื่อลดคน แต่ควรใช้เพื่อสร้างของใหม่ และถ้าจำเป็นจริง ๆ เราอาจต้องจ่ายเงินให้พนักงานต่อไปแม้ AI จะทำงานแทนไปแล้ว เพื่อประคองไม่ให้สังคมพังทลาย
สารสำคัญที่ Amodei ต้องการสื่อสารผ่านบทความยาวเหยียดนี้จึงไม่ใช่การระบุวันที่ที่แน่นอน แต่เป็นการเตือนสติว่ามวลมนุษยชาติกำลังถือครองอำนาจที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่โครงสร้างสังคมและการเมืองในปัจจุบันจะรับมือไหว
เขาพยายามชี้ให้เห็นว่าหากเรายังมัวแต่สนใจเพียงแค่การลดต้นทุนหรือเพิ่มกำไรโดยไม่เหลียวแลความเหลื่อมล้ำที่กำลังขยายตัว สุดท้ายแล้วความมั่งคั่งที่ AI สร้างขึ้นอาจจะกลายเป็นชนวนเหตุที่ย้อนกลับมาทำลายระบบทั้งหมดเสียเอง ข้อเสนอเรื่องภาษีบริษัท AI และการบริจาคทรัพย์สินส่วนใหญ่คืนสู่สังคมจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความใจบุญ แต่มันคือการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อความอยู่รอดที่บรรดามหาเศรษฐีต้องรีบตัดสินใจ ก่อนที่สังคมจะลุกเป็นไฟและเป็นคนกำหนดกติกาใหม่ที่โหดร้ายกว่าเดิม
เพราะไม่ว่า AI จะเก่งเท่ามนุษย์ในอีก 2 ปี หรือ 5 ปี สิ่งที่แน่นอนคือมันจะเกิดขึ้นแน่ และคำถามที่สำคัญกว่าคือในวันที่วันนั้นมาถึง เราได้เตรียมระบบสวัสดิการ ภาษี และโครงสร้างสังคมไว้รองรับแรงกระแทก ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์นี้แล้วหรือยัง
อ้างอิง: darioamodei, finance.yahoo
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด