การเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF และกลุ่มธนาคารโลกในปี 2026 ไม่ได้เป็นเพียงโอกาสที่ไทยจะได้ต้อนรับผู้นำและผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจจากทั่วโลก แต่ยังเป็นเวทีที่ไทยใช้เสนอแนวคิดและบทเรียนจากประสบการณ์ของตัวเอง เพื่อร่วมกำหนดทิศทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคต

หนึ่งในแนวคิดที่ไทยต้องการผลักดันคือการวางบทบาทประเทศให้เป็น 'ผู้เชื่อมโยงที่โลกไว้วางใจ' หรือ Trusted Connector ตามที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวระหว่างแถลงข่าวสรุปผลการประชุม พร้อมเผยแพร่เอกสาร Bangkok Dialogue Notes ซึ่งรวบรวมข้อคิดจากการหารือตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา
การประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีผู้ลงทะเบียนผ่านระบบของ IMF และ World Bank Group มากกว่า 19,000 คน ซึ่งผู้จัดงานระบุว่าเป็นจำนวนสูงสุดในประวัติศาสตร์ของการประชุม Annual Meetings
ดร.เอกนิติสรุปสิ่งที่ไทยได้รับจากการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ไว้ 3 ประการ ได้แก่ การแสดงศักยภาพในการจัดงานระดับโลก การมีส่วนร่วมกำหนดวาระเศรษฐกิจโลกร่วมกับ IMF และ World Bank Group และการวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็น Trusted Connector ที่สามารถเชื่อมผู้คนและความร่วมมือจาก 191 ประเทศเข้าด้วยกัน
หนึ่งในผลลัพธ์สำคัญของการประชุมครั้งนี้คือ Bangkok Dialogue Notes เอกสารที่รวบรวมข้อคิดจากการหารือระหว่างผู้กำหนดนโยบาย องค์การระหว่างประเทศ ภาคธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา
จุดตั้งต้นของเอกสารคือการมองว่าโลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงหลายด้านพร้อมกัน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าของ AI ราคาพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ความเสี่ยงด้านการคลัง ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเข้าสู่สังคมสูงวัย
ความท้าทายเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลต่อทุกคนเท่ากัน ธุรกิจขนาดใหญ่อาจเข้าถึงเทคโนโลยีและตลาดใหม่ได้รวดเร็วกว่า ขณะที่ SMEs และประชาชนบางกลุ่มยังขาดเครื่องมือหรือโอกาสในการปรับตัว
ดร.เอกนิติจึงเสนอว่า การสร้างความเข้มแข็งหรือ Resilience ไม่ควรหมายถึงเพียงความสามารถในการรับมือกับวิกฤต แต่ต้องรวมถึงการทำให้คนและธุรกิจมีทักษะ มีทางเลือก และสามารถเติบโตต่อไปได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง
ความเข้มแข็งไม่ได้เกิดจากการอยู่ลำพัง แต่เกิดจากความร่วมมือที่ไว้ใจกัน และช่วยให้ผู้คนมีทางเลือกมากขึ้น
Bangkok Dialogue Notes สรุปแนวคิดสำคัญไว้ 5 ประการ ได้แก่
แนวคิดทั้ง 5 ประการสะท้อนสารสำคัญที่ไทยต้องการสื่อสารว่า การเปิดประเทศและสร้างความร่วมมือกับโลกต้องเดินไปพร้อมกับการสร้างความเข้มแข็งภายในประเทศ เพราะหากประชาชนและธุรกิจไม่ได้รับประโยชน์จากความร่วมมือเหล่านั้น ความไว้วางใจในระยะยาวก็เกิดขึ้นได้ยาก
นอกจาก Bangkok Dialogue Notes แล้ว ไทยยังออกแบบกิจกรรมในฐานะเจ้าภาพ ทั้ง Host Country Dialogues การพบปะผู้นำ Thai Pavilion เอกสาร Bangkok Blueprint และกิจกรรมเยาวชน เพื่อเชื่อมประเด็นเศรษฐกิจระดับโลกเข้ากับประสบการณ์และแนวทางแก้ปัญหาที่จับต้องได้กิจกรรมเหล่านี้เชื่อมโยงกันผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ
ไทยนำเสนอแนวคิดการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและการทำงาน โดยเฉพาะ Small AI หรือเครื่องมือ AI ที่เข้าถึงได้ง่าย มีต้นทุนไม่สูง และสามารถนำมาใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน
แนวคิดนี้สอดคล้องกับมุมมองของ World Bank Group ที่ต้องการให้ AI ช่วยสร้างงานและเพิ่มศักยภาพของประชาชน ไม่ใช่เป็นเพียงเทคโนโลยีสำหรับองค์กรขนาดใหญ่
ดร.เอกนิติยกตัวอย่าง 'นกกระซิบ' เครื่องมือ AI ที่ช่วยผู้ค้ารายย่อยวิเคราะห์ยอดขาย บริหารต้นทุน และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ
อีกประเด็นคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการและความช่วยเหลือจากภาครัฐได้สะดวกขึ้น รวมถึงการยกระดับความปลอดภัยทางการเงินดิจิทัลผ่านแนวคิด Connect the Dots และ Bangkok Blueprint
ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มแบ่งขั้วมากขึ้น ไทยเสนอให้ประเทศต่าง ๆ ลดความเสี่ยงด้วยการกระจายตลาด คู่ค้า แหล่งจัดหา และเทคโนโลยี เพื่อไม่ให้พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป
ขณะเดียวกัน การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศต้องไม่จบลงเพียงตัวเลขเงินลงทุน แต่ต้องช่วยสร้างงานที่มีคุณภาพ พัฒนาทักษะแรงงาน และเปิดโอกาสให้ SMEs เข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานโลก
ดร.เอกนิติกล่าวถึงโอกาสของไทยในห่วงโซ่อุปทาน AI ตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์ เซนเซอร์ ไปจนถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่ย้ำว่าการดึงดูดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ
สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนเงินลงทุนให้กลายเป็นความสามารถของคนไทย หรือ เปลี่ยน Capital ให้เป็น Capabilities
ในระดับภูมิภาค ไทยยังเสนอให้ประเทศอาเซียนเพิ่มความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน เชื่อมโยงบริการและระบบชำระเงินข้ามพรมแดน รวมถึงผลักดัน ASEAN Power Grid เพื่อเพิ่มทางเลือกและความมั่นคงทางเศรษฐกิจร่วมกัน
การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยตรง
การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า และการปรับปรุงระบบขนส่งให้มีประสิทธิภาพ สามารถช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีราคาผันผวน และลดความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงานในอนาคต
หนึ่งในตัวอย่างที่ดร.เอกนิติหยิบยกคือ ASEAN Power Grid ซึ่งอาจช่วยเชื่อมพลังงานไฟฟ้าพลังน้ำจากลาว ผ่านไทยและมาเลเซีย ไปยังสิงคโปร์ รวมถึงขยายไปยังอินโดนีเซียในอนาคต
เขามองว่านี่เป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนความแตกต่างระหว่างประเทศให้กลายเป็นความร่วมมือ เพราะแต่ละประเทศมีทรัพยากรและข้อจำกัดไม่เหมือนกัน แต่สามารถเชื่อมโยงกันเพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานได้
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อประชาชนและธุรกิจในพื้นที่มีส่วนร่วม เห็นประโยชน์ และเข้าถึงเงินทุนที่จำเป็นสำหรับการปรับตัว
การเข้าสู่สังคมสูงวัยเป็นอีกความท้าทายที่หลายประเทศกำลังเผชิญ โดยไทยเสนอให้มองการมีอายุยืนขึ้นเป็นโอกาส มากกว่ามองเป็นภาระทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว
สิ่งสำคัญคือการเตรียมระบบการศึกษา การทำงาน สุขภาพ การออม และการคุ้มครองทางสังคม ให้สอดคล้องกับช่วงชีวิตที่ยาวนานขึ้น
ความร่วมมือระหว่างประเทศยังสามารถช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดี มีโอกาสเรียนรู้และทำงาน รวมถึงมีความมั่นคงทางการเงินตลอดชีวิต
เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงการทำให้คนมีอายุยืนขึ้น แต่ต้องทำให้ช่วงชีวิตที่ยาวนานขึ้นมีคุณภาพและโอกาสที่ดีขึ้นด้วย
นอกจากการนำเสนอแนวคิด ไทยยังใช้เวทีนี้แบ่งปันประสบการณ์และแนวทางพัฒนาที่เกิดขึ้นในประเทศ เพื่อให้ประเทศอื่นสามารถนำไปปรับใช้กับบริบทของตัวเอง
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services ซึ่งพัฒนาร่วมกับ IMF ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอแนวทางรับมือภัยหลอกลวงทางการเงินดิจิทัล
ดร.เอกนิติอธิบายว่า ปัญหาการหลอกลวงทางการเงินไม่ใช่ปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่ง เพราะมิจฉาชีพสามารถใช้เทคโนโลยีโจมตีผู้คนข้ามพรมแดนได้ การแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ
อีกส่วนคือ Royal Pavilion ซึ่งนำเสนอหลักการพัฒนาตามหลักการทรงงานและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยเชื่อมโยงกับโจทย์ร่วมสมัย ทั้งการพัฒนาที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง การสร้างความเข้มแข็งจากภายใน และความยั่งยืน
ดร.เอกนิติกล่าวถึงความประทับใจที่ Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF นำแนวคิดจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปกล่าวถึงในการประชุมใหญ่ โดยมองว่าเป็นสัญญาณที่สะท้อนว่าแนวคิดการพัฒนาจากประสบการณ์ของไทยสามารถเชื่อมโยงกับการหารือระดับโลกได้
นอกจากนี้ ไทยยังใช้วัฒนธรรม อาหาร การแสดง และผลิตภัณฑ์จากชุมชนมาสร้างประสบการณ์ให้ผู้เข้าร่วมประชุม เพื่อแสดงให้เห็นว่าการเป็นเจ้าภาพงานระดับโลกสามารถเชื่อมโยงกับผู้คนและเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นได้เช่นกัน
แม้ไทยจะประกาศเป้าหมายในการเป็น Trusted Connector แต่ดร.เอกนิติย้ำว่า ความไว้วางใจไม่ได้เกิดขึ้นจากการจัดประชุมหรือสร้างความสัมพันธ์เพียงครั้งเดียว
การเป็นผู้เชื่อมโยงที่น่าเชื่อถือต้องอาศัยการมีเป้าหมายร่วมกัน เคารพกติกาสากล รักษาความสัมพันธ์ และที่สำคัญคือต้องทำตามสิ่งที่ได้หารือหรือตกลงกันไว้
เขายกตัวอย่างการหารือกับประเทศในอาเซียน ซึ่งต้องการผลักดันความร่วมมือด้านพลังงาน การค้า การลงทุน และเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง แทนที่จะเปลี่ยนวาระไปตามประเทศที่หมุนเวียนกันเป็นประธานในแต่ละปี
ระหว่างช่วงตอบคำถามสื่อมวลชน ดร.เอกนิติยังกล่าวถึงเป้าหมายที่ภาครัฐและเอกชนไทยร่วมกันกำหนด เพื่อยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ได้แก่ การเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นไปได้ในระยะยาวให้มากกว่า 3% การเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP จากประมาณ 22% เป็น 30% และการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของไทยให้อยู่ใน 20 อันดับแรก
เป้าหมายเหล่านี้สะท้อนความพยายามที่จะเปลี่ยนความร่วมมือและโอกาสทางเศรษฐกิจให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่สามารถวัดได้ แม้ยังต้องติดตามต่อไปว่าจะทำได้ตามเป้าหมายหรือไม่
สำหรับดร.เอกนิติ สิ่งที่ไทยต้องทำหลังจบการประชุมคือการเชื่อมความร่วมมือจากระดับภูมิภาคสู่ระดับโลก จากระดับโลกกลับมาสู่ประเทศไทย และจากระดับประเทศลงไปสู่ชุมชนและประชาชน
โดยเฉพาะการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งต้องไม่หยุดอยู่ที่การนำเงินทุนเข้ามา แต่ต้องช่วยยกระดับทักษะแรงงาน เพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจไทย และทำให้ประชาชนเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด