วันที่ 21 มกราคม 2026 ณ วิเศษสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทย จัดงาน “Beyond Slush: Lessons from the World’s Leading Startup Platform” เพื่อถอดบทเรียนจากการที่ทีมประเทศไทยนําสตาร์ตอัปไทยไปปักหมุดบนเวที Slush 2025 ณ กรุงเฮลซิงกิ หนึ่งในเวทีระดับโลกที่เป็นจุดนัดพบสำคัญของสตาร์ตอัป นักลงทุน และผู้เล่นเทคโนโลยีที่มุ่งจริงจังกับการระดมทุนและการขยายตลาด
หัวใจสำคัญของงานคือการตั้งคำถามร่วมกันอย่างตรงประเด็นว่า ประเทศไทยจะสามารถใช้เวทีระดับโลกเป็น ‘บันได’ ในการสร้างความน่าเชื่อถือ ดึงดูดเงินทุน และยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศ ให้ก้าวไปไกลกว่าบทบาทประเทศท่องเที่ยวได้อย่างไร
คุณจุฬามณี ชาติสุวรรณ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดงานด้วยกรอบคิดสำคัญว่า ในโลกที่แตกเป็นเสี่ยง และขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีมากขึ้นเรื่อย ๆ นวัตกรรมไม่ใช่เพียงเรื่องเศรษฐกิจ แต่เกี่ยวพันกับความสามารถในการแข่งขัน อิทธิพลเชิงภูมิรัฐศาสตร์ และความยืดหยุ่นของประเทศโดยตรง
กรอบคิดนี้ทำให้งาน Beyond Slush ถูกวางไว้ในฐานะ ตัวอย่างของ ‘การทูตเศรษฐกิจ’ ที่เป็นรูปธรรม เพราะการทูตยุคใหม่ไม่อาจหยุดอยู่แค่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ แต่ต้องแต่ต้องเชื่อมผู้ประกอบการเข้ากับเครือข่ายโลก พาไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่คุณค่าเทคโนโลยี และยกระดับระบบนิเวศในประเทศให้พร้อมต่อการขยายตัว
ในมุมของเธอ โจทย์ที่สตาร์ตอัปไทยเผชิญซ้ำ ๆ ไม่ว่าจะเป็นทุนจำกัด การขยายตลาดต่างประเทศที่ยาก หรือการเข้าถึงมาตรฐานนักลงทุนโลกที่ยังไม่ทั่วถึง ทำให้การไป Slush ถูกมองว่าเป็น ‘คำตอบเชิงปฏิบัติ’ ที่ไม่ได้ช่วยแค่รายบริษัท แต่ส่งผลต่อระบบนิเวศทั้งประเทศ ผ่านการสร้างเครือข่าย ทักษะ และความคุ้นเคยกับสนามสากล

ฝั่งฟินแลนด์ H.E. Ms. Eeva Kristiina Kuvaja-Xanthopoulos เอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทย ชี้ว่า Slush ไม่ใช่งานอีเวนต์ทั่วไป แต่เป็นหน้าต่างแห่งโอกาสด้าน ความร่วมมือทางธุรกิจและการระดมทุน ที่รวบรวมนักลงทุนร่วมทุนและแหล่งเงินทุนไว้ในพื้นที่เดียว พร้อมย้ำว่าการสร้างบริษัทเทคโนโลยีในวันนี้ไม่อาจมองเพียงตลาดภายในประเทศ
เธอยังระบุว่า การมี Thailand Pavilion บนเวที Slush 2025 เป็นครั้งแรกในรูปแบบครบองค์ประกอบ ทั้งบูธจัดแสดง กิจกรรม Side event และคณะผู้แทน ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทย และเป็นเหตุผลว่าทำไมประเทศไทยควรเริ่มวางแผนสำหรับ Slush 2026 (18–19 พฤศจิกายน) ตั้งแต่วันนี้ เพื่อ “ไปให้ใหญ่กว่าเดิม” และต่อยอดโอกาสบนเวทีโลกอย่างเป็นระบบ

เวทีเสวนาที่รวม NIA, depa, Thai Startup Association และสถานเอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทย สะท้อนภาพเดียวกันอย่างชัดเจนว่า ไทยมีความคิดสร้างสรรค์ มีตลาดในประเทศขนาดใหญ่ และมีศักยภาพในการเชื่อมโยงภูมิภาคเอเชียได้ดี แต่เมื่อก้าวขึ้นสู่เวทีโลก ความแตกต่างสำคัญกลับอยู่ที่ “ระบบนิเวศ” ที่เอื้อต่อการเปลี่ยนนวัตกรรมให้เป็นธุรกิจจริง (commercialization) และการสร้างความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุนและพาร์ตเนอร์สากล
ฟินแลนด์ถูกยกเป็นตัวอย่างของประเทศที่เติบโตบน High-trust system และความร่วมมือที่แน่นแฟ้นระหว่างภาควิชาการกับภาคอุตสาหกรรม และ Slush ถือเป็น “สนามจริง” ที่ทุกอย่างต้องชัด ตรง และเร็ว เพราะผู้ประกอบการมีเวลาเพียงไม่กี่นาทีในการพิสูจน์ศักยภาพของตนเองต่อผู้ลงทุนระดับโลก
อีกหนึ่งบทเรียนสำคัญคือโครงสร้างเงินทุนที่เอื้อให้คน 'กล้าเริ่ม' ไม่ได้หมายถึงแค่เงินลงทุนก้อนใหญ่เท่านั้น แต่รวมถึงเงินก้อนเล็กในช่วงเริ่มต้น ที่ช่วยให้นวัตกรรมเดินหน้าได้จริง ควบคู่กับวัฒนธรรมที่มองความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ไม่ใช่ตราบาปที่ปิดโอกาสในอนาคต
พร้อมกันนี้ เวทียังชี้ตรงกันว่า หากประเทศไทยต้องการยกระดับบทบาทสู่การเป็น Hub ระดับภูมิภาค การพัฒนา Digital และ Cyber security ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ตลาดโลกจะตั้งคำถามตั้งแต่วันแรก
แนวคิด “Team Thailand” หรือการทำงานแบบบูรณาการของหลายหน่วยงานในนามประเทศ เพื่อรวมทรัพยากร แบ่งบทบาท และลดต้นทุนของการขึ้นเวทีระดับโลก คือเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้โครงการระดับโลกเกิดขึ้นได้จริง เพราะต้นทุนของเวทีนานาชาติสูงเกินกว่าหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจะรับภาระได้เพียงลำพัง การบูรณาการทรัพยากร เป้าหมาย และบทบาทร่วมกันจึงเป็นกุญแจในการพาสตาร์ตอัปไทยไปยืนบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน

ฝั่งผู้ก่อตั้งจาก VEKIN (Thailand) , System Stone, GoWabi, AltoTech Global, และ RIFFAI สะท้อนตรงกันว่า สิ่งที่ Slush มอบให้มากที่สุดไม่ใช่ดีลหรือเงินทุนในทันที แต่คือการปรับมุมมองต่อมาตรฐานโลกและความคาดหวังของนักลงทุนสากล
บรรยากาศของงานเอื้อให้เกิดการเชื่อมต่ออย่างต่อเนื่อง โดย Side event กลายเป็นพื้นที่ที่ได้คุยกับคนที่ใช่ ขณะเดียวกัน หลายคนชี้ว่า อีกหนึ่งบทเรียนที่ถูกย้ำซ้ำคือ “Design matters” ในยุโรป UX/UI คือภาษาสากล และทำหน้าที่เป็น First Impression ที่ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือ ซึ่งสตาร์ตอัปไทยมักประเมินต่ำเกินไป
แม้หลายรายจะยังไม่อยู่ในจุดที่นักลงทุนพร้อมลงทุน แต่การได้พูดคุยอย่างตรงไปตรงมาก็ช่วยให้เห็นเส้นทางชัดขึ้นว่าต้องพัฒนาไปถึงจุดใดก่อน และก่อให้เกิด Pipeline ที่จับต้องได้สำหรับการต่อยอดในอนาคต
จากประสบการณ์ของผู้ก่อตั้ง โดยเฉพาะ SystemStone บทเรียนเชิงปฏิบัติสำหรับการขยายตลาดต่างประเทศถูกสรุปไว้อย่างเป็นรูปธรรมว่า การไปเวทีโลกไม่ใช่แค่เรื่องการเดินทางหรือการ Pitch แต่ต้องเตรียมโครงสร้างรองรับ ให้พร้อมตั้งแต่ต้น คำแนะนำสำคัญจาก SystemStone ถูกสรุปเป็น Checklist ที่ชัดเจน ได้แก่
ขณะที่ GoWabi เสริมว่า ก่อนเดินทางต้อง “รู้ก่อนว่าไปเอาอะไร” ตั้งแต่การทำ Research ล่วงหน้า การนัดหมายผ่านแพลตฟอร์มของงาน ไปจนถึงการเลือก Session ให้ตอบโจทย์ปัญหาจริงขององค์กร
เสียงสะท้อนจากผู้ก่อตั้งชี้ตรงกันว่า สิ่งที่ต้องการมากที่สุดคือ การสนับสนุนที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นตั้งแต่ Day One และช่วยลดต้นทุนในการเข้าสู่ตลาดใหม่ โดยมีโจทย์หลักอยู่ที่ “โครงสร้าง” มากกว่าการสนับสนุนรายครั้ง

ในช่วง Q&A ผู้ร่วมเสวนาหลายคนสะท้อนภาพตรงกันว่า DeepTech และ AI เป็นเทรนด์ที่โดดเด่นที่สุดจากเวที Slush โดยเฉพาะในฝั่งยุโรปที่กำลังพยายามเชื่อมช่องว่างกับเอเชีย และมองหาโอกาสใหม่ในอุตสาหกรรมเกิดใหม่ของภูมิภาคนี้อย่างจริงจัง ความสนใจดังกล่าวสะท้อนผ่านทิศทางเงินลงทุนและโจทย์ที่นักลงทุนหยิบยกขึ้นมาพูดคุยมากขึ้น
ขณะเดียวกัน เทรนด์ด้าน Sustainability และ Smart energy ยังคงถูกกล่าวถึงอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับ Healthcare และ Medical innovation ที่ตอบโจทย์ทั้งโครงสร้างประชากรและระบบสาธารณสุขในระยะยาว ส่วน Cybersecurity กลายเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่แทบทุกอุตสาหกรรมต้องมี ไม่ใช่เพียงจุดขายเสริมอีกต่อไป
อีกหนึ่งหมวดที่เห็นชัดขึ้นคือ Space tech และโดยเฉพาะ Defense/dual-use technology ซึ่งได้รับแรงหนุนจากบริบทภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ตึงเครียดขึ้น ส่งผลให้เงินทุนจากยุโรปและองค์กรด้านความมั่นคงไหลเข้าสู่เทคโนโลยีกลุ่มนี้มากกว่าที่ผ่านมา
Beyond Slush ชี้ให้เห็นว่า การไป Slush มีคุณค่าในฐานะพื้นที่เรียนรู้และสร้างความเชื่อมั่น แต่ผลลัพธ์จะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อไทยต่อยอดจาก ‘อีเวนต์’ ไปสู่ ‘โครงสร้าง’ ที่ทำให้การออกสู่เวทีโลกเกิดขึ้นได้จริงและต่อเนื่อง
คำถามใหญ่ที่ถูกโยนกลับมาคือ ประเทศไทยจะก้าวพ้นภาพจำ 'ประเทศท่องเที่ยว' ไปสู่บทบาทใหม่บนเวทีนวัตกรรมโลกได้อย่างไร
โจทย์ระยะยาวที่ถูกพูดถึงร่วมกันสะท้อนว่า ไทยยังมีศักยภาพสำคัญที่ต้องนำมาใช้ให้เต็มที่ ตั้งแต่จุดแข็งเชิงภูมิศาสตร์ที่สามารถวางกรุงเทพฯ เป็นจุดเชื่อมโยงของภูมิภาค ไปจนถึงความจำเป็นในการสร้างความต่อเนื่องของนโยบาย ไม่ขับเคลื่อนตามกระแสระยะสั้น
ขณะเดียวกัน การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมต้องเริ่มจากต้นทาง ตั้งแต่มหาวิทยาลัย นักศึกษา และวัฒนธรรมการทดลอง ควบคู่กับการมี Safety net ที่เปิดโอกาสให้ “ล้มได้” โดยไม่ปิดอนาคต พร้อมต่อยอด soft power ที่มีอยู่เดิม ขยายจากภาพของ Hospitality ไปสู่ Innovation hospitality และนิยาม 'DNA ของไทย'ให้ชัดเจนพอที่จะสื่อสารกับโลกได้ในประโยคเดียวว่า ไทยยืนอยู่ตรงไหนในแผนที่นวัตกรรมโลก
ท้ายที่สุด Beyond Slush ที่แท้จริง อาจไม่ใช่การไปไกลกว่าเฮลซิงกิ แต่คือการไปไกลกว่าขีดจำกัดเดิมของระบบนิเวศไทย เพื่อให้สตาร์ตอัปไทยคิด Global ตั้งแต่ Day One และยืนบนเวทีโลกได้อย่างมั่นใจและยั่งยืน
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด