ปัจจุบัน AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสร้างนวัตกรรมทางธุรกิจอีกต่อไป แต่มันได้ก้าวข้ามไปสู่การเป็น ‘อาวุธยุทธศาสตร์’ ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเวทีการเมืองโลก
และบทบาทของ AI ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ผ่านความตึงเครียดระลอกล่าสุดระหว่างสองมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน โดยตัวแปรสำคัญที่กำลังทำให้รัฐบาลปักกิ่งกังวลอย่างมากในเวลานี้คือ Mythos โมเดล AI ระดับ Frontier รุ่นล่าสุดจากค่าย Anthropic
ผู้นำทางการจีนเริ่มแสดงความกังวลอย่างจริงจังว่า โมเดลที่มีความสามารถขั้นสูงลักษณะนี้อาจถูกนำมาใช้เป็นอาวุธทางไซเบอร์เพื่อโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจของจีน ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ความกังวลนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องภัยคุกคามทางไซเบอร์ แต่ยังลามไปถึงคำถามเชิงนโยบายว่า เหตุใด Anthropic ถึงพยายามปิดกั้นไม่ให้ฝั่งจีนเข้าถึงโมเดลดังกล่าวแม้กระทั่งเพื่อการใช้งานทั่วไปในเชิงพาณิชย์

ความตึงเครียดนี้เกิดขึ้นในจังหวะเวลาที่เปราะบางอย่างยิ่ง เนื่องจากจีนเองกำลังพยายามประคบประคองบรรยากาศทางการเมืองระหว่างประเทศให้เป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับงานประชุมสุดยอดในสหรัฐฯ โดยมุ่งหวังจะหาจุดร่วมแบบที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ หรือ Win-Win
แต่ในความเป็นจริง บรรยากาศใต้ผืนน้ำกลับเต็มไปด้วยความระแวง สหรัฐฯ เองก็ระแวดระวังว่าบริษัทเทคโนโลยีของจีนกำลังแอบตักตักเอาผลลัพธ์จากโมเดล AI ชั้นนำของอเมริกาไปใช้เป็นทางลัดในการฝึกฝน AI ของตนเอง จนนำไปสู่การขู่ออกมาตรการคว่ำบาตรระลอกใหม่จากฝั่งวอชิงตัน ขณะที่จีนก็พร้อมลุกขึ้นมาโต้ตอบทันทีด้วยมาตรการที่จำเป็นหากถูกบีบคั้นจนเกินไป
ความน่าสนใจของเกมศึกครั้งนี้ คือการที่ความกลัวและความระแวงไม่ได้เกิดขึ้นแค่ระหว่างประเทศเท่านั้น แม้กระทั่งภายในประเทศสหรัฐฯ เอง บทบาทของ AI ก็กลายเป็นโจทย์หินที่ขั้วอำนาจต้องชั่งน้ำหนักให้ดี
ประธานาธิบดีทรัมป์เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่า แม้รัฐบาลจะพิจารณามาตรการคุมเข้ม AI เพื่อความมั่นคง แต่ก็ต้องระมัดระวังไม่ให้กฎเกณฑ์เหล่านั้นกลับมาฉุดรั้งบริษัทเทคฯในประเทศ จนทำให้บริษัทเทคโนโลยีของอเมริกาต้องพ่ายแพ้ให้กับคู่แข่งจากจีน
ในขณะเดียวกัน Anthropic เองแม้จะเป็นหัวหอกในการเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ สั่งห้ามไม่ให้ส่งออกชิปขั้นสูงไปยังจีน แต่นโยบายภายในประเทศกลับทำให้บริษัทต้องเปิดศึกรอบด้าน ทั้งการถูกกระทรวงพาณิชย์สั่งเบรกการให้บริการโมเดล Mythos แก่ต่างชาติชั่วคราวเพื่อรอใบอนุญาต ไปจนถึงความขัดแย้งกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ในเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย จนถึงขั้นสั่งห้ามหน่วยงานรัฐใช้เทคโนโลยีของ Anthropic
ในขณะที่สหรัฐฯ พยายามเดินเกมด้วยการปิดล็อกเทคโนโลยีขั้นสูงและใช้ระบบโมเดลแบบปิดที่เน้นการทำกำไร ฝั่งจีนกลับเลือกใช้กลยุทธ์ที่แยบยลยิ่งกว่า ด้วยการสวมบทบาทเป็นผู้ให้ในเวทีโลก
จีนผันตัวมาโปรโมตและแจกจ่าย AI ประเภท Open-weight อย่างกรณีของ DeepSeek แม้ว่าประสิทธิภาพโดยรวมอาจจะยังตามหลังซอฟต์แวร์ที่ล้ำสมัยที่สุดของสหรัฐฯ อยู่ แต่การนำเสนอ AI คุณภาพดีในราคาที่จับต้องได้ง่าย ทำให้จีนได้รับความสนใจและเริ่มแผ่อิทธิพลไปยังกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว
ทว่าในบ้านของตัวเอง จีนก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ รัฐบาลปักกิ่งเริ่มเรียกระดมพล Big Tech ในประเทศอย่าง Alibaba เข้ามาหารือเพื่อหาแนวทางลดความเสี่ยงจาก AI ที่นับวันจะฉลาดและทรงพลังมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเริ่มมีข้อเสนอให้จัดระบบระเบียบการเปิดตัว AI ในอนาคตออกเป็นลำดับขั้น ตามระดับความเสี่ยงและพลังอำนาจของโมเดลนั้น ๆ ภาพที่เกิดขึ้นในวันนี้จึงเป็นหลักฐานชั้นดีว่า AI ได้ก้าวข้ามการเป็นแค่เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก ไปสู่การเป็นหมากตัวสำคัญที่สุดบนกระดานการเมืองโลก ที่ทุกฝ่ายต่างต้องก้าวเดินด้วยความระมัดระวังอย่างที่สุด
อ้างอิง: bloomberg
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด