กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดในแวดวงการเงินโลก เมื่อ BlackRock พี่ใหญ่แห่งวงการบริหารสินทรัพย์ ต้องออกมาประกาศจำกัดการถอนเงินจากกองทุนเรือธงอย่าง HLEND หลังจากนักลงทุนแห่มายื่นขอเงินคืนจนล้นโควตา ท่ามกลางความกังวลว่าตลาด Private Credit มูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กำลังก้าวเข้าสู่โซนอันตราย
ส่งผลให้ราคาหุ้นของ BlackRock ร่วงลงทันทีกว่า 6.7% ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ท่ามกลางบรรยากาศการเทขายในวงกว้างที่ได้รับแรงกดดันจากตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ที่ย่ำแย่เกินคาด และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น

สถานการณ์เริ่มต้นจากการที่นักลงทุนจำนวนมากยื่นความจำนงขอไถ่ถอนหน่วยลงทุนในกองทุน HPS Corporate Lending Fund (HLEND) ซึ่งมีมูลค่าสินทรัพย์รวมกว่า 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมียอดรวมคำขอสูงถึง 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นกว่า 9% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิทั้งหมด
ทว่า BlackRock กลับเลือกที่จะยึดเกณฑ์มาตรฐานในการรักษาเสถียรภาพของกองทุน โดยอนุมัติการจ่ายคืนเพียง 5% ตามเพดานที่กำหนดไว้เท่านั้น ส่งผลให้นักลงทุนหลายรายต้องผิดหวังและต้องรอคอยเงินทุนของตนเองต่อไป
สิ่งที่น่าสนใจและเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คนแห่ถอนเงินในรอบนี้ ไม่ได้มาจากแค่ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัวหรือปัญหาสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยทางเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อมูลระบุว่าพอร์ตการลงทุนเกือบ 20% ของ HLEND ผูกติดอยู่กับบริษัทในกลุ่มซอฟต์แวร์ ซึ่งในวินาทีนี้นักลงทุนเริ่มหวาดระแวงว่า บริษัทซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิมเหล่านี้กำลังจะถูกดิสรัปชันอย่างรุนแรงโดยสตาร์ทอัพที่ใช้ AI-First เป็นหัวหอก
ความกังวลว่าลูกหนี้ในกลุ่มเทคโนโลยีจะไม่สามารถทำกำไรและจ่ายหนี้คืนได้เหมือนเดิม กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้ความเชื่อมั่นพังทลาย นักลงทุนจึงเลือกที่จะวิ่งเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย และพยายามดึงเงินออกจากกองทุนสินเชื่อนอกตลาดที่มีความโปร่งใสน้อยกว่าตลาดหุ้นทั่วไป กลายเป็นโดมิโนที่เริ่มส่งผลกระทบไปถึงคู่แข่งรายอื่นๆ ในอุตสาหกรรมด้วยเช่นกัน
เพราะสถานการณ์นี้ไม่ได้เกิดกับ BlackRock เพียงเจ้าเดียว เพราะคู่แข่งรายสำคัญอย่าง Blackstone และ Blue Owl ต่างก็ต้องเผชิญกับคลื่นการถอนเงินมหาศาลเช่นกัน จนบางรายต้องยอมควักเนื้อหรือหาเงินทุนใหม่เข้ามาเติมเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของนักลงทุน
หัวใจสำคัญของปัญหาในครั้งนี้คือความไม่สมดุลเชิงโครงสร้าง หรือ Structural Mismatch ระหว่างเงินทุนของนักลงทุนกับประเภทของสินทรัพย์ที่กองทุนนำไปลงทุน เนื่องจากกองทุนเหล่านี้มักนำเงินไปปล่อยกู้ให้กับบริษัทขนาดกลางที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งสินเชื่อเหล่านี้มีสภาพคล่องต่ำและต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะเรียกเก็บคืนได้
แต่ในทางกลับกัน กองทุนกลับเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยเข้ามาถือครองหน่วยลงทุนและคาดหวังว่าจะถอนเงินออกได้ตามต้องการ เมื่อเกิดความผันผวนของตลาดจนนักลงทุนแห่ถอนเงินพร้อมกัน จุดนี้จึงกลายเป็นคอขวดทันที ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่านี่คือบทเรียนครั้งสำคัญที่เตือนให้เห็นถึงความเสี่ยงของการนำสินทรัพย์สภาพคล่องต่ำมาขายให้กับนักลงทุนรายย่อยที่อาจไม่พร้อมรับมือกับเงื่อนไขในยามวิกฤต
นักวิเคราะห์จาก Morningstar มองว่านี่คือสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่ที่บอกว่า "ทางออกที่ดูเหมือนจะเปิดกว้างในยามปกติ อาจจะกลายเป็นคอขวดที่บีบคั้นนักลงทุนได้ทุกเมื่อในยามที่เกิดวิกฤต" หลังจากนี้เราอาจจะได้เห็นกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นในการควบคุมกองทุนประเภทนี้ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่นักลงทุนต้องถูกขังอยู่ในกองทุนเพียงเพราะความผันผวนชั่วคราวของตลาดโลก
อ้างอิง: reuters, finance.yahoo
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด