The Android Show I/O Edition 2026 อัด 9 ประกาศใหญ่ก่อน Google I/O เปลี่ยน Android เป็นระบบอัจฉริยะ ที่ Gemini ช่วยทำงานข้ามแอปฯ ได้มากขึ้น

หนึ่งสัปดาห์ก่อนงาน Google I/O ประจำปี Google จัดเวทีเฉพาะของ Android ในชื่อ The Android Show: I/O Edition เพื่อเคลียร์ประกาศฝั่งผู้ใช้ทั่วไปให้จบในครั้งเดียว แล้วเก็บเวที I/O วันที่ 19 พฤษภาคม 2026 ไว้ให้นักพัฒนา สิ่งที่งานนี้ส่งสัญญาณคือ Google ไม่ได้มอง Android เป็นแค่ระบบปฏิบัติการ (Operating System) อีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนให้กลายเป็น "ระบบอัจฉริยะ" (Intelligence System) ที่ Gemini อยู่ในทุกจุด ตั้งแต่หน้าโฮม คีย์บอร์ด เบราว์เซอร์ ไปจนถึงคอนโซลในรถยนต์

ของชิ้นใหญ่ที่สุดของงานคือ Googlebook หมวดแล็ปท็อปใหม่ที่ผสาน Android กับ ChromeOS เข้าด้วยกัน ผ่านความร่วมมือกับ Acer, ASUS, Dell, HP และ Lenovo ฟีเจอร์ผู้ใช้ส่วนใหญ่จะทยอยปล่อยช่วงฤดูร้อน 2026 บน Samsung Galaxy S26 และ Google Pixel 10 ก่อน แล้วค่อยขยับไปสมาร์ตวอตช์ รถยนต์ แว่น XR และแล็ปท็อปในลำดับถัดมา

Gemini Intelligence ทำงานหลายขั้นข้ามแอปได้แล้ว

หัวใจของงานนี้คือการอัปเกรด Gemini ให้ทำงานต่อเนื่องหลายขั้นข้ามแอป (Multi-step) ได้จริง ไม่ใช่แค่ตอบคำถามเหมือนผู้ช่วยรุ่นก่อน วิธีใช้คือกดค้างปุ่ม Power แล้วสั่งงานด้วยเสียง ตัวอย่างที่ Google ยกมาคือสั่งเรียกรถผ่าน Ride-sharing จองคลาสฟิตเนส ถ่ายรูปลิสต์ของชำแล้วให้ Gemini ไปสั่งซื้อให้ครบ หรือเอาโบรชัวร์ท่องเที่ยวให้ดูแล้วช่วยวางแผนทริปต่อให้

ระบบจะลงมือทำเฉพาะตอนผู้ใช้สั่งเท่านั้น และหยุดทันทีเมื่อภารกิจเสร็จ ส่วนพาร์ตเนอร์รอบแรกที่ Gemini เชื่อมไปได้คือ DoorDash และ Expedia โดยจะขยายเพิ่มต่อในปีนี้

อีกฟีเจอร์ที่ตามมาคือ Intelligent Autofill ที่ดึงข้อมูลจากแอปที่ผู้ใช้อนุญาตให้เชื่อมต่อ มาช่วยกรอกฟอร์มต่าง ๆ บนมือถือให้อัตโนมัติ Google ย้ำหลายครั้งว่าทุกการเชื่อมต่อระหว่าง Gemini กับ Autofill เป็น opt-in ทั้งหมด เปิดและปิดได้ในแอป Settings

Rambler และ Create My Widget ฟีเจอร์ที่ปรับ Gboard กับหน้าโฮมไปอีกขั้น

Rambler บน Gboard เป็นเครื่องมือที่แปลงคำพูดธรรมชาติให้กลายเป็นข้อความที่เรียบเรียงแล้ว ทั้งคำพูดติดอ่าง การพูดวกไปวนมา การแก้คำตัวเอง หรือสลับภาษาในประโยคเดียว ตัวระบบจะจัดให้กลายเป็นข้อความที่อ่านรู้เรื่อง โดยเสียงจะประมวลผลบนคลาวด์แต่ไม่ถูกเก็บไว้

ส่วน Create My Widget ให้ผู้ใช้พิมพ์หรือบอกด้วยเสียงว่าอยากได้วิดเจ็ตหน้าจอแบบไหน ระบบจะสร้างขึ้นมาให้ ดึงข้อมูลจาก Google apps อย่าง Gmail และ Calendar มาประกอบให้อัตโนมัติ

Android 17 พา Screen Reactions มาถ่ายรีแอ็กชันซ้อนคลิปในจังหวะเดียว

ฝั่งครีเอเตอร์ Android 17 มาพร้อม Screen Reactions ที่บันทึกหน้าจอกับภาพหน้าผู้ใช้ไปพร้อมกัน ไม่ต้องสลับแอปและไม่ต้องตั้งฉากเขียว เหมาะกับคลิปสาย React โดยจะเริ่มลง Pixel ในช่วงฤดูร้อน 2026 ก่อน

พาร์ตเนอร์รอบนี้ที่น่าจับตาคือ Meta ที่อัปเกรด Instagram บน Android ให้รองรับการอัปโหลดที่ดีขึ้น ทั้งภาพ Ultra HDR ที่ Google บรรยายว่า "Lifelike vibrancy with colors that truly pop" ระบบกันสั่นวิดีโอ และ Night Sight สำหรับถ่ายในที่แสงน้อย พร้อม Instagram บนแท็บเล็ตที่จะใช้งานเต็มรูปแบบในที่สุด

แอป Edits ของ Instagram จะได้เครื่องมือ AI ที่ทำงานในเครื่อง (On-device) สองตัวใหม่เฉพาะบน Android คือ Smart Enhance ที่อัปสเกลภาพและวิดีโอด้วยปุ่มเดียว และ Sound Separation ที่แยกเสียงลม เสียงรบกวน และเสียงเพลงออกจากกัน เพื่อเลือกเปิดปิดได้ตามต้องการ ส่วน Adobe Premiere จะลง Android tablet ในฤดูร้อนนี้ พร้อมเทมเพลตและเอฟเฟกต์เฉพาะสำหรับทำ YouTube Shorts

อีกของฝั่งวิดีโอที่ Google ทำกับ Samsung คือฟอร์แมตวิดีโอระดับโปรชื่อ Advanced Professional Video (APV) ที่ใช้พื้นที่น้อยลง โดยอาศัยฮาร์ดแวร์ Snapdragon 8 Elite Gen 5 มาเร่งความเร็ว ตอนนี้เริ่มใช้ได้บน Samsung Galaxy S26 Ultra และ vivo X300 Ultra แล้ว

Pause Point ฟีเจอร์ที่ขอให้คิดก่อนเปิดแอปดูดเวลา

Pause Point เป็นฟีเจอร์ที่ Google บอกตรง ๆ ว่าออกแบบมาแก้พฤติกรรม "เปิดแอปแบบอัตโนมัติ" หรือ Autopilot ตามคำของ Google เอง ทำงานง่าย ๆ คือหน่วงเวลา 10 วินาทีก่อนเปิดแอปที่ผู้ใช้ระบุว่าเป็นแอปดูดเวลา

ระหว่าง 10 วินาทีนั้น ผู้ใช้จะมีทางเลือกหลายอย่าง ทั้งทำแบบฝึกหายใจสั้น ๆ ตั้งเวลาเล่นแอป เปิดดูภาพถ่ายที่ชอบ หรือดูแอปทางเลือกอย่างหนังสือเสียง (Audiobook) ที่ระบบเสนอให้แทน

จุดที่ดูตั้งใจที่สุดของฟีเจอร์นี้คือ ถ้าผู้ใช้อยากปิด Pause Point จะต้องรีสตาร์ตเครื่องเท่านั้น ไม่สามารถกดปิดในแอปได้ทันที Google บอกว่านี่เป็นการบังคับให้ตัดสินใจอย่างตั้งใจ ไม่ใช่ตอบสนองตามความหุนหันพลันแล่น

อีโมจิ 3D Noto 3D ดีไซน์ใหม่ที่เน้นมิติ

Google เปิดตัวอีโมจิชุดใหม่ในชื่อ Noto 3D ที่บริษัทเรียกตรง ๆ ว่าเป็นการเดินทาง "จากบล็อบอีโมจิยุค 2010 มาสู่ Noto 3D" จุดที่ปรับคือการเพิ่มแสงเงาและการไล่สีให้ดูมีมิติทางกายภาพมากขึ้น เพื่อ "ลดระยะห่างระหว่างข้อความที่ได้รับ กับการรู้สึกว่ามีตัวตนของผู้ส่งจริง ๆ" โดยจะเริ่มลง Pixel ก่อน แล้วค่อยขยายไปยังบริการอื่นของ Google ในลำดับถัดมา

Quick Share จับมือ AirDrop และย้ายเครื่อง iPhone มา Android ได้ไร้สาย

ของน่าตื่นเต้นที่หลายคนรอมานานคือ Quick Share ของ Android ที่ตอนนี้ทำงานร่วมกับ AirDrop ของ Apple ได้แล้ว ผู้ใช้ Android เปิด Quick Share แล้วให้ระบบสร้าง QR Code ขึ้นมา เพื่อแชร์ไฟล์ให้ iPhone ผ่านระบบคลาวด์ได้ทันที เริ่มทยอยปล่อยให้ Android ทุกรุ่นภายในหนึ่งเดือน โดยเริ่มจาก Pixel และ Samsung ก่อน แล้วขยายไปยัง OPPO, OnePlus, Vivo, Xiaomi และ HONOR ในปีนี้ พร้อมการเชื่อมเข้า WhatsApp และแอปอื่นที่จะตามมา

อีกของที่ตามกันมาคือการย้ายเครื่องจาก iOS มา Android แบบไร้สาย ซึ่งมาจากความร่วมมือระหว่าง Google กับ Apple ครอบคลุมการย้ายรหัสผ่าน รูปถ่าย ข้อความ แอป รายชื่อผู้ติดต่อ การจัดวางหน้าโฮม และข้อมูล eSIM โดยจะเริ่มที่ Samsung Galaxy และ Google Pixel ก่อน

นอกจากนี้ Google ยังประกาศว่าระบบ End-to-End Encryption สำหรับข้อความ RCS จะเริ่มทยอยใช้งานข้าม Android และ iOS โดยอ้างตัวเลขว่ามีข้อความ RCS ที่ส่งกันราว 2.5 พันล้านข้อความต่อวัน

Gemini เข้ารถจริง แทนที่ Google Assistant ใน "Cars with Google built-in"

Google ประกาศตั้งแต่ 30 เมษายน 2026 ว่า Gemini จะเข้าทำงานในรถยนต์ที่มี Google built-in โดยมาแทน Google Assistant อย่างสมบูรณ์ ผู้ใช้คุยกับระบบได้แบบสนทนาธรรมชาติ ไม่ต้องใช้คำสั่งเสียงตายตัวอีกต่อไป สั่งด้วย "Hey Google" แล้วบอกได้เลยว่า "หาร้านอาหารแบบนั่งกินที่รีวิวดีระหว่างทาง"

Gemini สามารถสรุปข้อความที่เข้ามาขณะขับ ตอบกลับด้วยเสียง และแก้คำพูดได้โดยไม่ต้องเริ่มใหม่ สั่งเพลงตามแนวและอารมณ์โดยไม่ต้องจำชื่อสถานี ตอบคำถามเฉพาะของรถจากคู่มือผู้ใช้ของแต่ละแบรนด์ บอกสถานะแบตของรถ EV หาจุดชาร์จใกล้ ๆ และปรับระบบปรับอากาศได้ ฟีเจอร์ Gemini Live แบบ Beta จะรองรับการสนทนาต่อเนื่องหลายรอบโดยไม่สะดุด เหมาะสำหรับคุยเรื่องประวัติสถานที่ที่กำลังจะไป

เริ่มจากผู้ใช้ภาษาอังกฤษในสหรัฐฯ ก่อน ทั้งบนรถใหม่และรถที่มีอยู่แล้วผ่าน Software Update แล้วค่อยขยายภาษาและประเทศต่อไป

Android Auto ยกเครื่อง Material 3 Expressive และแผนที่ 3D ที่ใหญ่ที่สุดในรอบ 10 ปี

ฝั่ง Android Auto ที่เป็นการต่อมือถือกับจอรถยนต์ ได้รับการรีดีไซน์ครั้งใหญ่ด้วย Material 3 Expressive ทั้งฟอนต์ แอนิเมชัน และวอลเปเปอร์ใหม่ ส่วน Immersive Navigation ของ Google Maps ที่บริษัทเรียกว่าเป็นการอัปเกรดใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 10 ปี จะขึ้นภาพ 3D ของอาคาร สะพานข้าม และภูมิประเทศ พร้อมไฮไลต์เลน ไฟจราจร และป้ายหยุด

ในรถที่มี Google built-in ระบบไกด์เลนแบบสด (Live Lane Guidance) จะใช้กล้องหน้ารถวิเคราะห์เลนแบบเรียลไทม์ และตอนจอด ผู้ใช้สามารถดู YouTube ในรถได้ที่ความละเอียด Full HD 60fps พร้อมเสียงเซอร์ราวด์ Dolby Atmos ในรถที่รองรับ เมื่อเริ่มขับ วิดีโอจะเปลี่ยนเป็นเสียงอย่างเดียวอัตโนมัติ

Gemini ในรถยังเชื่อมกับ Magic Cue เพื่ออ่านข้อมูลจากข้อความและปฏิทินมาเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องอัตโนมัติ และสั่งอาหารผ่าน DoorDash ขณะขับได้ ตัวอย่างที่ Google ให้คือ "สั่งทาโก้ปลาแบบประจำที่ DoorDash แต่ขอสองชุด"

พาร์ตเนอร์รอบแรกประกอบด้วย BMW, Ford, Genesis, Hyundai, Kia, Mahindra, Mercedes-Benz, Renault, Škoda, Tata และ Volvo จะทยอยปล่อยอัปเดตตลอดปี 2026

Googlebook แล็ปท็อปใหม่ที่ผสาน Android เข้ากับ ChromeOS

ของชิ้นที่น่าสนใจที่สุดของงานคือ Googlebook ที่ Google ตั้งใจสร้างให้เป็นหมวดแล็ปท็อปใหม่ ผสาน Android กับ ChromeOS เข้าด้วยกัน และออกแบบมาให้ทำงานต่อกับมือถือ Android ได้ลื่นไหล

ฟีเจอร์เด่นชื่อ Magic Pointer คือเคอร์เซอร์อัจฉริยะที่ผู้ใช้ชี้ไปที่อะไรบนจอ Gemini ก็จะเสนอการกระทำที่เกี่ยวข้องให้ เช่น ชี้วันที่ในอีเมลแล้วเสนอให้สร้างนัด หรือเลือกภาพสองภาพแล้วให้ระบบจัดวางคู่กันได้ทันที

อีกฟีเจอร์ที่ทาบกันกับฝั่งมือถือคือ Create your Widget ที่ผู้ใช้บอก Prompt แล้วระบบจะสร้างวิดเจ็ตหรือแดชบอร์ดให้ ตัวอย่างที่ Google ใช้คือการวางแผนรวมญาติที่ Berlin โดยรวบรวมเที่ยวบิน โรงแรม การจองร้านอาหาร และตัวนับวันให้อยู่ในที่เดียว

Quick Access จะให้ผู้ใช้ดู ค้นหา และแทรกไฟล์จากมือถือเข้ามาในเครื่องได้โดยไม่ต้องโอนไฟล์จริง รวมถึงเปิดแอป Android บนเดสก์ท็อปได้โดยตรง ในส่วนของฮาร์ดแวร์ ดีไซน์เด่นคือแถบเรืองแสงชื่อ "glowbar" ที่ Google บอกว่าเป็นทั้งฟังก์ชันและความสวยงาม ตัวเครื่องจะวางขายในฤดูใบไม้ร่วง 2026 รายละเอียดเพิ่มเติมที่ googlebook.com

ระบบกันมิจฉาชีพและเรื่องความเป็นส่วนตัวที่จัดเต็ม

หนึ่งในประเด็นที่ Google ลงน้ำหนักมากที่สุดของงานคือเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว เริ่มจาก Verified Financial Calls ที่จับสายโทรศัพท์ปลอมแอบอ้างเป็นธนาคาร เมื่อมีสายเข้าที่ดูเหมือนมาจากธนาคาร ระบบจะถามแอปธนาคารตัวจริงว่ามีการโทรนี้จริงหรือไม่ ถ้าไม่จริงระบบจะตัดสายเอง พาร์ตเนอร์รอบแรกคือ Revolut, Itaú และ Nubank

Live Threat Detection จะตรวจจับพฤติกรรมที่เสี่ยงเพิ่มเติม เช่น การฟอร์เวิร์ด SMS ที่ผิดปกติ และการใช้ระบบ Accessibility Overlay ในทางที่ไม่ถูกต้อง ระบบสามารถดึงกฎตรวจจับใหม่ ๆ ลงเครื่องแบบ Dynamic ได้ทันทีเมื่อมีภัยใหม่เกิดขึ้น เริ่มลง Android 17 ในครึ่งหลังของปี 2026

ฟีเจอร์ Mark as Lost จะบังคับใช้ Biometric ร่วมกับรหัสผ่าน เพื่อกันผู้ที่ขโมยทั้งเครื่องและรหัสไปไม่ให้เข้าใช้งานได้ การกันขโมยแบบ Default-on จะเปิดให้ตั้งแต่แกะกล่องบน Android 17 ทั่วโลก และขยายไปยัง Android 10 ขึ้นไปในตลาดที่มีปัญหาขโมยเครื่องสูง

ในด้านความเป็นส่วนตัว Google เพิ่มปุ่ม Temporary Location ที่อนุญาตให้แอปดูตำแหน่งเฉพาะตอนเปิดแอปเท่านั้น และมี Contact Picker ที่ให้แอปเข้าถึงผู้ติดต่อเฉพาะรายชื่อที่เลือก ไม่ใช่ทั้งสมุดที่อยู่ Android 17 ยังมีฟีเจอร์ใหม่ชื่อ AISeal ที่ใช้ pKVM แยกการประมวลผลข้อมูลที่อ่อนไหวออกผ่าน Private Compute Core และ Private AI Compute เพื่อปกป้องข้อมูลที่ AI ใช้

ฟีเจอร์เล็ก ๆ ที่น่าสนใจคือ รหัส OTP จะถูกซ่อนจากแอปส่วนใหญ่อัตโนมัติเป็นเวลา 3 ชั่วโมง และ Android เริ่มใช้ Post-Quantum Cryptography เพื่อเตรียมรับมือกับยุคคอมพิวเตอร์ควอนตัม

ของสำหรับนักพัฒนาที่ส่งผลถึงผู้ใช้

ในงาน Developers Cut ที่ปล่อยควบคู่กัน Google เปิดตัว AppFunctions API ที่ให้แอปเปิดบริการ ข้อมูล และฟังก์ชันให้ระบบและตัวเอเจนต์เรียกใช้ผ่านคำสั่งเสียงได้ โดยมีคำอธิบายเป็นภาษาธรรมชาติ KakaoTalk ของเกาหลีเป็นแอปแรก ๆ ที่ทดลองและใช้สั่งโทรหรือส่งข้อความผ่านระบบนี้

นอกจากนี้ยังมี RemoteCompose ผ่าน Jetpack Glance ที่ทำให้วิดเจ็ตมีลูกเล่นแบบ Snap Scroll ปุ่มขยับได้ และพาร์ติเคิลเอฟเฟกต์ พร้อมรองรับวิดเจ็ตบน Android Auto ในรถ 250 ล้านคันที่ใช้งานอยู่

ของส่วนใหญ่จะมาถึงผู้ใช้ในช่วงฤดูร้อน 2026 เริ่มจาก Samsung Galaxy S26 และ Pixel 10 ก่อน ส่วน Googlebook ของจริงจะวางขายในฤดูใบไม้ร่วง และระบบความปลอดภัยบน Android 17 จะตามมาในช่วงครึ่งหลังของปี 

สัปดาห์หน้าวันที่ 19 พฤษภาคม 2026 จะเป็นคิวของ Google I/O เต็มรูปแบบ ซึ่งคาดว่าจะอัดข่าวฝั่งโมเดล AI และเครื่องมือนักพัฒนามาเพิ่มอีกชุดใหญ่

ที่มา: Google Blog

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

Google เปิดตัว ‘Googlebook’ โน้ตบุ๊กยุคใหม่ออกแบบเพื่อ Gemini

Google เปิดตัว Googlebook โน้ตบุ๊กหมวดหมู่ใหม่ที่หลอมรวม Android กับ ChromeOS ออกแบบเพื่อ Gemini Intelligence ชูฟีเจอร์ Magic Pointer และ Create your Widget ผลิตโดย Acer, ASUS, Del...

Responsive image

ทำไมบางคนเลือกยุติการตั้งครรภ์​ ? เปิดอินไซต์ 12,000 เคส จาก ‘พักใจคลินิก’ ดาต้าใหม่ที่ได้จาก Telemedicine สะท้อนถึงวิกฤตเด็กเกิดใหม่ในไทย

ปี 2568 ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่ 416,574 คน ต่ำสุดในรอบ 75 ปี ตัวเลขนี้ทำให้ทั้งภาครัฐและเอกชนพยายามตอบคำถามเดิมซ้ำกันว่า 'ทำไมคนไทยไม่อยากมีลูก ?' แล้วออกมาตรการกระตุ้นการมีบุตร ลด...

Responsive image

ทำไม Formula 1 ถึงเป็นสถานที่ดีลธุรกิจแห่งใหม่ของ Startup และนักลงทุน

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา F1 ได้กลายเป็นอีกหนึ่ง ‘ศูนย์กลางธุรกิจ’ ของโลกเทคโนโลยี สตาร์ทอัพ นักลงทุน ไปจนถึงบริษัท AI และ Cloud รายใหญ่ของโลก...