
บีโอไอเผยยอดอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยล่าสุด ณ เดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 198 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 137,000 ล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ สถานีชาร์จไฟฟ้า ไปจนถึงบริการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่
ตัวเลขนี้สะท้อนทิศทางสำคัญของไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ เพราะการลงทุน EV รอบใหม่กำลังขยายจากการตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ ไปสู่ระบบนิเวศที่ต้องมีทั้งผู้ผลิตชิ้นส่วน แบตเตอรี่ ระบบอัจฉริยะ ซอฟต์แวร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนา ศูนย์ทดสอบ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จที่รองรับการใช้งานจริงทั่วประเทศ
คุณนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดงาน iEVTech 2026 ซึ่งจัดโดยสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ภายใต้แนวคิด "Driving Thailand's EV Future: Powering a Competitive & Connected Supply Chain" ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569

ยุทธศาสตร์ของบีโอไอในรอบนี้ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าหลายประเภท หรือ xEV ซึ่งรวมตั้งแต่ไมลด์ไฮบริด (MHEV), ไฮบริด (HEV), ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV), รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ หรือ BEV ไปจนถึงเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
การวางกรอบแบบนี้มีความสำคัญกับไทย เพราะตลาดรถยนต์เปลี่ยนผ่านด้วยจังหวะที่ต่างกัน รถบางกลุ่มยังต้องอาศัยเทคโนโลยีไฮบริดเป็นสะพานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายในกับรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ขณะที่ BEV เป็นปลายทางสำคัญของการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในระยะยาว
บีโอไอระบุว่า ไทยเคยสร้างฐานการผลิตโปรดักส์แชมเปี้ยนมาแล้วหลายช่วง ตั้งแต่รถกระบะขนาดหนึ่งตัน รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) รถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล หรือ Eco Car และกำลังขยับสู่ยุคยานยนต์พลังงานสะอาดและยานยนต์อัจฉริยะ
ในปี 2568 ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทมีสัดส่วนรวมกันกว่าร้อยละ 44 ของยอดจดทะเบียนรถใหม่ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3 เมื่อ 5 ปีที่แล้ว โดย HEV มีสัดส่วนสูงสุดที่ร้อยละ 21.8 ตามด้วย BEV ร้อยละ 19.6 และ PHEV ร้อยละ 2.9 ตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่าผู้บริโภคไทยเริ่มเปิดรับรถไฟฟ้าหลายรูปแบบพร้อมกัน และ HEV ยังมีบทบาทสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่าน
หากแยกตามกลุ่มการลงทุน ยอดส่งเสริมการลงทุน EV ณ เดือนพฤษภาคม 2569 เริ่มจากกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ BEV มูลค่า 39,500 ล้านบาท จาก 18 โครงการ ตามด้วยกลุ่มรถยนต์ HEV มูลค่า 29,900 ล้านบาท จาก 7 โครงการ และกลุ่ม PHEV มูลค่า 9,429 ล้านบาท จาก 7 โครงการ
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่น เช่น รถบัสไฟฟ้าและรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า มูลค่า 3,100 ล้านบาท จาก 18 โครงการ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ช่วยให้การเปลี่ยนผ่าน EV ขยายออกจากตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไปสู่ระบบขนส่งสาธารณะและการเดินทางในชีวิตประจำวัน
อีกแกนที่สำคัญคือการลงทุนในแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน หรือ Battery & ESS มูลค่ารวม 33,500 ล้านบาท จาก 57 โครงการ เพราะแบตเตอรี่เป็นชิ้นส่วนหลักที่กำหนดทั้งต้นทุน สมรรถนะ และความสามารถในการแข่งขันของรถยนต์ไฟฟ้า
ส่วนกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญสำหรับ EV เช่น มอเตอร์ขับเคลื่อน ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ และระบบควบคุมพลังงานสำหรับ EV มีมูลค่าลงทุนรวม 12,500 ล้านบาท จาก 49 โครงการ ขณะที่กลุ่มสถานีชาร์จและสับเปลี่ยนแบตเตอรี่มีมูลค่า 9,788 ล้านบาท จาก 42 โครงการ โดยจะมีการติดตั้งกว่า 22,900 หัวชาร์จทั่วประเทศ รวมถึงหัวชาร์จเร็วกว่า 10,000 หัวชาร์จ
โครงสร้างการลงทุนลักษณะนี้ทำให้เห็นภาพของอุตสาหกรรมที่เริ่มครบวงจรมากขึ้น เพราะรถ EV ต้องพึ่งทั้งโรงงานผลิตรถ แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ระบบซอฟต์แวร์ และโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ หากส่วนใดส่วนหนึ่งขาดไป การเติบโตของตลาดจะติดขัดทันที
บีโอไอระบุว่า ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า BEV ที่ได้รับการส่งเสริมในช่วง 3 ถึง 4 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เริ่มเดินสายการผลิตในไทยแล้ว โดยเริ่มจาก เมอร์เซเดส เบนซ์ ตามมาด้วย เกรท วอลล์ มอเตอร์, เอสเอไอซี มอเตอร์ ซีพี, บีวายดี, ไอออน ออโตโมบิล, ฉางอาน, อีวี ไพรมัส และรายล่าสุดที่เริ่มผลิต BEV ในปี 2569 ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู, ฮุนได โมบิลิตี้ และโอโมดา แอนด์ เจคู
การเริ่มผลิตจริงของค่ายรถเหล่านี้เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญกว่าเพียงตัวเลขคำขอรับการส่งเสริม เพราะหมายถึงการลงทุนที่เปลี่ยนเป็นโรงงาน คนทำงาน และกำลังการผลิตในประเทศแล้ว โดยบริษัทในกลุ่มนี้มีการจ้างงานบุคลากรไทยรวมกันกว่า 16,000 คน
ในมุมของอุตสาหกรรม ไทยต้องรักษาบทบาทเดิมในฐานะฐานผลิตรถยนต์ของภูมิภาค พร้อมยกระดับไปสู่ฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอนาคต การแข่งขันจึงขยับจากการดึงค่ายรถเข้ามา ไปสู่การทำให้ซัพพลายเชนไทยเชื่อมต่อกับการผลิตยุคใหม่ได้จริง
เพื่อเปิดทางให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศปรับตัวเข้าสู่ซัพพลายเชนระดับโลก บีโอไอมีมาตรการส่งเสริมการร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบการไทยกับบริษัทต่างชาติ พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศผ่านงาน Subcon Thailand และงาน Sourcing Day
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บีโอไอจัดกิจกรรมจับคู่ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยกับค่ายรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว 18 ครั้ง เกิดการจับคู่ธุรกิจกว่า 1,200 คู่ ครอบคลุมผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยที่มีศักยภาพกว่า 800 ราย และคาดว่าจะสร้างมูลค่าการจัดซื้อชิ้นส่วนในประเทศกว่า 60,000 ล้านบาท
ตัวเลข 60,000 ล้านบาทจึงเป็นอีกตัวเลขที่ควรมองควบคู่กับยอดลงทุน 137,000 ล้านบาท เพราะเงินลงทุนจากค่ายรถและผู้ผลิตชิ้นส่วนต่างชาติจะสร้างอิมแพคกับเศรษฐกิจไทยมากขึ้น เมื่อผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าไปอยู่ในสายการผลิตใหม่ได้ ตั้งแต่ชิ้นส่วนเครื่องกลเดิมที่ต้องปรับตัว ไปจนถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และระบบควบคุมที่มีมูลค่าสูงกว่าเดิม
คุณนฤตม์กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก และเป็นโอกาสสำคัญของไทยในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของซัพพลายเชนและระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค พร้อมสร้างโอกาสให้คนไทยผ่านการจ้างงาน การพัฒนาบุคลากร และการยกระดับผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนใหม่
งาน iEVTech 2026 ยังมีองค์กรระหว่างประเทศเข้าร่วมจำนวนมาก เช่น สมาพันธ์ยานยนต์ไฟฟ้าแห่งเอเชีย, China EV100, สมาคม EV จากมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ลาว จีน และฮ่องกง ตลอดจนบริษัทชั้นนำในห่วงโซ่ยานยนต์ไฟฟ้าจากหลายประเทศ
การมีเวทีระดับภูมิภาคในไทยสะท้อนว่าการแข่งขัน EV ของอาเซียนเกี่ยวข้องกับหลายชั้นพร้อมกัน ตั้งแต่ยอดขายรถยนต์ในประเทศ มาตรฐาน นโยบาย การลงทุนข้ามประเทศ ไปจนถึงการเชื่อมซัพพลายเชนระหว่างประเทศในภูมิภาค
สำหรับไทย โจทย์ถัดไปจึงอยู่ที่การเปลี่ยนฐานการผลิตรถยนต์ที่มีอยู่เดิมให้กลายเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่ครบวงจรขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่รถยนต์ แบตเตอรี่ ชิ้นส่วน ซอฟต์แวร์ หัวชาร์จ ไปจนถึงการพัฒนาคน หากไทยเชื่อมองค์ประกอบเหล่านี้เข้าด้วยกันได้เร็วพอ เงินลงทุน EV รอบนี้จะกลายเป็นฐานใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในทศวรรษหน้า
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด