
เม็ดเงินคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม EV ของไทย ตั้งแต่ปี 2560 ถึงเดือนมีนาคม 2569 ทะลุ 182,000 ล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตรถยนต์ EV ทุกประเภท แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ ไปจนถึงสถานีชาร์จ ตัวเลขนี้สะท้อนว่าไทยยังคงเป็น "ฐานการผลิต EV หลักของภูมิภาค" และเป็นเหตุผลที่ผู้ผลิตยานยนต์ระดับโลกจากจีน ญี่ปุ่น และยุโรป ยังทยอยเข้ามาวางหมุดในประเทศ
เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จัดงาน BOI Symposium ภายใต้หัวข้อ "Thailand Driving Toward Smart and Green Mobility" ในงาน SUBCON Thailand 2026 โดยดึง China EV100 องค์กร Think Tank ด้านยานยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของจีน พร้อมผู้บริหารบริษัทยานยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนระดับโลกที่เข้ามาลงทุนในไทย มาร่วมแลกเปลี่ยนทิศทางอุตสาหกรรม โดยมีนักลงทุนและผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 500 คน
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ BOI กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "Policies to Accelerate Smart and Green Mobility" โดยชี้ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้า ยานยนต์อัจฉริยะ และเทคโนโลยีดิจิทัล หรือที่เรียกว่า ACES ซึ่งประกอบด้วย Autonomous, Connected, Electric และ Shared Mobility ส่งผลให้ซอฟต์แวร์ อิเล็กทรอนิกส์ ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ และระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ (ADAS) กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดในการแข่งขัน

นายนฤตม์มองว่านี่คือจังหวะที่ไทยจะต่อยอดจากฐานอุตสาหกรรมยานยนต์เดิมไปสู่ "ฐานการผลิตยานยนต์แห่งอนาคตแบบครบวงจร" ของภูมิภาค โดยต้องเดินทั้งมิติ Green Mobility และ Smart Mobility ควบคู่กัน
ที่น่าสนใจคือ วิกฤตตะวันออกกลางที่กระทบราคาพลังงานโลกกลายเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าโดยตรง ทำให้ Green Mobility ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ผูกกับความมั่นคงทางพลังงานและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ไทยจึงให้น้ำหนักกับการผลักดันการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการส่งเสริมพลังงานสะอาดเป็นการคู่ขนาน
"ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ตามกระแสการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่เรากำลังชิงจังหวะเป็นผู้กำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านนั้น พร้อมทั้งดึงดูดบริษัทชั้นนำจากทั่วโลก ทั้งในกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ EV ทุกประเภท รวมทั้งชิ้นส่วนที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงให้มาตั้งฐานการผลิตและส่งออกในไทย" นายนฤตม์กล่าว พร้อมระบุว่า BOI ได้หารือร่วมกับ 4 สมาคมหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อจัดทำมาตรการระยะต่อไปทั้งการสนับสนุนผู้ผลิตรถยนต์ในไทยอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และการยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย
นายจาง หยงเหว่ย ประธานสถาบันพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์พลังงานใหม่ (China EV100) ระบุว่าอุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเร่งตัวของการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า โดยคาดว่าในปี 2030 EV จะมีสัดส่วน 45% ของยอดขายทั่วโลก หรือราว 43 ถึง 45 ล้านคัน
จุดสำคัญที่นายจาง หยงเหว่ย ชี้คือ EV ไม่ได้เป็นแค่ยานยนต์อีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาเป็น "แพลตฟอร์มเทคโนโลยี" ที่ผสาน AI พลังงานสะอาด และบริการดิจิทัล ทำให้มูลค่าของอุตสาหกรรมย้ายจากเครื่องยนต์และฮาร์ดแวร์ ไปสู่ซอฟต์แวร์และระบบนิเวศบริการ ขณะเดียวกัน ความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านแบตเตอรี่ ชิป เทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ และมาตรฐานสากล จะเป็นหัวใจของการพัฒนาอุตสาหกรรมในระยะถัดไป

เวทีเสวนา "Global Smart Mobility Transformation: Technology, Supply Chain and Thailand's Strategic Position" ดึงผู้บริหารระดับสูงจากสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) BYD Bulletrux Isuzu Bosch และ Autoliv มาร่วมวิเคราะห์ทิศทางในมุมที่สอดคล้องกัน
นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) อธิบายว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ "การผลิตรถยนต์" อีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่ระบบอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี พลังงาน ข้อมูล และความยั่งยืน หัวใจคือการสร้าง EV Ecosystem ครบวงจรตั้งแต่มาตรฐาน การทดสอบ โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ไปจนถึงการพัฒนาบุคลากร ขณะเดียวกันผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยต้องเร่งปรับตัวจากการผลิตชิ้นส่วนแบบดั้งเดิม ไปสู่ชิ้นส่วนเทคโนโลยีมูลค่าสูงในระยะ 10 ถึง 15 ปีข้างหน้า
นาย Yubin Ke ผู้จัดการทั่วไป บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด มองว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ยุค xEV จากแรงกดดันด้านพลังงานและต้นทุนเชื้อเพลิง ไทยต้องเร่งขยายสถานีชาร์จทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อรองรับการขยายตัวของ xEV และต้องยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่การผสานระหว่างพลังงานสะอาด ยานยนต์ และซอฟต์แวร์ พร้อมเสนอประเด็นที่น่าสนใจว่า รถยนต์ PHEV จะเป็นกุญแจของช่วงเปลี่ยนผ่าน เพราะใช้ชิ้นส่วนจำนวนมาก ช่วยรักษาฐานการผลิตและอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศ จึงเสนอให้ภาครัฐเพิ่มการสนับสนุนรถยนต์กลุ่มนี้มากขึ้น
ฝั่งนาย Li Liang รองประธานฝ่าย Corporate Partners บริษัท Bulletrux ชี้ว่าในช่วงสามปีข้างหน้า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ ทั้งในการพัฒนารถยนต์อัจฉริยะ ระบบชาร์จ และเทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเธียม ขณะเดียวกัน จากผลกระทบของภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า ฐานการผลิตกำลังเร่งย้ายเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และไทยกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญในระยะยาว แต่การพัฒนาอุตสาหกรรม xEV ต้องไปคู่กับการพัฒนาพลังงานสะอาดและพลังงานชีวมวล
นาย Suguru Shimaya ผู้เชี่ยวชาญด้านเชื้อเพลิงชีวภาพ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด มองว่าจุดแข็งของไทยคือนโยบายภาครัฐที่เปิดกว้างและมีแผนชัดเจน รวมถึงเครือข่ายซัพพลายเชนที่แข็งแกร่งครบทุกระดับ ตั้งแต่ Tier 1 ถึง Tier 3 อย่างไรก็ตาม ไทยต้องเร่งพัฒนาซัพพลายเชนของ EV ควบคู่กับพลังงานสะอาด เช่น Biofuel และเทคโนโลยีต้นน้ำ พร้อมใช้ศักยภาพของเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) เดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด
นาย Joseph Ngo Hong กรรมการผู้จัดการ บริษัท Bosch บอกว่าอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเปลี่ยนเร็วจากแรงขับเคลื่อนของซอฟต์แวร์ อิเล็กทรอนิกส์ และ AI ที่ถูกผนวกรวมกันมากขึ้น ทำให้ซัพพลายเออร์ต้องเร่งปรับตัวและเลือกโฟกัสเทคโนโลยีที่ชัดเจน ขณะที่ภาครัฐต้องสนับสนุนทั้งด้านนโยบาย เช่น เซมิคอนดักเตอร์ การสร้างระบบนิเวศ และการเปิดรับเทคโนโลยีใหม่
ปิดท้ายด้วย นาย Christian Swahn รองประธานบริหารด้าน Global Supply Chain Management บริษัท Autoliv ระบุว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีพัฒนาการสอดคล้องกับแนวโน้มโลก โดยเฉพาะการยกระดับผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญในการเชื่อมโยงสู่ซัพพลายเชนระดับโลก แต่ไทยยังต้องเร่งยกระดับเทคโนโลยีในสายการผลิตเพื่อรักษาบทบาทในซัพพลายเชนยานยนต์โลกยุคใหม่
ตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม EV ที่สะสมเกิน 182,000 ล้านบาทระหว่างปี 2560 ถึงมีนาคม 2569 บอกว่านักลงทุนทั่วโลกยังเชื่อมั่นในไทยในฐานะฐานการผลิต EV หลักของภูมิภาค โจทย์ใหญ่ที่เหลืออยู่คือไทยจะแปลงเม็ดเงินนี้ให้กลายเป็น "ฐานการผลิตยานยนต์แห่งอนาคต" ครบทั้ง Green และ Smart ได้เร็วแค่ไหน ก่อนที่ประเทศคู่แข่งในภูมิภาคจะปิดช่องว่างเข้ามา
ที่มา: BOI
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด