
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า นอกเหนือจากบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นจำนวนมากแล้ว ผู้ประกอบการไทยก็มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และมีการลงทุนเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ในปี 2568 คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบริษัทที่มีหุ้นไทยข้างมาก มีจำนวน 1,170 โครงการ คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของจำนวนโครงการที่ขอรับการส่งเสริมทั้งหมด มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 676,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 86
สะท้อนถึงขีดความสามารถด้านการลงทุนของภาคเอกชนไทย โดยเฉพาะในสาขาที่ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพสูง เช่น กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและการขนส่ง กลุ่มดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์ กลุ่มพลังงานสะอาด กลุ่มโลหะและเคมีภัณฑ์ กลุ่มเกษตรและอาหาร กลุ่มบริการทางการแพทย์ กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์
กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและการขนส่ง มีเงินลงทุนรวม 195,899 ล้านบาท (98 โครงการ)
โดยมีโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมของกลุ่มอมตะ, โรจนะ, บางปะกง อินดัสเทรียล เอสเตท, เจซีเค, อารยะ, ซีพี ฟิวเจอร์ ซิตี้ โครงการผลิตน้ำประปาและน้ำเพื่อการอุตสาหกรรมของ บจ.ทีดับบลิว วอเทอร์ และ บจ.อีสท์วอเตอร์ สเตคอน ยูทิลิตี้ส์ โครงการขนส่งทางรางของ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ โครงการขนส่งทางอากาศของ บมจ.การบินไทย และโครงการขนส่งสินค้าทางเรือของอีกหลายบริษัท
กลุ่มดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์ มีเงินลงทุนรวม 187,494 ล้านบาท (66 โครงการ)
โดยเม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลอย่างดาต้าเซ็นเตอร์และบริการคลาวด์ เพื่อรองรับความต้องการด้านการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเทคโนโลยี AI ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เช่น บจ.ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ บจ.จีเอสเอ ดาต้า เซนเตอร์ และ บจ.ไทย ดีซี วัน
กลุ่มพลังงานสะอาด มีเงินลงทุนรวม 103,083 ล้านบาท (319 โครงการ)
ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม เช่น บจ.กันกุล โซลาร์ พาวเวอร์เจน, บจ.ดับบลิวเอชเอ โซลาร์, บจ.อีสานพลังงานสะอาด, บจ.บลู สกาย วินด์ พาวเวอร์
กลุ่มโลหะ เคมีภัณฑ์และวัสดุก่อสร้าง มีเงินลงทุนรวม 91,433 ล้านบาท (160 โครงการ)
โดยมีโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการผลิตโปแตซเซียมคลอไรด์ ของ บจ.เอเซีย แปซิฟิค โปแตซ และ บจ.อาเซียนโปแตชชัยภูมิ โครงการผลิตกระป๋องอะลูมิเนียมของ บจ.ไทย เบเวอร์เรจ แคน และ บจ.คราวน์ ทีซีพี เบฟเวอเรจ แคนส์ โครงการผลิตปูนซิเมนต์ของ บจ.ปูนซิเมนต์ไทย (ท่าหลวง)
กลุ่มเกษตรและอาหาร มีเงินลงทุนรวม 45,383 ล้านบาท (243 โครงการ)
โดยมีโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการผลิตซอสปรุงรสและอาหารพร้อมรับประทานส่งออกไปทั่วโลกของ บมจ.เอ็กโซติค ฟู้ด โครงการผลิตอาหารแปรรูปแช่แข็งของ บจ.อุตสาหกรรมทิววงษ์ โครงการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงของ บมจ.ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น และ บจ.แอบโซลูท นูทริชั่น
นอกจาก 5 กลุ่มหลักดังกล่าว ผู้ประกอบการไทยยังได้มีการลงทุนและสร้างนวัตกรรมในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ ด้วย เช่น
ที่ผ่านมา บีโอไอให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยมีบริษัทไทยจำนวนมากที่ได้รับการส่งเสริมจนสามารถเติบโตจาก SMEs เป็นบริษัทขนาดใหญ่ออกไปสู่ตลาดโลกได้
ในการขอรับการส่งเสริม บีโอไอกำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1 ล้านบาท และสำหรับ SMEs ไทย จะได้รับการผ่อนปรนเงินลงทุนขั้นต่ำเหลือเพียง 5 แสนบาท พร้อมอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรใช้แล้วในประเทศบางส่วนเพื่อลดต้นทุน และให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเป็นแต้มต่อพิเศษ โดยเพิ่มวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็น 2 เท่าของโครงการทั่วไป
นอกจากมาตรการทางภาษีแล้ว บีโอไอยังเดินหน้าใช้เครื่องมือด้านการเงินผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันฯ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการให้เงินอุดหนุนเพื่อพัฒนาบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Upskill & Reskill) โดยตั้งเป้าพัฒนาบุคลากร 1 แสนคน
อีกทั้งยังมีมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ปรับปรุงประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ การวิจัยและพัฒนา และการปรับเปลี่ยนไปสู่ธุรกิจใหม่หรืออุตสาหกรรมสีเขียว โดยให้เงินสนับสนุนร้อยละ 30-50 ของเงินลงทุนจริง
นายนฤตม์กล่าวว่า บีโอไอให้ความสำคัญกับการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ควบคู่กับการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงการจัดกิจกรรมเชื่อมโยงซัพพลายเชน และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างนักลงทุนไทยและต่างชาติ เพราะเศรษฐกิจจะเติบโตอย่างยั่งยืนได้ต้องมีฐานผู้ประกอบการในประเทศที่เข้มแข็ง
ตัวเลขการลงทุนของบริษัทไทยที่เติบโตถึงร้อยละ 86 ในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมสีเขียว เป็นสัญญาณที่ดี สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพ และพร้อมปรับตัวเพื่อก้าวสู่การแข่งขันในระดับโลก
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด