เปิดตัว Seedance 2.0 จุดเด่นคือ จัดระเบียบสตอรี่บอร์ดให้ พัฒนาโดย ByteDance บริษัทแม่ TikTok

กลายเป็นประเด็น Talk of the Town ในแวดวงเทคโนโลยีระดับโลกทันที เมื่อ ByteDance (บริษัทแม่ของ TikTok) ได้ประกาศเปิดตัว Seedance 2.0 โมเดล Generative AI สำหรับสร้างวิดีโอรุ่นล่าสุด ที่ไม่ได้มาแค่ภาพสวย แต่มาพร้อมทักษะการเล่าเรื่อง และเสียงประกอบแบบจบหลังบ้านในคลิปเดียว

Seedance 2.0 คืออะไร ทำไมถึงน่าสนใจ ?

สำหรับความโดดเด่นที่ทำให้ Seedance 2.0 ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนของวงการ Content Creation เริ่มต้นที่นวัตกรรมสถาปัตยกรรมแบบ Dual-branch Diffusion Transformer ซึ่งเป็นโครงสร้างการประมวลผลรูปแบบใหม่ที่แบ่งการทำงานเป็น 2 สาขาคู่ขนานกัน ช่วยให้ตัว AI สามารถคำนวณและสร้างทั้งภาพเคลื่อนไหวและเสียงประกอบขึ้นมาได้พร้อม ๆ กันในลักษณะ Simultaneous Generation ผลลัพธ์ที่ได้คือวิดีโอที่มีเสียงสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวอย่างสมบูรณ์โดยไม่ต้องเสียเวลาไปหา Sound Effect มาใส่เพิ่มในภายหลัง

นอกจากเรื่องเสียงแล้ว จุดที่ถือเป็น Game Changer สำคัญคือความสามารถในการสร้างวิดีโอแบบหลายคัตหรือ Multi-shot Narrative ซึ่ง AI สามารถเจนเนอเรตฉากที่เชื่อมโยงกันได้เอง โดยยังคงความต่อเนื่องของตัวละครรวมถึง Mood & Tone ของภาพเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่นตลอดทั้งคลิป ซึ่งจุดนี้ถือเป็นการแก้ Pain Point ใหญ่ที่เหล่านักสร้างวิดีโอ AI เคยเจอมาโดยตลอด

ในแง่ของงานโปรดักชัน Seedance 2.0 ยังแสดงศักยภาพระดับ Director’s Vision ผ่านการขยับมุมกล้องและการวางคอมโพสที่ลื่นไหลคล้าย ๆ กับมีผู้กำกับมืออาชีพมาวางสตอรี่บอร์ดให้ด้วยตัวเอง

ตัวโมเดลยังรองรับการส่งออกวิดีโอความละเอียดระดับ 2K ทำให้วิดีโอคุณภาพสูงหนึ่งชิ้นสามารถเสร็จสมบูรณ์ได้ภายในเวลาไม่ถึง 60 วินาทีเท่านั้น

ศึกชิงบัลลังก์ AI Video

ในขณะที่โลกกำลังจับตามองว่าใครจะเป็นผู้นำในตลาด Generative AI Video ภาพรวมของการแข่งขันในตอนนี้ได้แบ่งออกเป็น 3 ขั้วอำนาจที่มีจุดเด่นเฉพาะตัวที่ชัดเจนแตกต่างกันอย่างน่าสนใจ

  1. OpenAI กับ Sora ที่สร้างเสียงฮือฮาด้วยความสามารถด้าน Physical Realism หรือการจำลองกฎทางฟิสิกส์ในโลกความเป็นจริงลงไปในวิดีโอได้อย่างแนบเนียน ไม่ว่าจะเป็นการสะท้อนของแสงหรือการเคลื่อนที่ของวัตถุที่ดูสมจริงจนแยกไม่ออก เป้าหมายของ Sora คือการเป็น World Simulator ที่จำลองโลกเสมือนได้อย่างไร้ที่ติ
  2. Kuaishou กับโมเดล Kling ที่กลายเป็นขวัญใจสายโปรดักชันด้วยจุดขายด้าน Motion Control หรือความแม่นยำในการควบคุมการเคลื่อนไหว Kling ยกระดับการใช้งานไปอีกขั้นด้วยฟีเจอร์ที่ช่วยให้ผู้ใช้สั่งการให้ตัวละครทำท่าทางเฉพาะเจาะจงได้ตามต้องการ ลดการสุ่มของ AI และตอบโจทย์คนที่ต้องการงานวิดีโอที่มีทิศทางแน่นอน
  3. ByteDance กับ Seedance 2.0 เกมนี้ถูกเปลี่ยนทิศทางมาที่ความสามารถด้าน Coherent Storytelling หรือการเล่าเรื่องที่สอดคล้องต่อเนื่องกันตลอดทั้งเส้นเรื่อง ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่ AI หลายตัวยังก้าวข้ามไม่ได้ Seedance 2.0 ไม่ได้เน้นแค่ภาพสวยเพียงหนึ่งเฟรม แต่เน้นการเชื่อมโยงหลายๆ ฉากให้เข้ากันได้แบบไร้รอยต่อ และมีความเป็น Production-ready สูงมาก คือสามารถนำคลิปที่ได้ไปใช้งานต่อในเชิงพาณิชย์ หรือจบงานระดับพรีเมียมได้ทันทีด้วยเสียงประกอบและคัตติ้งที่จบในตัว

ความร้อนแรงของ Seedance 2.0 ได้กลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ขับเคลื่อนตลาดทุนในจีนให้พุ่งทะยาน โดยหลังจากการเปิดตัวเพียงไม่กี่วัน หุ้นในกลุ่มมีเดียและแอปพลิเคชัน AI ต่างได้รับอานิสงส์กันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็น COL Group Co. ที่หุ้นพุ่งชนเพดานสูงสุดของวันถึง 20% 

รวมถึงยักษ์ใหญ่ด้านความบันเทิงอย่าง Shanghai Film Co. และ Perfect World Co. ที่บวกเพิ่มไปถึง 10% สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมต่อเทคโนโลยี AI สัญชาติจีน

อ้างอิง: bloomberg, pandaily

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

อวท. ดันสตาร์ทอัพไทยไปตลาดโลก เปิดตัว ‘TSP Scale X Landing Program’ เปิดทางสตาร์ทอัพไทยโตข้ามพรมแดน พร้อมปูทางสตาร์ทอัพต่างชาติเข้าสู่ไทยและอาเซียน

อวท. โดย สวทช. เปิดตัว TSP Scale X Landing Program เชื่อมสตาร์ทอัพไทยสู่ตลาดโลก พร้อมสนับสนุนสตาร์ทอัพต่างชาติเข้าสู่ตลาดไทยและอาเซียน ผ่านเครือข่ายงานวิจัย ภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน ...

Responsive image

บอร์ดบีโอไอ ปรับทิศทางส่งเสริมการลงทุนยุคใหม่ ชูเทคโนโลยี คน และซัพพลายเชนไทย

บอร์ดบีโอไอ หรือคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ปรับทิศทางและบทบาทการส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทยครั้งใหญ่ โดยวางเป้าหมายใหม่ให้เม็ดเงินลงทุนที่ดึงเข้ามาต้องสร้างมูลค่าเพิ่มจริงและกระจา...

Responsive image

EV ฝั่งจีนขึ้นแท่นรถที่คนใช้งานสั้นกว่าโทรศัพท์ คนจีนใช้รถเฉลี่ยแค่ 1.8 ปีก็เปลี่ยน

คนจีนถึงเปลี่ยนรถ EV ไวกว่าสมาร์ตโฟน ด้วยอายุเฉลี่ยบนท้องถนนเพียง 1.8 ปี เจาะลึก 3 เหตุผลหลัก ทั้งเทคโนโลยีที่ไปไว ราคาขายต่อที่ตกแรง และพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่เน้นความอัจฉริยะ...