จีนห้ามเจ้าหน้าที่รัฐใช้ iPhone หวั่นเป็นภัยความมั่นคงของชาติ

จีนสั่ง “ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐใช้โทรศัพท์ IPhone” เพราะกังวลว่าการใช้โทรศัพท์ที่ผลิตโดยบริษัทในสหรัฐฯ อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติได้ 

คำสั่งนี้ออกมาในช่วงเดือนสิงหาคม โดยมุ่งเป้าไปที่หน่วยงานรัฐของจีนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการค้า การลงทุน และกิจการระหว่างประเทศโดยเฉพาะ ซึ่งเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานดังกล่าวมีเวลาถึงสิ้นเดือนกันยายนนี้ ในการเปลี่ยนไปใช้สมาร์ตโฟนแบรนด์อื่นแทน

ความตึงเครียดจีนกับสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น

คำสั่งดังกล่าวชี้ชัดว่าจีนต้องการแสดงออกถึงการแบนสหรัฐอเมริกา เนื่องจากคำสั่งห้ามเฉพาะเจาะจงไปที่ IPhone เพียงแบรนด์เดียวเท่านั้น แต่สมาร์ตโฟนแบรนด์อื่น ๆ ที่ไม่ได้มาจากสหรัฐยังคงใช้ได้ในประเทศจีน 

ในทำนองเดียวกัน Joe Biden ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบันก็เคยมีคำสั่งห้ามใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีนอย่าง Huawei และ ZTE มาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2021 แล้วเช่นเดียวกัน โดยให้เหตุผลว่าต้องการปกป้องชาวอเมริกันจากปัญหาด้านความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้นจากอุปกรณ์โทรคมนาคมเหล่านี้

คำสั่งเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำถึงปัญหาความตึงเครียดของจีนกับสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนความไม่ไว้วางใจที่เพิ่มขึ้นระหว่างจีนและโลกตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการค้า เทคโนโลยี และการสอดแนม

อ้างอิง: scmp

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

เมื่อกฎหมายไม่ใช่คอขวด เจาะอนาคตสินทรัพย์ดิจิทัลอาเซียน ผ่านรายงาน SCBX และ Hashed Open Research ชี้ทิศทางอนาคตการเงินดิจิทัลแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

SCBX ร่วมกับ Hashed Open Research (HOR) หน่วยงานคลังสมองด้านนโยบายของ Hashed บริษัทเวนเจอร์แคปิทัลด้าน Web3 ระดับโลก เปิดตัวรายงาน "Powering Southeast Asia's Digital Future" ซึ่งกล...

Responsive image

สจล. ปรับบทบาทครั้งใหญ่ ให้เริ่มทำโปรเจกต์จริงตั้งแต่ปี 1 ตอบโจทย์แวดวง AI, Semiconductor, Data Center

สจล. ปรับบทบาทมุ่งสร้าง "นวัตกร" รองรับอุตสาหกรรมอนาคต ดันสถิติบัณฑิตมีงานทำพุ่ง 85% สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ พร้อมคว้าอันดับ 1 มหาวิทยาลัยยอดนิยมสายวิทย์-เทคโนโลยี...

Responsive image

Hugging Face เล็งขายกิจการ คาดมูลค่าพุ่ง 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ เดินหน้าหาผู้ซื้อรายใหม่

Hugging Face กำลังเล็งขายกิจการ ซึ่งถ้าดีลนี้เกิดขึ้นจริงอาจดันมูลค่าบริษัทให้ทะยานสูงถึง 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐหรืออาจมากกว่านั้น...