เส้นทาง 10 ปี Finnomena เมื่อตัวเลข 0 กลายเป็น 1 เบื้องหลังหมุดหมาย WealthTech IPO แรกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“Can fintech in Southeast Asia really do the IPO"

นี่คือคำถามที่ คุณเจท เจษฎา สุขทิศ CEO และ Co-founder ของ Finnomena มักจะถูกถามอยู่เสมอ หรือแม้กระทั่งถามตัวเองตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

คำตอบของคำถามนั้นชัดเจนขึ้นบนเวที Techsauce Global Summit 2026 เมื่อ Finnomena ออกมาเปิดเผยว่า ได้ยื่นแบบคำขอเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (“แบบคำขอฯ”) และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เรียบร้อยแล้ว

หมุดหมายนี้ไม่เพียงสร้างความตื่นเต้นให้วงการการเงิน แต่กำลังจะเปลี่ยนตัวเลข 0 ให้กลายเป็น 1 ในฐานะ Thailand’s First Startup IPO และ Southeast Asia’s First WealthTech IPO

10 ปีแห่งการพยายาม จากจุดเริ่มต้นระดมทุน สู่ผู้นำ WealthTech

ย้อนกลับไปในปี 2016 Finnomena เริ่มต้นจากอดีตผู้จัดการกองทุนและกลุ่มคนฝันใหญ่ที่ต้องการให้คนไทยเข้าถึงการลงทุนได้อย่างเท่าเทียม ในวันที่บริษัทยังไม่มีเงินทุน พื้นที่เล็ก ๆ ในงาน Techsauce ยุคแรก ๆ คือโอกาสสำคัญที่ช่วยส่งเสียงของพวกเขาออกไปสู่สายตานักลงทุน

ตลอด 10 ปี การเดินทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ คำว่า พยายาม สำหรับ Finnomena คือการฝ่าฟันระดมทุนตั้งแต่ระดับ Seed Round จนถึง Series A และ B+ ดึงดูดนักลงทุนระดับโลกทั้งจากประเทศสิงคโปร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงการลองผิดลองถูก ปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ และลุยทำ Rebranding ครั้งใหญ่

ผลลัพธ์ของการไม่ยอมแพ้ สะท้อนออกมาผ่านตัวเลขในปัจจุบัน ได้แก่

  • 68,557 ล้านบาท: คือยอดสินทรัพย์ภายใต้การดูแล (AUA) สำหรับกองทุนรวม (ข้อมูล ณ 31 มีนาคม 2569)
  • 37% Market Share: ครองส่วนแบ่งอันดับ 1 ในกลุ่ม ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์แบบ ง (ประเภทบริษัทหลักทรัพย์) ในไทย (ข้อมูล ณ 31 ธันวาคม 2568)
  • Record High: สำหรับผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทฯ เติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2566 2567 และ 2568 กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้จากการให้บริการ 287.5 ล้านบาท 438.3 ล้านบาท และ 589.5 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (Compound Annual Growth Rate : CAGR) ประมาณร้อยละ 43.2 ต่อปี รวมทั้งสำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม  2569 กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้จากการให้บริการ เท่ากับ 235.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้า ซึ่งเท่ากับ 128.3 ล้านบาท และสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 กลุ่มบริษัทฯ มีกำไรเท่ากับ 105.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 153.4 จากปีก่อน รวมทั้งสำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 กลุ่มบริษัทฯ มีกำไรเท่ากับ 66.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 144.3 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า

ทำไมต้องเป็น WealthTech

คุณเจท ได้ฉายภาพให้เห็นถึงจิ๊กซอว์สำคัญที่ทำให้ปี 2026 กลายเป็น The Southeast Asian Turn หรือจุดเปลี่ยนของภูมิภาค

1. Fintech Global IPO Reopens: ตลาดการเงินโลกเริ่มฟื้นตัวจากภาวะ Recession และ Crypto Bust ในช่วงปี 2025 มีบริษัท Venture-backed Fintech เข้า IPO ถึง 13 บริษัท (เทียบกับ 3 ปีก่อนหน้าที่รวมกันได้เพียง 8 บริษัท) นำโดย WealthTech ระดับโลกอย่าง eToro และ Webull ในตลาด NASDAQ (อ้างอิงข้อมูลจาก J.P. Morgan)

2. Quiet Compounder (ผู้เติบโตอย่างเงียบเชียบ): ท่ามกลางกระแส Crypto และ Payment ตัวจริงที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง คือ WealthTech โดยรายงานจาก Google, Temasek และ Bain คาดการณ์ว่า AUA ของ WealthTech ในอาเซียนตั้งแต่ Seed Round ยัน Series A จะพุ่งจาก 90,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สู่ 400,000 - 410,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เติบโต เกือบ 5 เท่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า

3. ช่องว่างในตลาดไทยและอาเซียน: Mutual Fund penetration ของไทยยังอยู่ที่เพียง 30% เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ (140%) หรือญี่ปุ่น (48%) นี่ไม่ใช่จุดอ่อน แต่คือ พื้นที่ว่างที่รอการเติมเต็ม (อ้างอิงข้อมูลจาก The Global Economy เว็บไซต์รวมข้อมูลเศรษฐกิจโลกและสถิติรายประเทศ)

4. AI-Native Era: AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่เข้ามาเป็นตัวช่วยของที่ปรึกษาการเงิน ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลในเบื้องต้น เพื่อให้ผู้แนะนำการลงทุนนำผลลัพธ์มาใช้ในการวิเคราะห์และให้คำแนะนำที่เหมาะสมแก่ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมาช่วยสนับสนุนการดูแลเรื่อง Compliance ขณะที่มนุษย์ซึ่งเป็นที่ปรึกษาการเงินยังคงเป็นแกนกลางของความไว้ใจของลูกค้า รวมถึงการตัดสินใจลงทุนที่มีความซับซ้อน

From Zero to One หมุดหมายใหม่ของ Startup Ecosystem

ในทศวรรษที่ผ่านมา อาเซียนมี M&A เกิดขึ้นเกือบ 200 ครั้ง แต่ตัวเลขการ IPO ของ Venture-backed Fintech หรือ WealthTech ในภูมิภาคนี้กลับเป็น 0 มาโดยตลอด (อ้างอิงข้อมูลจาก Singapore Fintech Association & Ashu Research)

การยื่นแบบคำขอฯ ของ Finnomena ในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะของบริษัทเดียว แต่คือการพิสูจน์ให้เห็นว่า Startup ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถเติบโตจนสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และเพิ่มสภาพคล่องให้แก่นักลงทุนตั้งแต่ Seed Round ยัน Series A ได้จริง

จาก Startup ตัวเล็ก ๆ ในปี 2016 สู่ปี 2026 ที่ Finnomena กลับมายืนบนเวทีเดิมในฐานะ Start-up แรกที่ยื่นแบบคำขอฯ เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) และเข้าจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมทิ้งท้ายข้อความถึง Ecosystem ว่า

"เราหวังว่านี่จะเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับ Startup Ecosystem ในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน และหวังว่า Techsauce จะยังคงทำหน้าที่เป็นส่วนสำคัญในการเพาะพันธุ์และผลักดัน Startup รุ่นใหม่ๆ ให้ไปถึงฝั่งฝันเช่นเดียวกัน"

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

รถ EV นำเข้าไม่มีโรงงานในไทย เตรียมเจอภาษีแพงขึ้น บอร์ดอีวีเคาะแนวคิดใหม่ 'ยิ่งผลิตในไทยมาก ใช้ชิ้นส่วนในไทยเยอะ ภาษียิ่งถูกลง'

รถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าจากต่างประเทศโดยไม่มีโรงงานผลิตในไทยกำลังจะเสียภาษีสรรพสามิตแพงขึ้น ขณะที่ค่ายรถที่ลงทุนตั้งโรงงานในไทยและใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศมากขึ้นจะได้อัตราภาษีที่ต่ำล...

Responsive image

Krungsri Finnovate เปิดเกม Wellness Economy ชูสุขภาพสู่การลงทุนแห่งอนาคต ในงาน Future Wellness Economy Forum 2026

Krungsri Finnovate ตอกย้ำบทบาท Corporate Venture Capital ที่มุ่งเชื่อมโยง “เงินทุน นวัตกรรม และ Ecosystem” เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับธุรกิจ Healthcare และ Wellness จัดงาน Future Wel...

Responsive image

บีโอไอ อัดฉีดกว่า 4,800 ล้านบาท เสริมแกร่งธุรกิจไทย ปั้นบุคลากรทักษะสูงกว่า 7.6 หมื่นคน

บีโอไอไฟเขียวเพิ่ม 55 โครงการ ภายใต้มาตรการ Business Transformation และ Skill Bridge รวมสะสม 108 โครงการ วงเงินสนับสนุนกว่า 4,800 ล้านบาท ยกระดับธุรกิจไทยด้วย AI และระบบอัตโนมัติ พ...