เมื่อพูดถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI หลายคนมักจะตั้งคำถามด้วยความกังวลว่า "AI จะมาแย่งงานมนุษย์หรือไม่?" แต่สำหรับประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างจีน พวกเขากำลังพยายามพลิกมุมมองนี้ให้เป็นโอกาส ด้วยการเปิดตัวแผนยุทธศาสตร์ชาติแบบจัดเต็มที่เน้นการจ้างงานเป็นอันดับแรก หรือ Employment-First โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมเกิดใหม่ เป็นกลไกหลักในการปั๊มตำแหน่งงานและสร้างอาชีพใหม่ให้กับประชาชน
แผนดำเนินการสำหรับช่วงปี 2026-2030 ที่ประกาศโดยคณะมุขมนตรีแห่งรัฐ ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองอย่างมาก เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงทางสังคมที่รัฐบาลปักกิ่งให้ความสำคัญสูงสุด

ก่อนจะไปดูว่าจีนแก้ปัญหาอย่างไร เราต้องเข้าใจก่อนว่าทำไมรัฐบาลจีนถึงต้องเร่งขยับตัวในเรื่องนี้ ปัจจุบันตลาดแรงงานของจีนกำลังเผชิญกับแรงกดดันมหาศาล โดยเฉพาะใน 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ เด็กจบใหม่และ แรงงานอพยพ
ตัวเลขจากช่วงต้นปีสะท้อนให้เห็นภาพที่น่ากังวลว่า
ปัญหาเหล่านี้เป็นผลพวงมาจากการชะลอตัวของการลงทุนและยอดค้าปลีกที่ลดลง ทำให้รัฐบาลต้องงัดมาตรการกระตุ้นขนานใหญ่ออกมารับมือ
แผนใหม่ล่าสุดของจีนกาง Roadmap ออกมาถึง 9 ด้าน แต่ไฮไลต์ที่วงการ Tech ต้องขีดเส้นใต้คือ การนำ AI มาใช้ในตลาดแรงงาน โดยไม่ได้มองว่า AI คือภัยคุกคาม แต่มองว่าเป็นเครื่องมือ
รัฐบาลจีนเตรียมสร้างตำแหน่งงานใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยตรง พร้อมทั้งนำ AI ไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมดั้งเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งนอกจากจะสร้างงานแล้ว จีนยังเตรียมความพร้อมด้วยการจัดเทรนนิ่งทักษะแห่งอนาคต เพื่อช่วยให้แรงงานสามารถปรับตัวและเปลี่ยนสายอาชีพ ได้อย่างราบรื่นที่สุด
แม้จะดูสวยงาม แต่ในความเป็นจริง จีนก็กำลังเผชิญกับเหรียญสองด้านของเทคโนโลยีเช่นกัน
จากแผนปฏิบัติการ AI Plus ที่ตั้งเป้าจะดันการนำ AI ไปใช้ในภาคส่วนสำคัญให้ถึง 70% ภายในปี 2027 และ 90% ภายในปี 2030 ส่งผลให้เริ่มมีข้อพิพาทด้านแรงงานและการเลิกจ้างพนักงานในหลายเมืองใหญ่แล้ว
นักวิชาการจากสถาบันสังคมศาสตร์แห่งชาติจีน ได้ออกมาสะท้อนความเป็นจริงว่า AI อาจเข้ามาทำลายมูลค่าทักษะพื้นฐานของเด็กจบใหม่ และในขณะเดียวกันก็ไปทำให้ช่องว่างทางดิจิทัลของแรงงานสูงวัยให้กว้างขึ้นไปอีก ด้วยเหตุนี้ กระทรวงทรัพยากรบุคคลของจีนจึงต้องเตรียมออกนโยบายเฉพาะเพื่อมารองรับผลกระทบ และมีมาตรการเยียวยาอุตสาหกรรมที่ถูก AI ดิสรัปต์ควบคู่กันไป
นอกจากนี้รัฐบาลจีนตระหนักดีว่าลำพังเพียงการพึ่งพาอุตสาหกรรม AI ย่อมไม่เพียงพอที่จะโอบรับจำนวนผู้ว่างงานมหาศาลได้ จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องสร้างอุตสาหกรรมเกิดใหม่ขึ้นมาเป็นเสมือนฟองน้ำขนาดยักษ์เพื่อคอยซับแรงงานเหล่านี้
จีนได้พุ่งเป้าไปที่การเปิดพื้นที่ขุมทรัพย์แห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมพลังงานและวัสดุใหม่เพื่อรองรับเทคโนโลยีอย่างรถยนต์อีวี การบุกเบิกเศรษฐกิจน่านฟ้าหรือธุรกิจที่เกี่ยวกับการบินระดับต่ำอย่างโดรนส่งของ ไปจนถึงกลุ่มธุรกิจรักษ์โลกที่เน้นความยั่งยืน ซึ่งทั้งหมดนี้คือฟันเฟืองใหม่ที่จะมาช่วยสร้างตำแหน่งงานจำนวนมหาศาล
แต่สิ่งที่น่าจับตามองและถือเป็นไฮไลต์สำคัญที่สุดของยุทธศาสตร์นี้ คือ การบุกเบิกภาคเศรษฐกิจทางทะเล ซึ่งรัฐบาลจีนไม่ได้มองหยุดอยู่แค่งานประมงหรืองานเดินเรือแบบดั้งเดิมอีกต่อไป ล่าสุดสี่กระทรวงหลักของจีนได้จับมือกันผุดแคมเปญทลายกำแพงสายอาชีพ ด้วยการดึงเอาแรงงานทักษะสูง วิศวกร หรือผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ที่เคยทำงานอยู่บนบก ให้ย้ายข้ามสายไปลุยโปรเจกต์ล้ำยุคทางทะเลแทน
ภาพที่เราจะได้เห็นคือการนำคนเก่งเหล่านี้ไปพัฒนาเรือขนส่งสินค้าไร้คนขับ สร้างโดรนสำรวจใต้ทะเลลึก หรือพัฒนาระบบท่าเรืออัจฉริยะ เป้าหมายหลักของจีนก็คือการพลิกโฉมท้องทะเลให้กลายเป็นทั้งแหล่งทำเงินแห่งใหม่และแหล่งจ้างงานไฮเทคขนาดใหญ่ของประเทศ
การเดินหมากของจีนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และความพยายามอย่างหนัก ในการรักษาสมดุลระหว่างสองขั้ว นั่นคือการผลักดันประเทศให้ทะยานไปข้างหน้าด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ควบคู่ไปกับการดูแลความอยู่รอดของประชาชนให้มีงานทำ นี่จึงเป็นกรณีศึกษาระดับโลกที่น่าติดตามอย่างยิ่งว่า ท้ายที่สุดแล้วยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะสามารถผลักดันให้ AI กลายเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่ช่วยปลดล็อกวิกฤติคนว่างงานได้สำเร็จ หรือจะกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้คนตกงานเร็วกว่าเดิม
อ้างอิง: scmp
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด