
โลกร้อนขึ้นแตะ 1.37°C เทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรมแล้วในปี 2025 และถ้ายังปล่อยก๊าซเรือนกระจกกันในระดับนี้ต่อไป เส้นแบ่งสำคัญที่ 1.5°C ตามความตกลงปารีสจะถูกทะลุภายในราวปี 2030 นี่คือข้อสรุปจากรายงาน Indicators of Global Climate Change (IGCC) ฉบับล่าสุดที่เผยแพร่วันที่ 11 มิถุนายน 2026 ในวารสาร Earth System Science Data โดยทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติกว่า 70 คนจาก 56 สถาบันใน 17 ประเทศ ซึ่งหลายคนเป็นผู้เขียนหลักของรายงานคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC)
รายงานฉบับนี้อัปเดตตัวชี้วัดสภาพภูมิอากาศสำคัญเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจก อุณหภูมิพื้นผิวโลก ไปจนถึงระดับน้ำทะเล และปีนี้แทบทุกตัวชี้วัดพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าระบบภูมิอากาศทั้งระบบกำลังร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลข 1.37°C ขยับขึ้นจาก 1.36°C ที่รายงานฉบับปีก่อนหน้าประเมินไว้สำหรับปี 2024 และเกือบทั้งหมดของความร้อนที่เพิ่มขึ้นนี้มาจากฝีมือมนุษย์
ตัวชี้วัดที่ทีมวิจัยให้น้ำหนักมากที่สุดคือความไม่สมดุลของพลังงานโลก (Earth's Energy Imbalance) ซึ่งวัดว่าความร้อนกำลังสะสมอยู่ในระบบภูมิอากาศเร็วแค่ไหน ศาสตราจารย์ Piers Forster ผู้อำนวยการ Priestley Centre for Climate Futures แห่งมหาวิทยาลัย Leeds หัวหน้าทีมวิจัย อธิบายว่าหากไม่มีอิทธิพลจากมนุษย์ ค่านี้ควรอยู่ใกล้ศูนย์ แต่มันกลับเพิ่มขึ้นมาตลอดตั้งแต่ทศวรรษ 1970 จนตอนนี้อยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และ 'เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา'
Karina Von Schuckmann ที่ปรึกษาอาวุโสด้านวิทยาศาสตร์มหาสมุทรเพื่อนโยบายจาก Mercator Ocean International เสริมว่าความไม่สมดุลนี้กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในทุกองค์ประกอบของระบบภูมิอากาศ ทั้งมหาสมุทรและพื้นทวีปที่ร้อนขึ้น ชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (Permafrost) ที่กำลังละลาย น้ำแข็งที่หายไป และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น
ส่วนปี 2025 นั้นเป็นปีที่ร้อนที่สุดอันดับ 3 เท่าที่เคยบันทึกมา ซึ่งสอดคล้องกับระดับภาวะโลกร้อนจากฝีมือมนุษย์พอดี โดยความแปรปรวนตามธรรมชาติแทบไม่มีผลต่ออุณหภูมิเฉลี่ยโลกในปีที่ผ่านมา ดร. Samantha Burgess หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ด้านภูมิอากาศของ Copernicus Climate Change Service (C3S) ชี้ว่าความร้อนเกือบทั้งหมดในทศวรรษที่ผ่านมาเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ และผลกระทบต่อชีวิตผู้คนกับระบบนิเวศก็ปรากฏให้เห็นทั่วโลกแล้ว
ปี 2024 ซึ่งเป็นปีล่าสุดที่มีข้อมูลครบ โลกปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม 56.8 กิกะตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยตัวการหลักยังคงเป็นการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล ขณะที่ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศปี 2025 ก็ทำสถิติใหม่เช่นกัน คาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 425.6 ส่วนในล้านส่วน (ppm) มีเทนอยู่ที่ 1936.3 ส่วนในพันล้านส่วน (ppb) และไนตรัสออกไซด์อยู่ที่ 339.4 ppb
อัตราการร้อนขึ้นจากฝีมือมนุษย์ตอนนี้อยู่ที่ราว 0.27°C ต่อทศวรรษ ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และที่น่าสนใจคือส่วนหนึ่งมาจากความพยายามแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ เพราะการลดการปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ทำให้ละอองลอยที่เคยช่วยสะท้อนแสงอาทิตย์และบังความร้อนเอาไว้ลดลงไปด้วย ผลคือฤทธิ์ของก๊าซเรือนกระจกที่ถูกบดบังอยู่ถูกเปิดเผยออกมาเต็ม ๆ
ดร. Matt Palmer นักวิจัยจาก UK Met Office สรุปเรื่องนี้ไว้อย่างเรียบง่ายว่า 'เรากำลังปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าที่เคยเป็นมา ก๊าซเหล่านี้กักความร้อนไว้ในชั้นบรรยากาศมากขึ้นเรื่อย ๆ และผลักโลกให้เสียสมดุล'
ผลที่ตามมาจากความร้อนสะสมเห็นชัดที่สุดในมหาสมุทร ดร. Aimée Slangen หัวหน้าทีมวิจัยจาก Royal Netherlands Institute for Sea Research (NIOZ) เปิดตัวเลขว่าระดับน้ำทะเลทั่วโลกปี 2025 สูงขึ้นรวม 23 เซนติเมตรนับจากปี 1901 ทำสถิติใหม่ คิดเป็นอัตราเฉลี่ยราว 1.8 มิลลิเมตรต่อปี และอัตรานี้กำลังเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจากอุณหภูมิมหาสมุทรที่สูงขึ้นและน้ำแข็งบนแผ่นดินที่ละลาย ตัวเลขนี้อาจฟังดูเล็กน้อย แต่ก็มากพอจะทำให้น้ำท่วมชายฝั่งในพื้นที่ลุ่มต่ำทั่วโลกรุนแรงขึ้นแล้ว
ปีนี้รายงานยังเพิ่มตัวชี้วัดใหม่เข้ามาคือจำนวนวันที่เกิดคลื่นความร้อนในทะเล (Marine Heatwave) ซึ่งพบว่าปี 2025 ปีเดียวมีมากถึง 65 วัน ศาสตราจารย์ June-Yi Lee จาก Research Center for Climate Sciences มหาวิทยาลัยแห่งชาติปูซาน ระบุว่าจำนวนวันที่เกิดคลื่นความร้อนในทะเลทั่วโลกเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าระหว่างปี 1991 ถึง 2025 ปรากฏการณ์นี้ทำลายระบบนิเวศทางทะเล คุกคามการผลิตอาหาร เศรษฐกิจ และแนวป้องกันชายฝั่ง ทั้งยังรบกวนการแลกเปลี่ยนคาร์บอนระหว่างมหาสมุทรกับชั้นบรรยากาศ และอาจซ้ำเติมสภาพอากาศสุดขั้วบนแผ่นดินอีกด้วย
บนแผ่นดินเองก็ไม่ต่างกัน อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยของวันที่ร้อนที่สุดในแต่ละปีช่วงทศวรรษ 2016-2025 ขยับขึ้นไปแตะ 1.92°C เหนือยุคก่อนอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้นถึง 0.49°C จากทศวรรษก่อนหน้า
ตัวเลขที่น่ากังวลที่สุดในรายงานคืองบประมาณคาร์บอนที่เหลืออยู่ (Remaining Carbon Budget) หรือปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมดที่โลกยังปล่อยได้หากต้องการคุมโลกร้อนไว้ไม่ให้เกิน 1.5°C ซึ่งทีมวิจัยประเมินว่าเหลืออยู่เพียง 130 กิกะตันนับจากต้นปี 2026 และหากปล่อยกันในอัตราปัจจุบัน งบก้อนนี้จะหมดลงภายในราว 3 ปีเท่านั้น
แม้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะไม่ได้เพิ่มเร็วเท่ายุค 2000s แล้ว แต่ทีมวิจัยย้ำว่าตัวเลขทั้งหมดชี้ไปทางเดียวกันว่าสภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนไปไกลและเร็วแค่ไหนจากกิจกรรมของมนุษย์ และทศวรรษนี้คือช่วงเวลาชี้ขาดที่สังคมต้องเร่งลดคาร์บอนครั้งใหญ่
อีกประเด็นที่ทีมวิจัยส่งสัญญาณเตือนคือความอยู่รอดของชุดข้อมูลภูมิอากาศระดับโลกเอง ดร. Chris Smith นักวิจัยอาวุโสจาก International Institute for Applied Systems Analysis (IIASA) เปิดเผยว่ารายงานฉบับนี้ใช้ชุดข้อมูลระดับโลกมากกว่า 40 ชุด และหลายชุดกำลังถูกคุกคามจากการตัดงบประมาณ หากไม่มีความร่วมมือระหว่างประเทศมาช่วยรักษาความต่อเนื่องของการสังเกตการณ์ การประเมินสภาพภูมิอากาศในอนาคตจะยากขึ้นมาก ในจังหวะที่โลกต้องการข้อมูลแม่นยำที่สุดพอดี
รายงานฉบับเต็มเผยแพร่แล้วในวารสาร Earth System Science Data และทีม IGCC ยังเปิดแพลตฟอร์มใหม่ร่วมกับ European Centre for Medium-Range Weather Forecasts (ECMWF) สำหรับติดตามตัวชี้วัดเหล่านี้แบบเข้าใจง่ายที่ indicators.climate.copernicus.eu เริ่มใช้งานได้ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2026 เป็นต้นไป
ที่มา: EurekAlert, Earth System Science Data
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด