Go-Jek ผู้ให้บริการเรียกรถแท็กซี่และมอเตอร์ไซค์ (Ride-hailing) ยูนิคอร์นตัวแรกของอินโดนีเซีย เตรียมขยายตลาดและบริการสู่ 4 ประเทศใน Southeast Asia ได้แก่ เวียดนาม, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และไทย เล็งใช้จังหวะหลังจาก Uber ถอนตัวออกจาก Southeast Asia ไปก่อนหน้านี้เพื่อสู้กับคู่แข่งคนสำคัญอย่าง Grab

GO-JEK

ก่อนหน้านี้บริษัท Go-Jek สตาร์ทอัพที่กลายเป็นยูนิคอร์นระดับพันล้านดอลลาร์ตัวแรกของอินโดนีเซีย หนึ่งในผู้ให้บริการเรียกรถแท็กซี่และมอเตอร์ไซค์ผ่านแอป (Ride-hailing) โพสผ่าน Facebook และ Twitter ขอบคุณ Uber ที่เข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีจดหมายภายในระบุว่ามีการเตรียมขยายบริการสู่ประเทศอื่นเร็วๆ นี้

ล่าสุด Go-Jek เตรียมลงทุนด้วยเงินจำนวน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อขยายตลาดการและบริการอื่นๆ ไปยังอีก 4 ประเทศใน Southeast Asia ได้แก่ เวียดนาม, ไทย, สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ในอีกไม่กี่เดือนที่จะถึงนี้ โดยจะเริ่มให้บริการ Ride-hailing ก่อนเป็นอันดับแรก

แต่ก็มีจุดมุ่งหมายในอนาคต คือ การนำบริการ Go-Jek ทั้งหมดในอินโดนีเซียทั้งหมด ไปใช้บริการใน 4 ประเทศที่กล่าวมาข้างต้นเช่นกัน

ถือว่า Go-Jek ใช้จังหวะและโอกาสอันดีหลังจาก Uber ถอนตัวออกจาก Southeast Asia ไปก่อนหน้านี้เพื่อขยายตลาดออกสู่นอกประเทศเป็นครั้งแรก

Nadiem Makarim CEO Go-Jek กล่าวในแถลงการณ์ว่า

 

ผู้บริโภคจะมีความสุขที่สุดเมื่อพวกเขามีตัวเลือก และตอนนี้ผู้คนในเวียดนาม, ไทย, สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ จะต้องไม่รู้สึกว่าพวกเขาพอใจอยู่ที่แค่นี้

“เราหวังว่าการขยายไปยังตลาดใหม่ๆ จะทำให้เรากลายเป็นแอป Lifestyle ด้านการเดินทางของทุกคนได้อย่างรวดเร็วขึ้น” CEO Go-Jek กล่าว

บริการอื่นๆ ของ Go-Jek นอกจากเหนือจากบริการเรียกแท็กซี่หรือมอเตอร์ไซค์ผ่านแอป ซึ่งตอนนี้ (พฤษภาคม 2018) มีบริการมากถึง 16 บริการ | Photo: Go-Jek

ซึ่ง Go-Jek มีแบ็คคนสำคัญที่สนับสนุนด้านเงินทุนอย่าง Warburg Pincus และ KKR & Co. ทำให้ Go-Jek ขยายบริการจากเดิมมีแค่บริการเรียกแท็กซี่หรือมอเตอร์ไซค์ ทำให้สามารถขยายบริการจ่ายเงิน สั่งอาหาร หรือซื้อตั๋วหนังรายใหญ่ใน Southeast Asia ได้ในที่สุด โดยการระดมทุนของ Go-Jek รอบล่าสุดมีนักลงทุนจาก Google, Tencent และ Temasek Holdings เข้ามาร่วมด้วย จนในปี 2016 Go-Jek มีมูลค่าบริษัทอยู่ที่ประมาณ 1.8 พันล้านดอลาาร์สหรัฐฯ อ้างอิงข้อมูลจาก CB Insights

คู่แข่งรายใหญ่ของ Go-Jek อย่าง Grab ที่ยึดตลาดในสิงคโปร์ และกระโดดเข้ามาแข่งขันเต็มตัว หลังจากช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Uber ยอมรับข้อเสนอที่จะได้ถือหุ้นใน Grab 27.5 เปอร์เซ็นต์ แลกกับการถอนการให้บริการของ Uber ออกจากตลาด Southeast Asia ไป

อ่านประกอบ: 5 สิ่งที่ผู้ใช้บริการต้องรู้เมื่อ Grab ซื้อ Uber ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นอกจากนี้ Grab เคยได้รับเงินลงทุน 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจาก SoftBank Group มาแล้ว ทำให้การแข่งขันกับในสิงคโปร์เป็นไปอย่างดุเดือด ซึ่งตอนนี้ Grab ก็เปิดให้บริการใน 7 ประเทศแล้ว ซึ่ง Grab ก็บริหารงานโดย Anthony Tan อดีตเพื่อนร่วมชั้นเรียนกับ Nadiem Makarim (CEO Go-Jek ในปัจจุบัน) เมื่อครั้งยังเรียนอยู่ที่ Harvard Business School อีกด้วย

อ้างอิงข้อมูลจาก Bloomberg

RELATED ARTICLE

Responsive image

LINE และ Yahoo Japan ประกาศควบรวมบริษัทตุลาคม 2020 คาดจะทำเงินสูงกว่า Rakuten

LINE และ Z Holdings บริษัท operator ของ Yahoo Japan ได้ประกาศแผนควบรวมธุรกิจ โดยจะทำการเซ็นสัญญาในเดือนธันวาคมนี้ และคาดว่าจะควบรวมแล้วเสร็จช่วงเดือนตุลาคม 2020...

Responsive image

‘ไมเนอร์ ฟู้ด’ ทุ่ม 2 พันล้าน เข้าเป็นเจ้าของ ร้านอาหาร ‘Bonchon’ ในประเทศไทย

ไมเนอร์ ฟู้ด ทุ่มเงิน 2,000 ล้านบาท เข้าลงทุนใน บริษัท ชิคเก้นไทม์ จำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจร้านอาหาร เพื่อเข้าเป็นเจ้าของกิจการร้านอาหาร Bonchon ในประเทศไทย...

Responsive image

Grab บุกตลาดญี่ปุ่น เตรียมเปิดตัว 18 พ.ย. นี้ ในโตเกียวและเมืองใหญ่

Grab จับมือกับผู้ให้บริการ Taxi ในญี่ปุ่นชื่อ JapanTaxi ที่มีรถกว่า 70,000 คัน เปิดให้บริการเรียกรถได้ในจุดท่องเที่ยวสำคัญ โดยเริ่มเปิดตัวในวันที่ 18 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้...