
ท่ามกลางบทสนทนาเรื่องธุรกิจ เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วบนเวที Techsauce Global Summit 2026 คุณมาริษา เจียรวนนท์ ชวนผู้ฟังถอยออกมามองอีกด้านหนึ่งของอนาคต ผ่านหัวข้อ "Marisa Chearavanont: The New Models for Philanthropy"
คุณมาริษาชวนทุกคนมองออกไปไกลกว่าเรื่องธุรกิจและนวัตกรรม แล้วกลับมาทบทวนว่า ในโลกที่ AI กำลังเร่งความเร็วของทุกสิ่ง เราจะใช้ทรัพยากร ความเชี่ยวชาญ และอิทธิพลที่มี เพื่อสร้างคุณค่าให้สังคมอย่างยั่งยืนได้อย่างไร
ก่อนเริ่มเล่าถึงเส้นทางการทำงานด้านการกุศล คุณมาริษาทิ้งประโยคหนึ่งไว้ให้ผู้ฟังได้คิดตาม
In the age of AI, our greatest responsibility is to remain deeply human.
สำหรับคุณมาริษา ยิ่งเทคโนโลยีพัฒนาไปไกลเท่าไร มนุษย์ยิ่งต้องรักษาความเห็นอกเห็นใจ ความรับผิดชอบ และสมดุลระหว่างความก้าวหน้ากับการดูแลผู้คนเอาไว้ เพราะเทคโนโลยีอาจช่วยกำหนดทิศทางของอนาคต แต่ความเป็นมนุษย์จะเป็นสิ่งที่นำทางว่า เราควรใช้ความก้าวหน้านั้นอย่างไร
โมเดลใหม่ของการกุศลไม่ได้วัดจากจำนวนเงินบริจาคหรือจำนวนโครงการที่เกิดขึ้นเท่านั้น หัวใจสำคัญคือการทำให้ผู้คนยืนได้ด้วยตัวเอง พร้อมสร้างระบบที่ทำให้ความช่วยเหลือเดินหน้าต่อไปได้ในระยะยาว
เมื่อถูกถามว่าเส้นทางด้านการกุศลเริ่มต้นจากอะไร คุณมาริษาตอบว่า จุดเริ่มต้นของเธอคือ 'ความกตัญญู'
ความกตัญญูในความหมายของเธอคือการตระหนักว่า ตลอดชีวิตเราได้รับโอกาสจากครอบครัว การศึกษา และความเมตตาจากผู้คนรอบตัวมากเพียงใด เมื่อมองเห็นสิ่งเหล่านี้ชัดเจน ความรู้สึกขอบคุณจึงควรนำไปสู่การลงมือทำเพื่อส่งต่อโอกาสให้ผู้อื่น
ในปี 2007 คุณมาริษาและลูกสาว ซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง 16 ปี ร่วมกันก่อตั้ง Build Foundation เพื่อพัฒนาการศึกษาและสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ในชุมชนห่างไกลของประเทศไทย โดยเฉพาะชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง
ครอบครัวของเธอเดินทางไปยังชุมชนห่างไกล ตั้งแต่พื้นที่สูงทางภาคเหนือไปจนถึงเกาะในภาคใต้ ช่วยสร้างอาคารเรียน ติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ และนำระบบโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเข้าไปเชื่อมเด็ก ๆ กับโลกภายนอก
สิ่งที่คุณมาริษาได้เรียนรู้คือ การเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายไม่ได้เริ่มจากการที่คนภายนอกเข้าไปตัดสินว่าอะไรดีที่สุดสำหรับชุมชน แต่เริ่มจากการรับฟัง ทำความเข้าใจความต้องการจากมุมมองของคนในพื้นที่ และช่วยให้พวกเขาสร้างอนาคตที่ตัวเองให้คุณค่า
เมื่อ AI และความเปลี่ยนแปลงระดับโลกเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โจทย์ด้านการศึกษาของ Build Foundation ก็เปลี่ยนตามไปด้วย การศึกษาวันนี้ไม่ได้จบอยู่ที่การได้รับวุฒิการศึกษา แต่ต้องช่วยให้ผู้เรียนมีทักษะ ความสามารถในการปรับตัว และความมั่นใจที่จะรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
แนวคิดนี้นำไปสู่การสร้าง Build Skills Lab ที่โรงเรียนบ้านบัวสี เขาใหญ่ พื้นที่เรียนรู้ซึ่งเปิดให้เด็ก ครู ผู้ปกครอง และผู้สูงอายุในชุมชนพัฒนาทักษะร่วมกัน ตั้งแต่การทำอาหาร การเป็นผู้ประกอบการ ไปจนถึง AI และ Digital Literacy
โมเดลนี้สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของงานการกุศล จากการนำทรัพยากรเข้าไปช่วยเหลือ สู่การสร้างพื้นที่ที่ทำให้คนในชุมชนสามารถเรียนรู้ ปรับตัว และต่อยอดศักยภาพของตัวเองได้ในระยะยาว
คำถามเรื่องความยั่งยืนชัดเจนขึ้นในช่วง COVID-19 เมื่อประเทศไทยเผชิญทั้งวิกฤตสาธารณสุขและเศรษฐกิจ คุณมาริษาจึงชักชวนเชฟชั้นนำ ซึ่งหลายคนมาจากร้านระดับมิชลินและได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ มาร่วมภารกิจ “ทำอาหาร ดูแล และสนับสนุน”
ทีมงานจัดส่งอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการให้บุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐ พร้อมแนบภาพเชฟและข้อความขอบคุณไว้ในแต่ละกล่อง จากภารกิจเฉพาะหน้า โครงการขยายจนมีเชฟมากกว่า 75 คนและอาสาสมัครอีกหลายร้อยคน ก่อนพัฒนาเป็น Chef Cares Foundation เพื่อสานต่อความร่วมมือหลังวิกฤต
ประสบการณ์นี้ทำให้คุณมาริษาตั้งคำถามว่า จะทำอย่างไรให้การกุศลไม่จบลงพร้อมการให้เพียงครั้งเดียว แต่สามารถสร้างรายได้เพื่อขับเคลื่อนพันธกิจต่อไปได้
คำตอบคือ Chef Cares Ready-to-Eat Meals อาหารพร้อมรับประทานที่นำจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมารวมกัน โดยเชฟบริจาคสูตร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ดูแลการผลิต และ 7-Eleven ประเทศไทยรับผิดชอบการจัดจำหน่ายทั่วประเทศ
ผลิตภัณฑ์มีทั้งเมนูไทยและนานาชาติ โดยคำนึงถึงรสชาติและโภชนาการ มีโปรตีนสูง ลดน้ำตาล ไขมัน และคอเลสเตอรอล รวมถึงไม่ใส่ผงชูรส วางจำหน่ายในราคา 49–69 บาท ผ่านร้าน 7-Eleven ประมาณ 15,000 สาขา ปัจจุบันขายไปแล้วมากกว่า 35 ล้านมื้อ และนำกำไรทั้งหมดกลับไปสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม
การซื้ออาหารหนึ่งมื้อจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการให้ที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ Chef Cares ยังร่วมมือกับ UNICEF สนับสนุนความรู้ด้านโภชนาการสำหรับเด็กในเอเชีย และใช้วัฒนธรรมอาหารเชื่อมโยงประเทศไทยกับเวทีโลก โดยในปี 2023 ได้ร่วมจัดงานเลี้ยงอาหารกลางวันอย่างเป็นทางการของไทยในช่วงการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ซึ่งมีผู้นำและผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 1,000 คน
ในบรรดาโครงการทั้งหมดภายใต้ Chef Cares โครงการที่อยู่ใกล้หัวใจของคุณมาริษามากที่สุดคือ Chef Cares Dream Academy โครงการนี้มอบทุนการศึกษาและการดูแลจากเมนเทอร์ด้านอาหารให้แก่เยาวชนด้อยโอกาส รวมถึงเยาวชนที่เคยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาเริ่มต้นชีวิตใหม่ผ่านอาชีพในครัว
ผู้เข้าร่วมต้องผ่านการฝึกทำอาหารอย่างเข้มข้นเป็นเวลา 3 เดือน ควบคู่กับการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต การโค้ชชีวิต การแนะแนวอาชีพ และการเรียนภาษาอังกฤษ ก่อนเข้าสู่การฝึกงานในครัวของร้านอาหารระดับมิชลินอีก 6 เดือน
ผู้ที่สำเร็จหลักสูตรจะได้รับโอกาสทำงานเต็มเวลาในร้านอาหารระดับมิชลินหรือร้านอาหารชั้นนำ ปัจจุบันผู้สำเร็จหลักสูตรทุกคนมีงานทำ โดยส่วนใหญ่ทำงานในร้านระดับมิชลิน ขณะที่บางคนกำลังสร้างเส้นทางอาชีพของตัวเอง
ความร่วมมือกับกระทรวงยุติธรรมยังเปิดทางให้เยาวชนในกระบวนการยุติธรรมที่สำเร็จหลักสูตรสามารถได้รับการยกเว้นโทษส่วนที่เหลือและล้างประวัติอาชญากรรมตามเงื่อนไขของโครงการ
พวกเขาจึงได้รับมากกว่าทักษะการทำอาหาร เพราะระบบสนับสนุนครอบคลุมทั้งสุขภาพจิต ภาษา โอกาสในการทำงาน และข้อจำกัดที่อาจขัดขวางการกลับเข้าสู่สังคม เป็นการมอบ “หน้ากระดาษเปล่า” ให้พวกเขาได้เริ่มต้นชีวิตอีกครั้งอย่างแท้จริง
อีกด้านหนึ่งของเส้นทางการให้ของคุณมาริษาเชื่อมโยงกับความสนใจด้านศิลปะ หลังใช้ชีวิตในฮ่องกงเป็นเวลา 21 ปี ในช่วงที่เมืองกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางศิลปะร่วมสมัยของเอเชีย คุณมาริษาต้องการนำประสบการณ์กลับมามีส่วนช่วยพัฒนาระบบนิเวศศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย
คุณมาริษาเรียกแนวทางนี้ว่า Art Sharing เพราะเชื่อว่าศิลปะควรเปิดกว้างสำหรับทุกคน และไม่ควรถูกจำกัดอยู่เฉพาะในกลุ่มนักสะสมหรือสถาบันศิลปะ แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การก่อตั้งสถาบันศิลปะสองแห่ง ได้แก่ Bangkok Kunsthalle ในย่านเยาวราชเมื่อปี 2024 และ Khao Yai Art Forest ท่ามกลางธรรมชาติของเขาใหญ่ในปี 2025
Bangkok Kunsthalle ตั้งอยู่ในอาคารโรงพิมพ์เก่าของไทยวัฒนาพานิช ซึ่งถูกทิ้งร้างหลังเกิดเพลิงไหม้เมื่อกว่า 20 ปีก่อน ทีมงานเลือกใช้ศิลปะหลากหลายแขนงเข้ามาเยียวยาพื้นที่ ให้ชีวิตใหม่แก่อาคาร พร้อมเก็บรักษาความทรงจำที่ยังอยู่ภายใน ปัจจุบันพื้นที่แห่งนี้เปิดให้ทุกคนเข้าชมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
ส่วน Khao Yai Art Forest เริ่มต้นจากพื้นที่กว่า 200 ไร่ ซึ่งเคยเผชิญการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมมานานหลายทศวรรษ ศิลปินจากหลายประเทศได้รับเชิญให้สร้างผลงานด้วยวัสดุที่พบในพื้นที่ ทำให้ธรรมชาติเป็นทั้งวัสดุและผู้ร่วมสร้างสรรค์ ผลงานแต่ละชิ้นจึงเติบโตและเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับระบบนิเวศรอบตัว
สิ่งที่คุณมาริษาได้เรียนรู้คือ เมื่อมนุษย์ฟื้นฟูธรรมชาติ ธรรมชาติก็ช่วยเยียวยามนุษย์กลับมา และเมื่อระบบนิเวศค่อย ๆ คืนสู่สมดุล ผู้คนก็มีโอกาสฟื้นฟูสมดุลภายในตัวเองไปพร้อมกัน
คุณมาริษาปิดท้าย Session ด้วยการกล่าวถึงภูฏาน ประเทศที่ใช้ Gross National Happiness หรือ GNH เป็นอีกหนึ่งกรอบในการพิจารณาความก้าวหน้าควบคู่กับ GDP แนวคิดนี้สะท้อนว่า ความก้าวหน้าไม่ควรวัดจากสิ่งที่เราสะสมได้เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงวิธีที่เราใช้ชีวิต ค้นหาความสุข และดูแลผู้คนรอบตัว
สำหรับประเทศไทย ค่านิยมเรื่อง “คนไทยมีน้ำใจ ชอบทำบุญ” ถือเป็นรากฐานสำคัญที่สามารถนำไปต่อยอดได้ แต่การให้ในโลกปัจจุบันต้องไปไกลกว่าการบริจาคหรือช่วยเหลือเป็นครั้งคราว
การกุศลอาจเริ่มจากการช่วยให้คนมีทักษะ ความมั่นใจ และโอกาสจนพึ่งพาตัวเองได้ ก่อนที่พวกเขาจะส่งต่อโอกาสให้ผู้อื่น หรืออยู่ในรูปของมูลนิธิและกิจการเพื่อสังคมที่นำทรัพยากร ความเชี่ยวชาญ และเครือข่ายจากหลายภาคส่วนมารวมกัน เพื่อสร้างผลกระทบที่ดำเนินต่อไปได้ในระยะยาว
บทบาทของนักการกุศลยุคใหม่จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเป็นผู้ให้ แต่ต้องทำหน้าที่เป็นทั้ง ผู้เปิดโอกาส ผู้เชื่อมโยง และผู้สร้างระบบนิเวศ ที่ช่วยให้คนสามารถกำหนดอนาคตของตัวเอง พร้อมสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้อื่นต่อไป
ในวันที่ AI กำลังเปิดความเป็นไปได้ใหม่ให้มนุษย์อย่างมหาศาล เทคโนโลยีอาจมีส่วนกำหนดว่าโลกจะเดินไปในทิศทางใด แต่สิ่งที่จะช่วยรักษาสมดุลของความก้าวหน้านั้น คือความเห็นอกเห็นใจ สติปัญญาของมนุษย์ และความรับผิดชอบต่อสังคม
ไม่ว่าเทคโนโลยีจะพาโลกไปไกลเพียงใด หน้าที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ยังคงเป็นการรักษาความเป็นมนุษย์เอาไว้ให้ได้
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด