
Microsoft เปิดตัว “Copilot Health” ฟีเจอร์ใหม่ภายในระบบ Copilot ที่ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ดิจิทัลสำหรับจัดการข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลอย่างปลอดภัย พร้อมใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสร้าง “อินไซต์ด้านสุขภาพ” ที่นำไปใช้ได้จริง โดยบริษัทมองว่าในโลกปัจจุบัน ผู้คนไม่ได้ขาดข้อมูลสุขภาพ แต่ขาดเครื่องมือที่ช่วย “ทำความเข้าใจข้อมูลเหล่านั้น”
หลายคนอาจเคยเผชิญสถานการณ์คล้ายกัน ไม่ว่าจะเป็นการอ่านผลตรวจสุขภาพที่ไม่เข้าใจ การใช้อุปกรณ์ติดตามสุขภาพที่เก็บข้อมูลมากมายแต่ไม่รู้ว่าควรตีความอย่างไร หรือการเข้าพบแพทย์พร้อมคำถามมากมาย แต่กลับลืมสิ่งที่อยากถามทันทีเมื่อถึงเวลาปรึกษาแพทย์ Microsoft มองว่า Copilot Health ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยแก้ปัญหานี้ โดยไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อแทนที่แพทย์ แต่ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจสุขภาพของตัวเองมากขึ้น และใช้เวลาพูดคุยกับแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าเดิม

Copilot Health ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลสุขภาพจากหลายแหล่งมาอยู่ในโปรไฟล์เดียว เช่น เวชระเบียน ประวัติการรักษา ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ รวมถึงข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่ (wearables) จากแพลตฟอร์มมากกว่า 50 ระบบ เช่น Apple Health, Fitbit และ Oura จากนั้นระบบ AI จะวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของข้อมูลเหล่านี้เพื่อสร้างภาพรวมสุขภาพ เช่น การเชื่อมโยงระหว่างรูปแบบการนอน การออกกำลังกาย หรือสัญญาณชีพต่าง ๆ กับอาการที่ผู้ใช้กำลังเผชิญอยู่
ในด้านข้อมูลทางการแพทย์ Copilot Health สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายโรงพยาบาลและผู้ให้บริการด้านสุขภาพในสหรัฐกว่า 50,000 แห่งผ่านระบบ HealthEx ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญ เช่น สรุปการพบแพทย์ รายชื่อยา หรือผลตรวจสุขภาพได้จากที่เดียว นอกจากนี้ยังสามารถค้นหาแพทย์หรือสถานพยาบาลที่รับประกันสุขภาพของผู้ใช้ได้แบบเรียลไทม์ โดยค้นหาตามสาขาเฉพาะทาง สถานที่ ภาษา หรือเงื่อนไขประกันได้
Microsoft ระบุว่า ปัจจุบันบริการของบริษัทตอบคำถามเกี่ยวกับสุขภาพจากผู้ใช้งานมากกว่า 50 ล้านคำถามต่อวัน จึงได้พัฒนา Copilot Health โดยเน้นความน่าเชื่อถือของข้อมูลเป็นสำคัญ คำตอบของระบบจะอ้างอิงจากองค์กรด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือในกว่า 50 ประเทศ พร้อมการตรวจสอบโดยทีมผู้เชี่ยวชาญทางคลินิก และมีการอ้างอิงแหล่งข้อมูลอย่างชัดเจน รวมถึงการนำเนื้อหาความรู้ทางการแพทย์จาก Harvard Health มาประกอบการให้ข้อมูล
เบื้องหลัง Copilot Health ยังสะท้อนทิศทางระยะยาวของ Microsoft ในการพัฒนา “Medical Superintelligence” หรือ AI ทางการแพทย์ที่มีความสามารถครอบคลุมทั้งความรู้ระดับแพทย์ทั่วไปและความเชี่ยวชาญระดับแพทย์เฉพาะทาง ตัวอย่างงานวิจัยที่เกี่ยวข้องคือ Microsoft AI Diagnostic Orchestrator (MAI‑DxO) ซึ่งเป็นระบบ AI สำหรับช่วยวิเคราะห์และวินิจฉัยโรคที่กำลังอยู่ในขั้นทดสอบในสภาพแวดล้อมการวิจัย โดยบริษัทระบุว่าระบบ AI ใหม่ ๆ จะถูกนำมาใช้ใน Copilot Health ก็ต่อเมื่อผ่านการประเมินทางคลินิกอย่างเข้มงวด
ในด้านความปลอดภัย Microsoft ระบุว่า Copilot Health ถูกออกแบบให้แยกจาก Copilot ทั่วไป และใช้มาตรการความปลอดภัยระดับอุตสาหกรรม เช่น การเข้ารหัสข้อมูลทั้งขณะจัดเก็บและระหว่างการส่งข้อมูล ระบบควบคุมการเข้าถึงอย่างเข้มงวด รวมถึงการเปิดให้ผู้ใช้สามารถจัดการหรือถอนการเชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพของตนเองได้ตลอดเวลา ที่สำคัญ ข้อมูลสุขภาพของผู้ใช้จะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อฝึกโมเดล AI
Copilot Health ยังถูกพัฒนาร่วมกับทีมแพทย์ภายใน Microsoft และคณะผู้เชี่ยวชาญกว่า 230 คนจาก 24 ประเทศ เพื่อให้ระบบสะท้อนมุมมองทางการแพทย์จริง ขณะเดียวกันบริษัทก็ทำงานร่วมกับองค์กรผู้ป่วยและผู้สูงอายุ เช่น AARP และ National Health Council เพื่อออกแบบบริการให้รองรับผู้ใช้หลากหลายกลุ่ม
OpenAI เปิดตัว ChatGPT Health เมื่อมกราคมที่ผ่านมา มีฟีเจอร์คล้ายกัน คือ sandboxed environment สำหรับการสนทนาทางการแพทย์ แนะนำให้ผู้ใช้เชื่อมต่อประวัติการรักษา และไม่ใช้การสนทนาด้านสุขภาพเพื่อ train models
แต่จุดแตกต่างสำคัญคือ Microsoft ยังไม่มีเวอร์ชั่นที่เป็น HIPAA-compliant สำหรับ Copilot Health ในขณะที่ ChatGPT for Healthcare และ Amazon Health AI ของ AWS ได้รับการรับรอง HIPAA แล้ว Anthropic Claude for Healthcare ก็เช่นกันมีสถานะ 'HIPAA-ready'
HIPAA หรือ Health Insurance Portability and Accountability Act เป็นกฎหมายที่มีข้อกำหนดด้านความปลอดภัยสำหรับการปกป้องข้อมูลสุขภาพ electronic ของผู้ป่วย และห้ามการใช้งานและการเปิดเผยข้อมูลบางประเภท ผู้ละเมิด HIPAA อาจเผชิญค่าปรับและอาจถึงขั้นติดคุก
Dr. Dominic King VP of Health ที่ Microsoft AI อธิบายว่า 'HIPAA ไม่จำเป็นสำหรับประสบการณ์ผู้บริโภคโดยตรงแบบนี้เมื่อคุณใช้ข้อมูลของตัวเอง' เนื่องจากบริษัทต่างๆ ไม่ได้รับกฎหมายบังคับให้เป็น HIPAA compliant พวกเขาจึงไม่ต้องเผชิญผลที่ตามมาเหมือนโรงพยาบาลหรือแพทย์ที่อาจละเมิดสิทธิ HIPAA ของผู้ป่วย
อย่างไรก็ตาม King เสริมว่า 'ที่ Copilot เราคิดว่ามันสำคัญมากที่เราจะต้องตรงตามมาตรฐานที่ดีที่สุดทั้งหมด ดังนั้นเราจะประกาศ updates เกี่ยวกับสถานะของเราในแง่ของสิ่งที่เรียกว่า HIPAA controls' แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่าหมายถึงอะไร
Dr. Dominic King ระบุว่า Copilot Health มี ISO 42001 certification ISO 42001 เป็นมาตรฐานสากลอิสระสำหรับระบบ AI ที่มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริม 'การใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ' รวมถึง 'traceability transparency และ reliability' Microsoft 365 Copilot และ Microsoft 365 Copilot Chat ก็มี certification นี้เช่นกัน
แม้จะมี certification และเจตนาที่จะเป็น HIPAA compliance ในอนาคต ผู้ใช้อาจยังต้องระมัดระวังในการแชร์ข้อมูลการแพทย์กับ AI อยู่ดี ตามที่ผู้เชี่ยวชาญชี้ให้เห็น บริษัท AI สามารถเปลี่ยนนโยบายความเป็นส่วนตัวได้ตลอดเวลา AI ยังมีประวัติให้คำแนะนำทางการแพทย์ที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ปลอดภัย และมี track record ที่น่ากังวลเป็นพิเศษเมื่อพูดถึงสุขภาพจิต
ปัจจุบัน Copilot Health ยังอยู่ในช่วงเปิดตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป โดย Microsoft เปิดให้ผู้ใช้ลงทะเบียน waitlist เพื่อเข้าร่วมทดลองใช้งานในกลุ่มแรก และช่วยให้ข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ในระยะต่อไป
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด