Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia ได้ขึ้นเวที CES 2026 เพื่อประกาศว่า เรากำลังยืนอยู่บนรอยต่อของประวัติศาสตร์ เขาเล่าว่าทุก ๆ 10 ถึง 15 ปี โลกของเทคโนโลยีจะมีการ Reset ครั้งใหญ่ แต่นี่คือครั้งที่พิเศษที่สุด เพราะเรากำลังเจอพายุสองลูกที่พัดเข้ามาพร้อมกัน
และนี่คือ 5 การ Reset สำคัญที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าโลกคอมพิวเตอร์ไปตลอดกาล

ในอดีตนั้นรากฐานของซอฟต์แวร์ถูกสร้างขึ้นผ่านการเขียนโปรแกรมด้วยน้ำมือมนุษย์แบบบรรทัดต่อบรรทัด แต่ในวันนี้ Jensen Huang ได้ประกาศการรีเซ็ตครั้งใหญ่ด้วยการเปลี่ยนจากการเขียนโปรแกรม ไปสู่การฝึกสอน (Training) อย่างเต็มรูปแบบ
การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างห้าชั้นของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกรื้อถอนและสร้างใหม่ทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนวิธีคิด แต่เป็นการย้ายฐานงบประมาณด้าน R&D มูลค่ามหาศาลจากวิธีการดั้งเดิมไปสู่วิธีการของปัญญาประดิษฐ์เพื่อทำให้ซอฟต์แวร์สามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะได้ด้วยตัวเองผ่านกระบวนการ Reinforcement Learning
เมื่อวิธีการสร้างซอฟต์แวร์เปลี่ยนไป เครื่องยนต์ที่ใช้ขับเคลื่อนโลกดิจิทัลก็ต้องถูกรีเซ็ตตามไปด้วย โดยการขยับออกจากยุคสมัยของ CPU ไปสู่ยุคของ GPU ที่มีความสามารถในการประมวลผลแบบเร่งความเร็ว (Accelerated Computing) อย่างมหาศาล
การเปลี่ยนแปลงนี้เปรียบเสมือนการ Modernize อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ที่มีมูลค่ากว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์สะสมมาตลอดทศวรรษให้เข้าสู่รูปแบบใหม่ โดยแอปพลิเคชันยุคใหม่จะไม่ถูกรันบนหน่วยประมวลผลทั่วไปอีกต่อไป แต่จะฝากชีวิตไว้กับความสามารถในการประมวลผลคู่ขนานของ GPU เพื่อรองรับความซับซ้อนของโมเดล AI ที่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด
แอปพลิเคชันในโลกยุคเก่าทำงานเหมือนการเปิดสิ่งที่ถูกบันทึกหรือคอมไพล์ไว้ล่วงหน้าแต่การรีเซ็ตในครั้งนี้คือการก้าวเข้าสู่ยุค Generative ที่ทุกเม็ดพิกเซลและทุกข้อความจะถูกสร้างขึ้นใหม่จากความว่างเปล่าในทุกครั้งที่มีการเรียกใช้งาน คอมพิวเตอร์ในวันนี้มีความเข้าใจในบริบท และสามารถประมวลผลข้อมูลสดใหม่ได้ในเวลาจริง
สิ่งนี้ทำให้ประสบการณ์ของผู้ใช้งานไม่ได้เป็นเพียงการรับชมข้อมูลที่ถูกเตรียมไว้ แต่เป็นการสื่อสารกับระบบที่สามารถคิด และสร้างเนื้อหาที่เฉพาะเจาะจงขึ้นมาใหม่ในเสี้ยววินาทีเพื่อตอบโจทย์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
ก้าวที่สำคัญที่สุดในปีนี้คือการที่ AI เริ่มหลุดออกจากพรมแดนของหน้าจอคอมพิวเตอร์และก้าวเข้าสู่โลกแห่งความจริงในรูปแบบของ Physical AI ซึ่งเป็นหัวใจของการ Reset พรมแดนระหว่าง 2 โลก
Jensen ชี้ให้เห็นว่า AI ในอนาคตต้องเข้าใจกฎฟิสิกส์และความจริงของโลก เช่น แรงโน้มถ่วง ความเฉื่อย และความเสียดทาน และเพื่อตอบโจทย์นี้ Nvidia จึงเปิดตัวโมเดลพื้นฐานของโลกอย่าง Cosmos ที่เรียนรู้จากวิดีโอระดับมหาศาลเพื่อจำลองเหตุการณ์ที่ซับซ้อนในโลกฟิสิกส์
ความล้ำสมัยนี้ถูกพิสูจน์ผ่าน Alpamayo รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติรุ่นแรกที่ไม่ได้แค่ขับตามทาง แต่สามารถคิดและใช้เหตุผล ถึงการตัดสินใจของมันได้เหมือนมนุษย์ โดยจะเริ่มวิ่งจริงบนท้องถนนในรถยนต์ Mercedes-Benz CLA ภายในปี 2026 นี้ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนจากระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติแบบเดิมไปสู่ระบบที่ใช้เหตุผลและเรียนรู้จากการจำลองชีวิตจริงผ่านคอมพิวเตอร์
เมื่อความต้องการประมวลผลเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณทุกปี Nvidia จึงตัดสินใจ Reset มาตรฐานของฮาร์ดแวร์ใหม่ทั้งหมดด้วยสถาปัตยกรรม Vera Rubin ซึ่งตั้งชื่อตามนักดาราศาสตร์ผู้ค้นพบสสารมืด ในยุคที่กฎของมัวร์เริ่มชะลอตัว Jensen ได้นำแนวคิด Extreme Co-design มาใช้ด้วยการออกแบบชิปทั้ง 6 ตัวในระบบใหม่พร้อมกันเพื่อให้ทำงานสอดประสานกันที่สุด
ขุมพลังนี้ประกอบด้วย Vera CPU ที่ให้ประสิทธิภาพต่อวัตต์สูงกว่าเดิม 2 เท่า และ Rubin GPU ที่แรงกว่าสถาปัตยกรรม Blackwell เดิมถึง 5 เท่า นอกจากความแรงแล้ว Vera Rubin ยังมาพร้อมระบบ Dynamo KV Cache ที่ทำงานร่วมกับชิป Bluefield 4 เพื่อสร้างหน่วยความจำบริบทมหาศาลสูงสุดถึง 16 เทราไบต์ต่อ GPU ช่วยให้ AI สามารถจดจำข้อมูลและการสนทนาได้ยาวนานและลึกซึ้งราวกับมีความจำชั่วชีวิตอยู่กับเรา
ทั้งหมดนี้ยังมาพร้อมความยั่งยืนด้วยระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวที่อุณหภูมิ 45 องศาเซลเซียส ซึ่งช่วยประหยัดพลังงานดาต้าเซ็นเตอร์ได้ถึง 6%
ท้ายที่สุดแล้ว ข้อความที่ Jensen ส่งถึงคนทั่วโลกนั้นชัดเจนว่า นี่คือยุคสมัยแห่งการเรียนรู้ใหม่ ใครที่สามารถปรับตัวและ Reset วิธีคิดให้สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านจากระบบคำสั่งแบบเดิมสู่โลกที่ขับเคลื่อนด้วยการฝึกฝนและใช้เหตุผลของ AI ได้ก่อน ย่อมเป็นผู้ที่กุมความได้เปรียบในสมรภูมิเทคโนโลยีที่กำลังจะมาถึงในอีกทศวรรษข้างหน้า
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด