
เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ที่ผ่านมา Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI ได้โพสต์เมโมภายในลงบน X เพื่อประกาศแก้ไขสัญญากับ Department of War (DoW) หรือกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ พร้อมยอมรับตรงๆ ว่าการตัดสินใจในครั้งนี้ "รีบเกินไปและดูฉวยโอกาส" ท่ามกลางกระแสวิจารณ์ที่หนักที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์บริษัท
เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นแทบพร้อมกัน
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ประธานาธิบดี Donald Trump ออกคำสั่งให้หน่วยงานรัฐบาลกลางทุกแห่งหยุดใช้ AI ของ Anthropic ทันที พร้อมโพสต์ลง Truth Social ว่า Anthropic เป็น AI ที่ "โปรเกรสซีฟเกินไป" สาเหตุที่แท้จริงคือการเจรจาระหว่าง DoW กับ Anthropic พังทลาย เพราะ DoW ต้องการให้ลบเงื่อนไขคุ้มครองสำคัญสองข้อออกจากสัญญา ทั้งการห้ามใช้ AI เพื่อการสอดส่องประชาชนในประเทศแบบเหวี่ยงแห และการห้ามใช้ AI ควบคุมอาวุธอัตโนมัติเต็มรูปแบบ แต่ Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic ยืนหยัดไม่ยอม
วันถัดมา OpenAI ประกาศทำข้อตกลงกับ DoW เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลัง Anthropic โดนสั่งแบน โดยตกลงนำ AI ไปใช้บนเครือข่ายลับของกองทัพสหรัฐฯ และยิ่งน่าตั้งคำถามมากขึ้นไปอีก เมื่อวันถัดมาสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน ซึ่งทำให้บริบทของข้อตกลงฉบับนี้ดูหนักขึ้นกว่าเดิมมาก
สัญญาฉบับนี้จุดชนวนปฏิกิริยาจากหลายทิศทางพร้อมกัน และหนักกว่าที่หลายคนในวงการคาดไว้
ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในเมโมฉบับนี้คือ Sam Altman ยอมรับตรงๆ โดยไม่อ้อมค้อมว่า "เราไม่ควรรีบนำเรื่องนี้ออกมาในวันศุกร์" และยอมรับว่ามันดู "ฉวยโอกาสและสะเปะสะปะ" แม้เจตนาเดิมจะต้องการ "ลดความร้อนแรงของสถานการณ์" ก็ตาม เขาระบุด้วยว่านี่เป็นบทเรียนสำคัญก่อนที่จะต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่มี "ความเสี่ยงสูงกว่านี้มาก" ในอนาคต
OpenAI ทำงานร่วมกับ DoW เพื่อเพิ่มข้อความคุ้มครองลงในสัญญาโดยตรง โดยอ้างอิงกรอบกฎหมาย 3 ฉบับ ได้แก่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญบทที่ 4 ที่คุ้มครองสิทธิพลเมืองจากการค้นและยึดโดยไม่มีหมาย, พระราชบัญญัติความมั่นคงแห่งชาติ ค.ศ. 1947 และพระราชบัญญัติการเฝ้าระวังข่าวกรองต่างประเทศ ค.ศ. 1978 โดยข้อความใหม่ระบุชัดว่า
"ระบบ AI จะต้องไม่ถูกใช้โดยเจตนาเพื่อการสอดส่องประชาชนชาวอเมริกันภายในประเทศ รวมถึงห้ามซื้อหรือใช้ข้อมูลส่วนตัวจากแหล่งเชิงพาณิชย์เพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว"
DoW ยืนยันอย่างเป็นทางการว่าหน่วยข่าวกรองภายใต้กระทรวง อย่างสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติหรือ NSA จะไม่สามารถเข้าถึงบริการของ OpenAI ได้ภายใต้สัญญาฉบับนี้ หากต้องการใช้งานต้องทำสัญญาเพิ่มเติมแยกต่างหาก และไม่ได้รับสิทธิ์โดยอัตโนมัติ ซึ่งนี่เป็นจุดสำคัญมาก เพราะ NSA คือหน่วยงานเดียวกับที่ Edward Snowden เคยเปิดโปงในปี 2013 ว่าแอบสอดส่องประชาชนชาวอเมริกันในวงกว้างโดยไม่มีหมายศาล
Sam Altman ย้ำชัดว่าหน้าที่ของ OpenAI ไม่ใช่การมาตัดสินประเด็นใหญ่ระดับสังคมแทนรัฐบาล แต่คือการมีที่นั่งในการเจรจาเพื่อแบ่งปันความเชี่ยวชาญและยืนหยัดเพื่อหลักเสรีภาพ โดยรัฐบาลที่ผ่านกระบวนการเลือกตั้งต่างหากที่ควรเป็นผู้ตัดสินใจในที่สุด ไม่ใช่บริษัทเอกชน
นี่คือประโยคที่ถูกแชร์ต่อมากที่สุดจากแถลงการณ์ฉบับนี้ Sam Altman ระบุว่าหากได้รับคำสั่งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เขาพร้อม "ยอมติดคุกมากกว่าปฏิบัติตาม" ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่ามีเส้นที่เขาไม่ยอมข้าม ไม่ว่าจะมีแรงกดดันทางการเมืองหรือผลประโยชน์ทางธุรกิจมากแค่ไหนก็ตาม
Sam Altman พูดตรงๆ ว่ายังมีหลายพื้นที่ที่ AI ของ OpenAI ยังไม่พร้อมสำหรับการใช้งานในกองทัพ บริษัทจึงจะค่อยๆ ทำงานร่วมกับ DoW อย่างระมัดระวัง โดยมีมาตรการป้องกันทางเทคนิคควบคู่ไปด้วยในทุกขั้นตอน
ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในเชิงอุตสาหกรรมคือ Sam Altman บอก DoW ชัดเจนว่า Anthropic ไม่ควรถูกกำหนดให้เป็นคู่สัญญาแหล่งเดียว และหวังว่า DoW จะเสนอเงื่อนไขเดียวกันนี้ให้กับ Anthropic ด้วย แม้ทั้งสองบริษัทจะเป็นคู่แข่งกันโดยตรง สิ่งนี้สะท้อนว่าในระดับหลักการ Sam Altman ยังมองว่าการแข่งขันที่มีหลักจริยธรรมในอุตสาหกรรม AI นั้นสำคัญกว่าการครองตลาดแต่เพียงผู้เดียว
แม้สัญญาจะถูกแก้ไขแล้ว แต่นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิพลเมืองหลายคนยังไม่วางใจ เพราะมีประเด็นที่ยังค้างคาอยู่
กระทรวงกลาโหมออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า "พร้อมนั่งโต๊ะเจรจาเสมอ เหมือนที่ทำกับ OpenAI แต่ Anthropic เลือกไม่มาเองเพราะมีความขัดแย้งส่วนตัวของตัวเอง" ซึ่งฟังดูเหมือนการยืนยันกลายๆ ว่าข้อพิพาทกับ Anthropic ไม่ได้มีแค่มิติด้านนโยบาย AI แต่มีเรื่องส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวด้วย
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของสัญญาฉบับเดียว แต่สะท้อนคำถามใหญ่ที่ทั้งอุตสาหกรรม AI กำลังเผชิญอยู่ นั่นคือเมื่อ AI ก้าวเข้าสู่กองทัพและความมั่นคงแห่งชาติ ใครกันแน่ที่ควรเป็นคนขีดเส้นระหว่าง "ใช้ได้" กับ "ใช้ไม่ได้"
Sam Altman พยายามเดินเส้นบางๆ ระหว่างการทำธุรกิจกับรัฐบาลและการรักษาความไว้วางใจจากผู้ใช้ทั่วโลก แต่ตลาดก็ตอบกลับชัดเจนแล้วผ่านตัวเลข ยอดถอน ChatGPT บวก 295% และ Claude ขึ้นอันดับหนึ่งบน App Store บอกทุกอย่างโดยไม่ต้องอธิบายเพิ่ม
สิ่งที่น่าจับตามองต่อจากนี้คือ DoW จะเสนอเงื่อนไขเดียวกันให้กับ Anthropic หรือไม่ และบริษัท AI รายอื่นอย่าง Google DeepMind หรือ xAI จะมีจุดยืนอย่างไรเมื่อถึงคราวต้องตัดสินใจในลักษณะเดียวกันนี้
ที่มา: Sam Altman, OpenAI, Reuters, The New York Times, Mashable, Business Insider, BBC
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด