ตลาดเรือธงในประเทศไทยกำลังเข้าสู่โหมดแข่งขันเต็มรูปแบบอีกครั้ง หลังจากที่ OPPO เลือกนำรุ่นท็อปของตระกูล Find มาลุยตลาดโลกอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก หลังอยู่เฉพาะในจีนมาหลายปี งานเปิดตัว "Ultra Imaging Night OPPO Find X9 Ultra | OPPO Find X9s" เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 จึงไม่ได้เป็นเพียงการเอาสมาร์ตโฟนใหม่มาโชว์ แต่เป็นสัญญาณว่า OPPO ตั้งใจจะสู้กับ Samsung Galaxy S26 Ultra, Xiaomi 17 Ultra และ vivo X300 Ultra ในตลาดไทยแบบเต็มสูบ
ในงานเปิดตัวครั้งนี้ OPPO ประเทศไทยไม่ได้ประกาศเฉพาะสมาร์ตโฟนสองรุ่นหลักอย่าง Find X9 Ultra และ Find X9s แต่ยังยกทัพอุปกรณ์ IoT ใน OPPO Ecosystem มาครบทั้งสมาร์ตวอทช์เรือธง OPPO Watch X3, หูฟังแบบเกี่ยวหู OPPO Enco Clip2 และหูฟัง True Wireless ตัดเสียงรบกวน OPPO Enco Air5 Pro เพื่อปิดช่องว่างการแข่งขันกับ Apple และ Samsung ที่ผลักดันการใช้งานแบบหลายอุปกรณ์มาหลายปี ราคาสมาร์ตโฟนเริ่มต้นที่ 29,999 บาท ไปจนถึง 69,999 บาทสำหรับรุ่น Ultra ความจุ 16GB + 1TB ถือเป็นครั้งแรกที่คนไทยจะได้จับ "Ultra" ของ OPPO ในตลาดทางการ ไม่ต้องหิ้วมาจากจีนเหมือนรุ่นก่อนอีกต่อไป

จุดขายที่ OPPO ดันแบบเต็มแรงของ Find X9 Ultra คือการอัปเกรดระบบกล้องแบบก้าวกระโดด ด้านหลังมีกล้องถึง 5 ตัวที่พัฒนาร่วมกับ Hasselblad ครอบคลุมทางยาวโฟกัสตั้งแต่ 14mm ไปจนถึง 230mm และขยายได้ถึง 460mm ผ่านโหมด In-Sensor Zoom ประกอบด้วยกล้องหลัก 200 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony LYTIA 901 ขนาด 1/1.12 นิ้ว รูรับแสง f/1.5 พร้อมระบบกันสั่น OIS, กล้องเทเลโฟโต้เพอริสโคป 200 ล้านพิกเซลอีกตัว เซ็นเซอร์ขนาด 1/1.28 นิ้ว ที่ให้ซูมออปติคอล 3 เท่า (70mm) และยังใช้ถ่ายมาโครระยะใกล้ได้จาก 15 เซนติเมตร, กล้องเทเลโฟโต้เพอริสโคป 50 ล้านพิกเซล ที่ให้ซูมออปติคอลสูงถึง 10 เท่า (230mm) ซึ่งถือเป็นสเปกที่ล้ำหน้าคู่แข่งอย่าง Samsung Galaxy S26 Ultra และ vivo X300 Ultra อย่างชัดเจน และกล้องอัลตราไวด์ 50 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 ที่ครอบคลุมมุมกว้าง 14mm (123 องศา) ส่วนกล้องหน้าเป็น 50 ล้านพิกเซลแบบมุมกว้าง 21mm
ซูมออปติคอลระยะ 10 เท่าในระดับ 50 ล้านพิกเซลคือฟีเจอร์ที่ใช้ประโยชน์ได้จริงเวลาถ่ายกีฬา สัตว์ป่า หรือคอนเสิร์ต ไม่ต้องพึ่งซูมดิจิทัลที่ภาพแตกเหมือนโทรศัพท์ทั่วไป OPPO ยังเสริมด้วยชุดเสริม Ultra Hasselblad Earth Explorer Kit ประกอบด้วยเคสพร้อมปุ่มชัตเตอร์สองจังหวะแบบกล้อง Mirrorless และเลนส์ Teleconverter 300mm ที่ต่อเข้ากับกล้อง 3x ได้โดยตรง ทำให้ได้ระยะซูมออปติคอลสูงสุดถึง 13 เท่า (ประมาณ 1,380mm เทียบเท่า 60x) ซึ่งเป็นระยะที่เทียบได้กับเลนส์ซูเปอร์เทเลของกล้อง DSLR จริงๆ
ฝั่งซอฟต์แวร์ OPPO ติดตั้งโหมดถ่ายภาพใหม่ที่เรียกว่า Hasselblad Master Mode 2.0 มาพร้อมไดนามิกเรนจ์สูงถึง 16EV รองรับการถ่ายไฟล์ RAW MAX และ JPEG MAX บน 6 ทางยาวโฟกัสหลัก (14mm, 23mm, 46mm, 70mm, 140mm และ 230mm) รองรับไฟล์ 16-bit Color Depth และ Adobe Camera RAW โดยตรง เหมาะกับครีเอเตอร์สายโพสต์โปรดักชัน จุดเด่นที่ OPPO เคลมคือ New-Generation Hasselblad Master Mode ที่ "ข้าม" ขั้นตอน Tone Mapping ที่สมาร์ตโฟนทั่วไปเร่งจัดการจนภาพดูไม่เป็นธรรมชาติ เพื่อให้โทนสีออกมาเหมือนกล้องมืออาชีพจริงๆ นอกจากนี้ยังมีฟิลเตอร์จำลองฟิล์มในตำนานอย่าง Portra, 800T, TX400 และโหมดพาโนรามา XPAN ที่ชาว Hasselblad คุ้นเคย ผู้ใช้สามารถบันทึกพรีเซ็ตฟิล์มส่วนตัวได้ถึง 20 แบบ ส่วนวิดีโอรองรับ 8K ที่ 30 เฟรมต่อวินาที, 4K ที่ 120 เฟรมต่อวินาทีแบบ Dolby Vision พร้อม 10-bit video, Cinematic LUT และฟอร์แมต O-Log2 สำหรับงานโปรดักชันจริง
ด้านสเปกฮาร์ดแวร์ Find X9 Ultra ใช้ชิป Qualcomm Snapdragon 8 Elite Gen 5 ผลิตบนสถาปัตยกรรม 3 นาโนเมตร (CPU Oryon V3 แบบ 2+6 คอร์ ความเร็วสูงสุด 4.61GHz) จับคู่กับแรม LPDDR5X สูงสุด 16GB และสตอเรจ UFS 4.1 สูงสุด 1TB พร้อมระบบระบายความร้อน 3D Cryo-velocity Cooling System ที่ OPPO เคลมว่าเป็น "encapsulated thermal unit" รุ่นแรกของอุตสาหกรรมเพื่อรองรับการถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงเป็นเวลานาน คะแนน AnTuTu ทะลุ 2.85 ล้านคะแนนในเวอร์ชัน 10 และ 4.11 ล้านคะแนนในเวอร์ชัน 11 ส่วนคะแนน GeekBench 6 อยู่ที่ 10,895 คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนระดับท็อปของมือถือ Android ในตลาดปัจจุบัน
หน้าจอเป็น LTPO AMOLED ขนาด 6.82 นิ้ว ความละเอียด QHD+ (3168 x 1440 พิกเซล ความหนาแน่น 510 ppi) รีเฟรชเรต 144Hz ความสว่างสูงสุด 3,600 nits ในโหมด HDR รองรับ Dolby Vision และ HDR10+ สามารถหรี่ลงได้ถึง 1 nit ในที่แสงน้อยซึ่งดีต่อการใช้งานช่วงกลางคืน ปกป้องด้วยกระจก Gorilla Glass Victus 2 แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 7,050 mAh เทคโนโลยีซิลิคอน-คาร์บอน รองรับการชาร์จไว 100W SUPERVOOC แบบใช้สาย และ 50W AIRVOOC แบบไร้สาย ด้านความทนทานผ่านมาตรฐาน IP66, IP68 และ IP69 ครบครัน ทนได้ทั้งน้ำลึกและน้ำแรงดันสูงแบบน้ำพุน้ำล้างเครื่อง ตัวเครื่องมีสองสีในไทยคือ Canyon Orange สีส้มโทนสดใสในเวอร์ชันหลังกระจก หนา 8.65mm และ Tundra Umber สีดำที่ใช้หลังเป็นหนังเทียม silicone polymer หนา 9.10mm น้ำหนักอยู่ที่ 235 ถึง 236 กรัม ระบบปฏิบัติการใช้ ColorOS 16 บนพื้นฐาน Android 16 พร้อมคำมั่นอัปเดต OS หลัก 5 รุ่น และแพตช์ความปลอดภัยอีก 5 ปี
ดีไซน์ตัวเครื่องก็ได้แรงบันดาลใจมาจากกล้อง Hasselblad X2D 100C II โดยตรง โมดูลกล้องด้านหลังเป็นวงกลมขนาดใหญ่ที่ถูกเปรียบเปรยว่าเหมือน "กล้อง Compact ของ Hasselblad ในกระเป๋า" ซึ่งเป็นแนวทางที่แตกต่างจาก Xiaomi 17 Ultra ที่เน้นโทนเรโทร และ Samsung ที่เน้นโทน Professional แทน

สำหรับคนที่ไม่ได้ต้องการสเปกกล้องสุดโต่งแบบตัวท็อป Find X9s คือคำตอบที่ OPPO วางตำแหน่งไว้อย่างแม่นยำในฐานะ "เรือธงกล้องขนาดกะทัดรัด" สำหรับคนเมืองที่ไม่ต้องการพกโทรศัพท์หนักแต่ยังอยากได้กล้อง Hasselblad และแบตเตอรี่อึด ตัวเครื่องหนาเพียง 7.99mm น้ำหนักประมาณ 202 กรัม ขอบจอบางแค่ 1.15mm ซึ่งได้มาจากเทคโนโลยีการแพ็กจอแบบ LIPO (Low Injection Pressure Over-molding) ช่วยลดขอบจอและทำให้หน้าจอดู Edge-to-Edge มากยิ่งขึ้น เทียบกับรุ่น Pro หรือ Ultra ที่มักหนากว่านี้ 1-2 มิลลิเมตร
หน้าจอเป็น AMOLED ขนาด 6.59 นิ้ว ความละเอียด FHD+ รีเฟรชเรต 120Hz รองรับสี 10-bit ความสว่างสูงเหมาะสำหรับการใช้งานกลางแจ้ง ขับเคลื่อนด้วยชิป MediaTek Dimensity 9500s ที่เป็นตัวพิเศษสำหรับไลน์ Find X9s โดยเฉพาะ แรม 12GB LPDDR5X สตอเรจสูงสุด 512GB UFS 4.1 มาพร้อมระบบระบายความร้อนแบบ Vapor Chamber ขนาดใหญ่ที่ช่วยคุมอุณหภูมิเวลาเล่นเกมหนักหรือถ่ายวิดีโอต่อเนื่องนานๆ รองรับ Wi-Fi 7, Bluetooth 6.1 และ eSIM ครบตามมาตรฐานเรือธงปัจจุบัน
จุดเด่นที่ OPPO พยายามชูให้ Find X9s มีกลิ่นอายของตระกูล Find จริงๆ คือกล้องหลังสามตัวที่ทุกเลนส์เป็น 50 ล้านพิกเซลเท่ากัน พัฒนาร่วมกับ Hasselblad และใช้การปรับแต่งสีแบบ Hasselblad Color Calibration ที่เคยอยู่เฉพาะรุ่นสูงเท่านั้น ประกอบด้วยเลนส์หลัก f/1.8 พร้อม OIS, เลนส์อัลตราไวด์ f/2.0 มุมรับภาพ 120 องศา และเลนส์เทเลโฟโต้ f/2.6 พร้อมซูมออปติคอล 3 เท่าและ OIS ซึ่งถือว่าได้ครบทั้งช่วงและมีเทเลโฟโต้ที่แท้จริงมาให้ในราคาต่ำกว่ารุ่น Ultra เกือบครึ่ง ฟีเจอร์เด่นอย่าง Hasselblad Portrait Mode และ Free Zoom แบบ 1 ถึง 3 เท่าที่ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนระยะได้แบบต่อเนื่องเหมือนเลนส์ซูมของกล้อง Mirrorless ก็ขนมาให้ด้วย ส่วนกล้องหน้า 32 ล้านพิกเซลรองรับการถ่ายภาพมุมกว้าง 90 องศา รองรับวิดีโอ 4K ที่ 60 เฟรมต่อวินาทีแบบ Dolby Vision และฟีเจอร์ Dual-view Video ที่สลับระหว่างกล้องหน้าและกล้องหลังได้ระหว่างบันทึก เหมาะกับคอนเทนต์ครีเอเตอร์สาย Vlog หรือคนที่ชอบทำรีวิว
แบตเตอรี่ในเครื่องจุถึง 7,025 mAh เทคโนโลยีซิลิคอน-คาร์บอน รองรับชาร์จไว 80W SUPERVOOC ซึ่งเป็นสเปกที่ตัวเครื่องระดับกลางแทบไม่มีใครให้มา OPPO เคลมว่าใช้งานเกินหนึ่งวันเต็มได้แม้ผู้ใช้ระดับเฮฟวี่ พร้อมผ่านมาตรฐาน IP66, IP68 และ IP69 เช่นเดียวกับรุ่นท็อป ทำให้กันน้ำได้ทั้งน้ำจืด น้ำเค็ม และทนแรงดันน้ำจากท่อแรงดันสูง ซอฟต์แวร์ฝั่ง AI ที่ OPPO ชูเป็นจุดขายใหม่คือ AI Mind Space ฟีเจอร์บนแกน ColorOS 16 ที่เปรียบเสมือน "สมองก้อนที่สอง" ผู้ใช้สามารถกด Snap Key ปุ่มพิเศษข้างเครื่องเพื่อบันทึกโน้ตเสียง สกรีนช็อต หรือภาพได้ทันที ระบบจะวิเคราะห์ด้วย AI จัดหมวด และสรุปข้อมูลให้อัตโนมัติ ทั้งไอเดียในหัว ตั๋วคอนเสิร์ต แผนเดินทาง หรือใบเสร็จ โดยผู้ใช้สามารถเรียกดูและค้นหาข้อมูลย้อนหลังแบบ Contextual ผ่านคำพูดธรรมดาได้
OPPO ยังเปิดฟีเจอร์ Cross-device Connectivity ที่ทำลายกำแพงระบบนิเวศ Apple ช่วยให้ Find X9s เชื่อมต่อและแชร์ไฟล์กับ iPhone, iPad หรือ Mac ได้ลื่นไหลยิ่งขึ้น ผ่านมาตรฐาน O+ Connect รวมถึงรองรับ AirDrop ในอนาคตผ่าน ColorOS 16 สีที่จำหน่ายในไทยมีสามแบบคือ Midnight Grey, Sunset Orange และ Lavender Sky ซึ่งเป็นสีม่วงพาสเทลที่ OPPO จับกลุ่มผู้ใช้สายแฟชั่นโดยเฉพาะ
นอกจากสมาร์ตโฟนสองรุ่นหลัก OPPO ยังขนทัพอุปกรณ์ IoT มาลุยตลาดไทยพร้อมกันเพื่อสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์

เริ่มจาก OPPO Watch X3 สมาร์ตวอทช์เรือธงบอดี้ไทเทเนียมเกรดอวกาศ น้ำหนักเพียง 43 กรัม ความหนา 11mm เปลี่ยนมาใช้ Wear OS 6 ของ Google เวอร์ชันโกลบอลจากเดิมที่รัน ColorOS Watch ในจีน ทำให้รองรับแอปของ Google ครบทั้ง Maps, Wallet, YouTube Music, Gmail และผู้ช่วย Gemini ที่คุยเป็นธรรมชาติได้บนข้อมือ หน้าจอ LTPO AMOLED ขนาด 1.5 นิ้ว ความสว่างพุ่งถึง 3,000 nits ในโหมด Sports ขับเคลื่อนด้วย Snapdragon W5 Gen 1 ควบคู่กับ MCU BES2800BP ที่ทำงานแบบ Hybrid ระหว่าง Wear OS และ RTOS เพื่อประหยัดพลังงาน แบตเตอรี่ 646 mAh แบบ Silicon-Carbide ใช้งานได้ยาวถึง 16 วันในโหมดประหยัดพลังงาน รองรับฟีเจอร์สุขภาพครบทั้ง ECG, SpO2, HRV, การตรวจจับการล้มและ SOS ฉุกเฉิน พร้อม GNSS แบบ Dual-band ผ่านมาตรฐาน 5ATM, IP68, IP69 และ MIL-STD-810H

ถัดมาคือ OPPO Enco Clip2 หูฟังแบบเกี่ยวหู (Open-Ear) ที่ออกแบบ Unibody Ear Cuff ใหม่ทั้งหมด แต่ละข้างหนักเพียง 5.2 กรัม ใช้วัสดุไทเทเนียมอาร์คบางพิเศษ จุดขายสำคัญคือการจูนเสียงร่วมกับ Dynaudio แบรนด์เสียงระดับไฮเอนด์จากเดนมาร์ก ภายในใช้ไดรเวอร์คู่ไดนามิกขนาด 11mm และ 9mm รองรับ Bluetooth 6.1 พร้อม Codec LHDC 5.0, AAC และ SBC การเชื่อมต่อสองอุปกรณ์พร้อมกัน แบตเตอรี่ใช้งานรวมได้ถึง 40 ชั่วโมงกับเคสชาร์จ ผ่าน IP55 มาพร้อมฟีเจอร์ AI Translate แปลภาษาแบบเรียลไทม์ มีสองสี Luminous Gold และ Slate Grey

ปิดท้ายด้วย OPPO Enco Air5 Pro หูฟัง True Wireless แบบ In-ear ที่อัปเกรดระบบตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation ให้สูงถึง 55dB ครอบคลุมความถี่กว้าง 5,000Hz ใช้ไดรเวอร์ขนาด 12mm เคลือบไทเทเนียม รองรับ LHDC 5.0 Hi-Res Audio ที่ส่งสัญญาณได้ถึง 1 Mbps แต่ละข้างหนักเพียง 4.4 กรัม มีระบบไมค์สามตัวแบบ Triple-Mic AI Clear Call ตัดเสียงรบกวนตอนคุยโทรศัพท์ แบตเตอรี่ใช้งานได้ถึง 13 ชั่วโมงบนหูฟัง และ 54 ชั่วโมงรวมกับเคสชาร์จในโหมด ANC Off รองรับ Bluetooth 6.0, Slide Volume Control และ Spotify Tap ผ่าน IP55 มีสองสี Pearl White และ Matte Black
สำหรับราคาในประเทศไทยที่ OPPO ประกาศผ่านงาน Ultra Imaging Night ประกอบด้วย Find X9s รุ่น 12GB + 256GB ราคา 29,999 บาท และรุ่น 12GB + 512GB ราคา 34,999 บาท

ส่วน Find X9 Ultra รุ่น 12GB + 512GB ราคา 54,999 บาท และรุ่นใหญ่สุด 16GB + 1TB ราคา 69,999 บาท

ส่วนราคาของกลุ่ม IoT อย่าง OPPO Watch X3, OPPO Enco Clip2 และ OPPO Enco Air5 Pro ในประเทศไทย OPPO จะประกาศเพิ่มเติมผ่านตัวแทนจำหน่ายในช่วงหลังเปิดตัว
เครื่องเปิดให้จองและวางจำหน่ายในไทยแล้วผ่านตัวแทนจำหน่าย OPPO ทั่วประเทศและทางแอปพลิเคชัน MY OPPO
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด