PwC ชี้ความสามารถด้านดิจิทัลของธุรกิจครอบครัวไทยอยู่ในระดับต่ำ
เพียง 25% เท่านั้น

PwC เปิดผลสำรวจฉบับล่าสุด พบมีเพียงหนึ่งในสี่ หรือ 25% ของธุรกิจครอบครัวไทยที่มีความสามารถด้านดิจิทัลที่แข็งแกร่ง ต่ำกว่าทั่วโลกที่ 42% ขณะที่มากกว่า 70% มีแต่สมาชิกในครอบครัวเท่านั้นที่นั่งเป็นบอร์ดบริษัท มากกว่าเกือบสองเท่าของทั่วโลก สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่ธุรกิจครอบครัวจะต้องทบทวนการดำเนินการในด้านต่าง ๆ เพื่อสร้างความไว้วางใจกับกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการสืบทอดมรดกและขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

pwc

ทั้งนี้ รายงานผลสำรวจธุรกิจครอบครัวทั่วโลก ครั้งที่ 11 ฉบับประเทศไทย ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของรายงานผลสำรวจธุรกิจครอบครัวทั่วโลกของ PwC ได้รวบรวมความคิดเห็นของผู้บริหารกว่า 2,000 รายเกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ ที่มีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ โดยในจำนวนนี้มีผู้ตอบแบบสำรวจจากประเทศไทยจำนวน 44 รายพบว่า ธุรกิจครอบครัวไทยมีผลประกอบการที่ดีในช่วงปีที่ผ่านมาถึงแม้ว่าจะต้องเผชิญกับความท้าทายต่าง ๆ โดย 59% ของผู้ตอบแบบสำรวจมียอดขายเติบโต ขณะที่เพียง 14% มียอดขายลดลง เปรียบเทียบกับผลการสำรวจในปี 2564 ที่ 39% มียอดขายเติบโต และ 31% มียอดขายลดลง 

นอกจากนี้ 68% ของผู้ตอบแบบสำรวจยังคาดหวังว่า ยอดขายจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในอีกสองปีข้างหน้า ต่ำกว่าทั่วโลกเพียงเล็กน้อยที่ 77% โดยภารกิจที่ธุรกิจครอบครัวไทยให้ความสำคัญมากที่สุดสามอันดับแรก ได้แก่ การขยายสู่ตลาดหรือกลุ่มลูกค้าใหม่ (64%) การเพิ่มความจงรักภักดีของลูกค้า (48%) และการแนะนำสินค้าและบริการใหม่ ๆ (48%)

อย่างไรก็ดี ธุรกิจครอบครัวไทยส่วนใหญ่ยังไม่ได้ดำเนินการที่จำเป็นในการสร้างความไว้วางใจกับกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญสามกลุ่ม ได้แก่ ลูกค้า พนักงาน และสมาชิกในครอบครัว ซึ่งรวมถึงการผนวกแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, social and governance: ESG) เข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจ ความมุ่งมั่นที่ชัดเจนในเรื่องความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม (Diversity, equity and inclusion: DEI) และการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ดิจิทัล เป็นต้น

คุณ ไพบูล ตันกูล หัวหน้ากลุ่มลูกค้าธุรกิจครอบครัวและหุ้นส่วนสายงานตรวจสอบบัญชี บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวว่า “ธุรกิจครอบครัวมีความเสี่ยงอย่างมากที่จะสูญเสียความไว้วางใจ หากยังดำเนินธุรกิจในรูปแบบเดิม ๆ เพราะพฤติกรรมและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียในเรื่องต่าง ๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการให้ความสำคัญกับ ESG การสนับสนุนความแตกต่างหลากหลายและความเท่าเทียม รวมไปจนถึงคุณค่าและเป้าหมายขององค์กรที่ต้องสอดคล้องกับคุณค่าส่วนบุคคลและสังคมส่วนรวมด้วย”

รายงานระบุว่า 72% ของธุรกิจครอบครัวไทย ไม่มีการสื่อสารเป้าประสงค์ขององค์กรต่อสาธารณะ (สูงกว่าทั่วโลกที่ 59%) ขณะที่ 95% ไม่มีการสื่อสารกลยุทธ์ ESG ที่ชัดเจน (สูงกว่าทั่วโลกที่ 85%) และ 82% ไม่มีคำแถลงถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมแนวคิดด้าน DEI (สูงกว่าทั่วโลกที่ 79%)

ความสามารถด้านดิจิทัลของธุรกิจครอบครัวไทยยังอยู่ในระดับต่ำ

ผลจากการสำรวจยังแสดงให้เห็นว่า ธุรกิจครอบครัวไทยให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ดิจิทัลในระดับต่ำ โดยมีผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 25% เท่านั้นที่กล่าวว่า ตนมีความสามารถด้านดิจิทัลที่แข็งแกร่ง ต่ำกว่าทั่วโลกที่ 42% และมีเพียง 27% ที่มองการปรับปรุงความสามารถด้านดิจิทัลเป็นภารกิจอันดับต้น ๆ ขององค์กร ต่ำกว่าทั่วโลกเช่นกันที่ 44%

นอกจากนี้ ธุรกิจครอบครัวไทยส่วนใหญ่ยังขาดความพร้อมในการจัดทำธรรมาภิบาลข้อมูล (Data governance) โดยมีผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 27% เท่านั้นที่กล่าวว่า มีการสื่อสารและป้องกันการใช้ข้อมูลอย่างแข็งขัน ขณะที่ 14% มีการตอบโต้การโจรกรรมข้อมูลและละเมิดความเป็นส่วนตัวอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งสองตัวเลขต่ำกว่าทั่วโลกที่ 29% และ 27% ตามลำดับ

การจัดการกับความขัดแย้งและความไว้วางใจในผู้นำรุ่นใหม่

เมื่อพิจารณาถึงการจัดการกับความขัดแย้งภายในครอบครัวพบว่า ธุรกิจครอบครัวไทยเกือบครึ่ง หรือ 49% เลือกที่จะจัดการกับความขัดแย้งกันเอง โดยมีเพียง 18% เท่านั้นที่ประยุกต์ใช้กลไกการแก้ปัญหาความขัดแย้ง (Conflict resolution mechanism) เพื่อแก้ไขข้อพิพาท เช่น ธรรมนูญครอบครัว ข้อตกลงผู้ถือหุ้น หรือแม้กระทั่ง พินัยกรรม

ยิ่งไปกว่านั้น ธุรกิจครอบครัวไทยยังขาดความไว้วางใจในสมาชิกครอบครัวบางกลุ่ม โดยผู้นำรุ่นใหม่ (NextGens) ได้รับความไว้วางใจต่ำกว่าสมาชิกกลุ่มอื่น ๆ ที่ 20% เปรียบเทียบกับทั่วโลกที่ 43% นอกจากนี้ ความหลากหลายของคณะกรรมการบริษัท (Board diversity) ก็อยู่ในระดับต่ำ โดยผู้ตอบแบบสำรวจมากถึง 71% กล่าวว่า มีสมาชิกในครอบครัวเท่านั้นที่เข้าร่วมในคณะกรรมการบริษัท คิดเป็นสองเท่าของธุรกิจครอบครัวทั่วโลกที่ 36% 

สำหรับการให้อำนาจการตัดสินใจกับพนักงาน ผลสำรวจพบว่า ธุรกิจครอบครัวไทยไม่ถึงครึ่ง หรือ 47% มีกระบวนการภายในเพื่อให้พนักงานได้อุทธรณ์ หรือตั้งคำถามเกี่ยวกับการตัดสินใจของฝ่ายบริหารได้ ต่ำกว่าทั่วโลกที่ 57%

“การเปิดกว้างและยอมรับความแตกต่างหลากหลาย จะเป็นอีกวิธีหนึ่งในการสร้างความไว้วางใจและนำความยั่งยืนมาสู่กิจการ เพราะจะช่วยให้ธุรกิจครอบครัวเห็นมุมมองที่แตกต่าง และสามารถดึงดูดและรักษาคนเก่งไว้กับองค์กรได้”  คุณ ไพบูล กล่าว

ทั้งนี้ รายงานผลสำรวจธุรกิจครอบครัวทั่วโลก ครั้งที่ 11 ฉบับประเทศไทย เป็นส่วนหนึ่งของรายงานผลสำรวจธุรกิจครอบครัวทั่วโลกของ PwC โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจถึงมุมมองของธุรกิจครอบครัวที่มีต่อประเด็นสำคัญต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทั้งนี้ PwC ได้สำรวจความคิดเห็นของธุรกิจครอบครัวจำนวนทั้งสิ้น 2,043 รายจาก 82 ประเทศและอาณาเขต รวมถึงผู้ตอบแบบสำรวจจากประเทศไทยจำนวน 44 รายระหว่างวันที่ 20 ตุลาคม 2565 ถึง 22 มกราคม 2566 โดยท่านสามารถดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้ทาง www.pwc.com/th

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ทำไมการเปลี่ยนผ่านพลังงานโลกถึงชะงัก แม้ลงทุนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ WEF เผยรายงาน Energy Transition Index 2026 พร้อมชี้ 3 สิ่งที่โลกต้องทำเร่งด่วน

รู้หรือไม่ว่า ปี 2026 โลกลงทุนด้านพลังงานสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 3.3 ล้านล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้เป็นการลงทุนพลังงานสะอาดมากถึง 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ผลที่ได้กลับไม่เหมือนอย่างที่เรา...

Responsive image

'บ้านในอนาคตอาจไม่ได้ขายแค่ทำเล แต่ขายสุขภาพดี' BDMS ลงทุน 29,000 ล้านบาท ปั้น WellEra โครงการที่อยู่อาศัยเพื่อสุขภาพใจกลางลุมพินี

BDMS ทุ่ม 29,000 ล้านบาท เปิดตัว WellEra Wellness Complex ใจกลางลุมพินี โครงการที่ออกแบบให้บ้านและเมืองกลายเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน...

Responsive image

บีโอไอเคาะงบ 2,500 ล้านบาท อนุมัติ 48 โครงการ ภายใต้กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมปั้นคนทักษะสูงทะลุ 66,000 คน

บีโอไอเคาะ 2,500 ล้านบาท อนุมัติ 48 โครงการภายใต้กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ดันผู้ประกอบการไทยผ่าน Business Transformation และ Skill Bridge ยกระดับโรงงานสู่ Smart Factory...