สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin School of Management) ร่วมกับ MIT Sloan School of Management จัดการประชุมนานาชาติ "Sasin x MIT 2026: Leading Through Action for Tomorrow's World" เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 โดยรวบรวมผู้บริหาร นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายประเทศ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของภาวะผู้นำและการศึกษาในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สองที่สองสถาบันร่วมจัดงานในลักษณะนี้ หลังครั้งแรกเมื่อปี 2561 และต่อยอดจากความร่วมมือผ่าน Sasin-MIT Action Learning Lab ที่ดำเนินมาเกือบทศวรรษ โดยได้รับการสนับสนุนจาก Bangkok Bank, True และ TCP

Professor Ian Fenwick ผู้อำนวยการ Sasin School of Management เปิดงานด้วยการหยิบแนวคิดจากหนังสือ Escape from Freedom ของ Erich Fromm มาตั้งคำถามกับโลกปัจจุบัน โดยชี้ว่า แม้เทคโนโลยีจะทำให้มนุษย์มีอิสระมากขึ้น แต่กลับยิ่งนำไปสู่การ “ไหลตามกระแส” มากขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นโซเชียลมีเดียหรือรูปแบบความคิดแบบฝูงชน พร้อมเตือนว่าอันตรายของยุคนี้ไม่ใช่การถูกควบคุม แต่คือการกลายเป็น “หุ่นยนต์ที่ไม่คิด” ท่ามกลางคอนเทนต์ล้นโลกหรือ “AI slop”
เขาปิดด้วยคำกล่าวของ Theodore Roosevelt ที่ย้ำว่า “คนสำคัญไม่ใช่ผู้วิจารณ์ แต่คือผู้ลงมือทำและยอมรับความล้มเหลว” สะท้อนธีมหลักของงานที่เน้นการลงมือทำเหนือการพูดหรือคิดเพียงอย่างเดียว
ผู้บริหารในงานสะท้อนภาพเดียวกันว่า โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม ขณะที่ AI ยิ่งเร่งการเปลี่ยนแปลงให้รวดเร็วและซับซ้อนขึ้น ส่งผลให้การศึกษาต้องปรับจากการถ่ายทอดความรู้ ไปสู่การสร้างความสามารถในการรับมือสถานการณ์จริง
คุณชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า “การศึกษาจะช่วยให้คนรุ่นต่อไปพร้อมสำหรับอนาคตที่ไม่แน่นอน” ขณะที่ ศาสตราจารย์ ดร. ปาริชาต สถาปิตานนท์ ชี้ว่าความร่วมมือระหว่างศศินทร์และ MIT กำลังขยายไปสู่โปรแกรมใหม่ เช่น MIT Leaders for Global Operations (LGO) และการพัฒนา AI-assisted innovation
ด้าน David Capodilupo จาก MIT Sloan School of Management ปิดท้ายด้วยการย้ำแนวคิด “Mens et Manus” หรือ “Mind and Hand” โดยชี้ว่าภาวะผู้นำไม่สามารถเรียนรู้ได้จากห้องเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากการลงมือทำจริงในโลกที่หลากหลายและซับซ้อน
หัวใจสำคัญของงานนี้คือแนวคิด “Action Learning” ซึ่งเน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง โดยผู้เรียนจะได้ทำงานกับโจทย์จริงขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเอกชน หน่วยงานภาครัฐ หรือสตาร์ทอัพ
รูปแบบนี้แตกต่างจากการเรียนแบบเดิมที่อาศัย Case study หรือทฤษฎีในห้องเรียน เพราะผู้เรียนต้องเผชิญกับข้อจำกัด ความไม่สมบูรณ์ และความไม่แน่นอนของโลกจริง พร้อมทั้งรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของแนวทางที่นำเสนอ
แนวทางดังกล่าวจึงไม่ได้เพียงสร้างความเข้าใจเชิงทฤษฎี แต่ยังพัฒนาทักษะเชิงปฏิบัติ เช่น การแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม และการตัดสินใจภายใต้แรงกดดัน ซึ่งกำลังกลายเป็นทักษะสำคัญในยุคปัจจุบัน
หนึ่งใน Session สำคัญของงานคือการบรรยายโดย Professor Yasheng Huang จาก MIT Sloan ภายใต้หัวข้อ “Action Learning in the Age of AI”
Professor Huang ชี้ให้เห็นว่า การศึกษาด้านบริหารธุรกิจในอดีตให้ความสำคัญกับความรู้เชิงทฤษฎีและการวิเคราะห์เป็นหลัก แต่ในยุคที่ AI สามารถทำหน้าที่เหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น คุณค่าของความรู้แบบไม่ได้หายไป แต่ลดลงในแง่ของความแตกต่างระหว่างผู้เรียน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังคงทดแทนไม่ได้คือ ความรู้เชิงประสบการณ์ (Tacit knowledge) ซึ่งเกิดจากการลงมือทำจริงในบริบทที่ซับซ้อนและไม่แน่นอน
เขาอธิบายว่า Action Learning ทำงานผ่านวงจร “คิด–ทำ–ทบทวน” (think–act–reflect) ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้นำทฤษฎีไปทดสอบกับโลกจริง ก่อนกลับมาตั้งคำถามว่าสิ่งที่พบสอดคล้องหรือขัดแย้งกับสมมติฐานเดิมอย่างไร กระบวนการนี้ไม่เพียงช่วยให้เข้าใจความเป็นจริงมากขึ้น แต่ยังฝึกให้ผู้นำสามารถปรับมุมมองและตัดสินใจในสถานการณ์ที่ไม่มีคำตอบตายตัว
ในโลกที่ AI ทำให้การเข้าถึงความรู้เป็นเรื่องง่าย ความได้เปรียบจึงไม่ได้อยู่ที่ “ใครรู้มากกว่า” แต่คือ “ใครสามารถนำความรู้นั้นไปใช้ได้จริง”
ข้อมูลจากการสำรวจนักศึกษาและศิษย์เก่ากว่า 288 คน รวมถึงการวิเคราะห์เรซูเม่อีกกว่า 500 ฉบับ พบว่า ศิษย์เก่าที่มีประสบการณ์ทำงานจริงให้คุณค่ากับ Action Learning สูงกว่านักศึกษาปัจจุบันอย่างสม่ำเสมอในทุกมิติ สะท้อนให้เห็นว่าคุณค่าของการเรียนรู้รูปแบบนี้จะยิ่งชัดเจนเมื่อเผชิญโลกการทำงานจริง
Professor Huang สรุปว่า ความรู้ที่เป็นสูตรหรือทฤษฎีเป็นสิ่งที่ AI เข้ามาทดแทนได้ง่ายที่สุด ขณะที่ความสามารถในการตัดสินใจในความไม่แน่นอน การทำงานร่วมกับผู้คนหลากหลาย และการตีความโลกจากประสบการณ์ตรง ยังคงเป็นพื้นที่ที่ AI เข้าไม่ถึง
ในยุค AI หากการศึกษาด้านบริหารยังมีคุณค่าที่ทรงพลัง คุณค่านั้นจะมาจาก Action Learning เป็นหลัก
อีกหนึ่ง Session โดย ศาสตราจารย์ ดร. ปิยะชาติ ภิรมย์สวัสดิ์ จากศศินทร์ ได้ขยายภาพของโลกอนาคตในมุมที่กว้างขึ้น โดยเสนอว่า การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นควรถูกมองใน 3 มิติหลัก ได้แก่ ภูมิภาค เทคโนโลยี และแนวโน้มเชิงโครงสร้างของสังคม
ในมิติของภูมิภาค เขาชี้ให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีประชากรกว่า 770 ล้านคน และกำลังกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก ทำให้การพัฒนาองค์ความรู้ต้องสอดคล้องกับบริบทของภูมิภาคมากขึ้น (Regional Intelligence) ไม่ใช่เพียงอิงกับโมเดลตะวันตก
ขณะเดียวกัน เขาเน้นว่าเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนโลกไม่ได้มีเพียง AI แต่รวมถึงเทคโนโลยีอื่น เช่น VR, Blockchain และ Automation ซึ่งจะเข้ามาเปลี่ยนทั้งวิธีการทำงาน การตัดสินใจ และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
ในมิติของแนวโน้มระยะยาว หนึ่งในประเด็นที่ถูกยกขึ้นมาคือ Demographic Disruption หรือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีแนวโน้มเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อแรงงาน ตลาด และรูปแบบธุรกิจในอนาคต
นอกจากนี้ เขายังชี้ให้เห็นว่า การเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์และการออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อชี้นำการตัดสินใจ หรือ Nudging จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่องค์กรและสถาบันการศึกษาต้องนำมาใช้ควบคู่กับเทคโนโลยี
ศาสตราจารย์ ดร. ปิยะชาติ สรุปภาพรวมของโลกอนาคตผ่าน 5 ประเด็นสำคัญที่ธุรกิจและสถาบันการศึกษาควรจับตา ได้แก่
พร้อมย้ำว่า “การกระจายความเสี่ยง” ซึ่งเป็นหลักคิดสำคัญในโลกการเงิน สามารถนำมาปรับใช้เป็นแนวทางในการรับมือความไม่แน่นอนในทุกมิติของโลกปัจจุบันได้
การประชุม Sasin x MIT 2026 สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสำคัญของทั้งโลกธุรกิจและการศึกษาอย่างชัดเจน ในยุคที่ AI ทำให้การเข้าถึงความรู้เป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว ความแตกต่างจึงไม่ได้อยู่ที่ “ใครรู้มากกว่า” อีกต่อไป แต่คือ “ใครสามารถลงมือทำ ปรับตัว และเรียนรู้จากโลกจริงได้ดีกว่า”
เวทีนี้จึงไม่ใช่เพียงพื้นที่แลกเปลี่ยนแนวคิดระดับนานาชาติ หากยังเป็นสัญญาณของทิศทางใหม่ในการพัฒนาผู้นำ ที่ต้องผสานทั้งเทคโนโลยี ความเข้าใจเชิงระบบ และความสามารถในการลงมือทำจริง เพื่อรับมือกับโลกที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับพันธกิจของศศินทร์ในการ “Inspire, Connect, Transform” เพื่อสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่ไม่เพียงเข้าใจโลก แต่สามารถลงมือเปลี่ยนแปลงโลกได้จริง
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด