วงการเทคโนโลยีระดับโลกต้องสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อ SpaceX บริษัทเทคโนโลยีอวกาศภายใต้การนำของ Elon Musk ประกาศข้อตกลงอย่างเป็นทางการในการเข้าซื้อกิจการ Cursor สตาร์ทอัพดาวรุ่งด้าน AI สำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ด้วยมูลค่าสูงถึง 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในรูปแบบ Stock Deal
การประกาศดีลยักษ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วัน หลังจากที่ SpaceX เพิ่งสร้างปรากฏการณ์นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ และนี่ไม่ใช่แค่การขยายธุรกิจธรรมดา แต่ซ่อนนัยสำคัญทางยุทธศาสตร์เพื่อกอบกู้อาณาจักรปัญญาประดิษฐ์ของ Elon Musk และต่อยอดวิสัยทัศน์ระดับล้านล้านดอลลาร์

Cursor (ก่อตั้งขึ้นในปี 2022 ในชื่อ Anysphere) คือผู้พัฒนาเครื่องมือ AI Coding Tool ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในหมู่นักพัฒนาซอฟต์แวร์ทั่วโลก โดยมีความสามารถในการช่วยเหลือทั้งการเขียน แก้ไข และรีวิวโค้ดได้อย่างอัจฉริยะ
ความร้อนแรงของ Cursor พิสูจน์ได้จากตัวเลขและเส้นทางการเติบโต
แม้บริษัทจะเคยระดมทุนระดับ Series C ไปแล้ว 900 ล้านดอลลาร์ และอีก 2,300 ล้านดอลลาร์ในช่วงปลายปี 2025 แต่แหล่งข่าวระบุว่า เม็ดเงินเหล่านั้นอาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้บริษัทก้าวไปถึงจุดคุ้มทุนในสงคราม AI ที่เผาเงินอย่างมหาศาล
สาเหตุหลักที่ผลักดันให้ SpaceX ต้องเร่งปิดดีลนี้ เป็นผลมาจากปัญหาภายในของแผนก AI ซึ่งมีแกนหลักคือ xAI (สตาร์ทอัพ AI ของ Musk ที่ควบรวมเข้ากับ SpaceX เมื่อต้นปี) ที่กำลังเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่ ได้แก่
ด้วยสถานการณ์นี้ Cursor จึงเป็นเหมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะเข้ามาเติมเต็มทั้งในด้านบุคลากรผู้เชี่ยวชาญระดับหัวกะทิ และเทคโนโลยีที่พร้อมใช้งาน เพื่อต่อกรกับคู่แข่งที่ครองตลาดอยู่อย่าง Anthropic (ที่ปัจจุบันครองส่วนแบ่งตลาด AI Coding ถึงครึ่งหนึ่ง) และ OpenAI
การเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ของ SpaceX มาพร้อมกับคำมั่นสัญญาและวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ โดยบริษัทได้นำเสนอข้อมูลต่อนักลงทุนว่า SpaceX มีโอกาสในการเข้าถึงตลาด (Total Addressable Market - TAM) ที่มีมูลค่ามหาศาลถึง 28 ล้านล้านดอลลาร์ โดยในจำนวนนี้กว่า 26 ล้านล้านดอลลาร์ ผูกอยู่กับเทคโนโลยี AI อย่างแยกไม่ออก
SpaceX ประเมินโอกาสทางธุรกิจใน 2 แกนหลัก ได้แก่:
การดึง Cursor เข้ามาอยู่ในเครือข่าย จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะพิสูจน์ให้นักลงทุนเห็นว่า SpaceX สามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ AI ระดับองค์กรได้จริงตามที่สัญญาไว้
เงื่อนไขการเข้าซื้อกิจการด้วยมูลค่าหุ้นสามัญคลาส A จำนวน 60,000 ล้านดอลลาร์นี้ คิดเป็นการลดสัดส่วนหุ้นเพียง 3.4% จากมูลค่า IPO ของ SpaceX
นอกจากนี้ ในเอกสารไฟลิ่งยังระบุถึงเงื่อนไขสุดโหดตั้งแต่เจรจากันในเดือนเมษายนว่า หากดีลนี้ล่ม SpaceX จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการยกเลิกสัญญาเป็นเงินสด 1,500 ล้านดอลลาร์ และทรัพยากรประมวลผลอีก 8,500 ล้านดอลลาร์ รวมมูลค่าสูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม มูลค่ามหาศาลนี้กลับเป็นเรื่องที่ SpaceX ตัดสินใจได้ไม่ยากเมื่อเทียบกับกระแสตอบรับหลัง IPO เพราะเพียงแค่ข้ามสัปดาห์ หุ้นของ SpaceX ได้ทะยานจากราคาเปิดตัวที่ 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น ขึ้นไปทะลุ 200 ดอลลาร์ต่อหุ้นในการซื้อขายนอกเวลาทำการ (Pre-market)
ส่งผลให้มูลค่าตามราคาตลาดของ SpaceX เพิ่มขึ้นเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในเวลาเพียงไม่กี่วัน ซึ่งมากพอที่จะซื้อ Cursor ได้ถึง 16 บริษัทพร้อมๆ กัน ดันให้บริษัทก้าวขึ้นแท่นบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดอันดับ 4 ในสหรัฐฯ แซงหน้า Amazon และ Microsoft ไปโดยปริยาย
"เราตื่นเต้นที่จะได้ร่วมมือกับทีม SpaceX เพื่อขยายการใช้งาน Composer... นี่คือก้าวสำคัญบนเส้นทางของเราในการสร้างสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับการเขียนโค้ดด้วย AI" — Michael Truell ซีอีโอของ Cursor
ทั้งนี้ SpaceX คาดการณ์ว่ากระบวนการควบรวมกิจการทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ หากได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า การผสานขุมพลังระหว่างจรวดอวกาศของ SpaceX และ AI เขียนโค้ดระดับโลกของ Cursor จะสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อวงการเทคโนโลยีได้ลึกซึ้งเพียงใด
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด