เตรียมตัวรับแรงกระแทกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนโลก เมื่อยักษ์ใหญ่ด้านอวกาศและเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง SpaceX ของ Elon Musk ประกาศเดินหน้ายื่นไฟลิ่งต่อ SEC เตรียมนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq (ภายใต้ชื่อย่อหุ้น: SPCX) โดยกำหนดเคาะราคากลางคืนวันที่ 11 มิถุนายน และเปิดซื้อขายอย่างเป็นทางการเร็วที่สุดในวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2026 นี้
และนี่คือสรุปแบบลึกสุดใจ 14 สิ่งที่คุณต้องรู้ ที่รวบรวมข้อมูลอินไซด์ ตัวเลขงบการเงิน โมเดลธุรกิจ และเบื้องลึกหลังบ้านทั้งหมดของมหากาพย์ IPO แสนล้านดอลลาร์ในครั้งนี้!

SpaceX มีแผนจะเสนอขายหุ้น 555.6 ล้านหุ้น ที่ราคาคงที่ 135 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น โดยตั้งเป้าระดมทุนสูงถึง 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขนี้จะทำลายสถิติเดิมของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ Saudi Aramco (ที่เคยทำไว้ 2.94 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2019) ลงราบคาบ และจะขึ้นแท่นเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนโลก
ณ ราคาเป้าหมายที่กำหนดไว้ จะส่งผลให้ SpaceX เปิดตัวด้ว Market Cap สูงเฉียด 1.77 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 1.75 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อรวมออปชัน Greenshoe) ซึ่งเป็นรองเพียงแค่บริษัทระดับท็อป 6 ในดัชนี S&P 500 เท่านั้น และส่งผลให้ราคาหุ้นคิดเป็นอัตราส่วนยอดขายต่อราคาหุ้น (P/S Ratio) สูงถึง 94 เท่า ซึ่งแพงกว่าหุ้น Palantir ที่ขึ้นชื่อว่าแพงที่สุดใน S&P 500 (67 เท่า) เสียอีก
ปัจจุบัน Forbes ประเมินมูลค่าทรัพย์สินของมัสก์ไว้ที่ 8.26 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (โดยคำนวณจากมูลค่า SpaceX เดิมที่ 1.25 ล้านล้านดอลลาร์) หากการทำ IPO ที่มูลค่า 1.77 ล้านล้านดอลลาร์ครั้งนี้ประสบความสำเร็จ มูลค่าหุ้น SpaceX ที่มัสก์ถือครองจะเพิ่มขึ้นอีกมหาศาล และจะการันตีการดันทรัพย์สินรวมของเขาให้ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทะยานสู่ตำแหน่ง Trillionaire คนแรกในประวัติศาสตร์โลก
โครงสร้างธุรกิจของ SpaceX ที่จะเข้าตลาดในครั้งนี้ ไม่ได้มีแค่จรวดอีกต่อไป แต่กลายเป็นอาณาจักรเทคโนโลยีสุดซับซ้อน ที่รวมสินทรัพย์ของElon Musk ไว้ด้วยกัน โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่
ทำไมมูลค่าบริษัทถึงแพง? เพราะ Wallstreet ไม่ได้มอง SpaceX เป็นแค่บริษัทรับส่งผู้โดยสารไปดวงจันทร์อีกต่อไป สถาบันการเงินชั้นนำต่างประเมินว่าแผนก AI ของ SpaceX จะเติบโตขึ้นถึง 100 เท่าภายในสิ้นทศวรรษนี้
Goldman Sachs คาดว่ารายได้ AI จะพุ่งจาก 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีก่อน ไปแตะ 3.22 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2030
Evercore ISI มองดุเดือดกว่านั้น โดยคาดว่ารายได้ AI จะทะยานสู่ 7.55 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2031 หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 74% ของรายได้รวมทั้งบริษัท ขณะที่รายได้จากธุรกิจจรวดแบบดั้งเดิมจะเหลือสัดส่วนเพียง 1% เท่านั้น
ในเอกสารไฟลิ่งระบุว่า SpaceX มีการประเมินโอกาสทางการตลาดรวม (Total Addressable Market: TAM) ไว้อลังการถึง 28.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และที่น่าทึ่งคือ เม็ดเงินกว่า 26.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในนั้น ถูกนิยามว่าเป็นตลาดที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI แทบทั้งสิ้น
สิ่งที่ Elon Musk ใช้เป็นไม้เด็ดในการ Pitch เพื่อดึงดูดใจนักลงทุนคือ วิสัยทัศน์การสร้าง Orbital Compute หรือการส่งสถานีอวกาศพลังงานแสงอาทิตย์ที่ทำหน้าที่เป็น Data Center ประมวลผล AI ไปลอยอยู่บนชั้นบรรยากาศโลก โดยตั้งเป้าปล่อยดาวเทียมประมวลผลรุ่นแรก (V3) ในปี 2028 เพื่อขยายขีดความสามารถการคำนวณขั้นสูงโดยไม่ต้องพึ่งพาพื้นที่บนโลก ซึ่งในทางวิศวกรรมปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้จริง และเป็นความเสี่ยงที่ท้าทายมาก
แม้จะเป็นบริษัทที่ทุกคนอยากเป็นเจ้าของ แต่ความจริงคือภาพรวมของ SpaceX ยังคงขาดทุน โดยในปี 2025 บริษัททำรายได้ไป 1.87 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่มีผลขาดทุนจากการดำเนินงานถึง 2.6 พันล้านดอลลาร์ (และบางแหล่งข่าวระบุว่าผลขาดทุนรวมสุทธิอาจสูงถึง 4.9 พันล้านดอลลาร์)
ตัวการหลักที่ฉุดงบคือแผนก AI (xAI) ที่ปัจจุบันกำลังเผาเงินสดสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน เพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและซูเปอร์คอมพิวเตอร์สำหรับฝึกฝนโมเดล AI ส่งผลให้แผนกนี้ขาดทุนจากการดำเนินงานไป 6.4 พันล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว และโดนไปอีก 2.5 พันล้านดอลลาร์เฉพาะในไตรมาสแรกของปี 2026 นี้
ท่ามกลางตัวเลขสีแดง ธุรกิจเชื่อมต่อสัญญาณอย่าง Starlink คือพระเอกตัวจริงที่เป็นผู้ทำกำไร โดยในไตรมาสแรกของปี 2026 Starlink สร้างกำไรจากการดำเนินงานได้ถึง 4.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่ารายได้จะเติบโตจาก 1.14 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว ทะยานสู่ 1.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2030
นอกจากนี้ SpaceX เพิ่งทำดีลประวัติศาสตร์กับ Anthropic PBC (คู่แข่ง OpenAI) โดย Anthropic ตกลงจะจ่ายเงินให้ SpaceX เดือนละ 1.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐยาวไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2029 เพื่อเช่าใช้กำลังการประมวลผลคอมพิวเตอร์ AI ของ SpaceX
เพื่อรองรับความฝันอันยิ่งใหญ่ ทั้งสองสถาบันการเงินคาดว่าค่าใช้จ่ายฝ่ายทุน (CapEx) ของ SpaceX จะพุ่งกระฉูดจาก 2 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีก่อน ไปแตะ 3.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2030 และทาง Evercore คาดว่าจะพุ่งต่อเป็น 7.32 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2031 (โดยเป็นเงินลงทุนเกี่ยวกับ AI สูงถึง 6.66 แสนล้านดอลลาร์) ส่งผลให้ Goldman Sachs คาดการณ์ว่า กระแสเงินสดอิสระของบริษัทจะดิ่งลงแตะจุดต่ำสุดที่ ติดลบ 1.05 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2029 ก่อนจะพลิกกลับมาเป็นบวกได้มากกว่า 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2031
โครงสร้างทางการเงินและวิสัยทัศน์ Data Center ในอวกาศทั้งหมดที่กล่าวมา จะเกิดขึ้นได้จริงบนเงื่อนไขเดียวคือ จรวด Starship ต้องใช้งานได้จริง 100% เพื่อขนส่งอัปกรณ์หนักนับล้านตันขึ้นสู่วงโคจรในต้นทุนที่ต่ำ (เพราะจรวดตระกูล Falcon ทำไม่ได้)
ทว่าในความเป็นจริงเชิงวิศวกรรม ล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 การทดสอบบินครั้งที่ 12 ของ Starship (เวอร์ชัน V3) แม้จะขึ้นสู่อวกาศได้ แต่เครื่องยนต์ขัดข้องและเกิดการระเบิดขณะร่อนกลับลงมาในมหาสมุทรอินเดีย ทำให้เทคโนโลยีนี้ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ความเสถียรเชิงพาณิชย์ และเป็นความเสี่ยงแบบ Binary (คือถ้าสำเร็จจะรุ่งโรจน์ แต่ถ้าเหลวทุกอย่างคือศูนย์)
แม้จะเป็นบริษัทมหาชน แต่ SpaceX ใช้โครงสร้างหุ้นแบบสองกลุ่ม (Dual-class Share Structure) โดย Elon Musk ถือครองหุ้น Class B ที่มีสิทธิ์ออกเสียงสูงกว่าหุ้นทั่วไป (1 หุ้น มี 10 เสียง) ส่งผลให้หลังการทำ IPO เขาจะยังคงถือครองสิทธิ์การโหวตควบคุมบริษัทสูงถึง 82.4% ทำให้เขาเป็น Controlled Company ตามกฎของ Nasdaq ที่สามารถหักล้างมติผู้ถือหุ้นรายอื่นและแต่งตั้งบอร์ดบริหารได้ตามใจชอบ ผู้ลงทุนจึงต้องยอมรับความเสี่ยงที่จะต้องผูกชะตาชีวิตไว้กับ Musk ไปตลอดกาล
ข่าวดีสำหรับนักลงทุนทั่วไปคือ ดีล IPO ครั้งนี้มีการจัดสรรโควตาให้แก่ ผู้ลงทุนรายย่อย สูงถึง 30% ซึ่งถือว่ามากอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยสามารถส่งคำสั่งจองซื้อหุ้น IPO ได้โดยตรงผ่านแพลตฟอร์มโบรกเกอร์ยอดนิยม เช่น Robinhood, SoFi และ E*Trade (นอกจากนี้ยังมีการกันโควตาอีก 5% ไว้ให้พนักงาน และเพื่อนสนิทมิตรสหายของกลุ่มผู้บริหารด้วย)
ปิดท้ายด้วยมุมมองจากนักวิชาการชื่อดังอย่าง ศาสตราจารย์ Jay Ritter ผู้อำนวยการโครงการ IPO Initiative จากมหาวิทยาลัยฟลอริดา ที่ฝากข้อคิดเตือนใจนักลงทุนทุกคนที่กำลังจะกระโจนเข้าใส่ความคลั่งไคล้ในครั้งนี้ไว้ว่า
นักลงทุนจะทำกำไรได้จากการซื้อต่ำและขายสูง แต่ราคาของ SpaceX ในวันนี้ไม่ได้อยู่ในระดับที่ต่ำอีกต่อไปแล้ว... SpaceX อาจจะเป็นบริษัทที่ยอดเยี่ยมที่สุดคู่วงการ แต่นั่นไม่ได้แปลว่ามันจะเป็นหุ้นที่ยอดเยี่ยมสำหรับทำกำไรเสมอไป
Disclaimer: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการนำเสนอข่าวสาร บทเคราะห์เชิงวิชาการ และให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีและธุรกิจเท่านั้น เนื้อหาทั้งหมดไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการลงทุน (Financial Advice) หรือคำชี้ชวนในการซื้อขายหลักทรัพย์ใดๆ ทั้งสิ้น การลงทุนในหุ้นนอกตลาด (Private Market) และหุ้นสามัญทั่วไปมีความเสี่ยงสูง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดหรือบางส่วนได้ โปรดศึกษาข้อมูลจากหนังสือชี้ชวน (Prospectus) และเอกสารทางการเงินอย่างละเอียด หรือปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงินที่ได้รับอนุญาตก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
อ้างอิง: bloomberg, bloomberg, finance.yahoo
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด