เปลี่ยนมือถือเป็น ‘เรดาร์เตือนภัย’ ตรวจจับสิ่งรอบตัวได้แม้ไม่เชื่อมเน็ต พลิกโฉมเครือข่ายไร้สายสู่อนาคต

ปกติแล้วค้างคาวจะใช้คลื่นเสียงสะท้อนเพื่อนำทางและจับตำแหน่งสิ่งต่างๆ ในที่มืด ล่าสุดมีเทคโนโลยีใหม่ที่ชื่อว่า ISAC (Integrated Sensing and Communication) ที่นำไอเดียคล้ายๆ กันนี้มาใช้กับสมาร์ทโฟน เพื่อเปลี่ยนให้มือถือธรรมดาๆ กลายเป็น 'เรดาร์' ที่สามารถตรวจจับสิ่งต่างๆ รอบตัวและเตือนภัยเราได้แบบเรียลไทม์

ISAC ทำงานอย่างไร 

เทคโนโลยีนี้จะปล่อยคลื่นสัญญาณสะท้อนออกไปเพื่อทำให้เครือข่ายมือถือสามารถ 'มองเห็น' สภาพแวดล้อมรอบๆ ได้ โดยที่มันสามารถตรวจจับสิ่งของ คน หรืออะไรก็ตามที่ไม่ได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอยู่ได้เลย โดยที่เราไม่ต้องติดฮาร์ดแวร์อะไรเพิ่มที่ตัวเครื่อง

ทดสอบแล้วใช้งานได้จริง 

ตอนนี้ Vodafone ร่วมมือกับบริษัท Tiami Networks กำลังทดสอบเทคโนโลยีนี้อยู่ทดสอบที่ศูนย์วิจัยในสเปน โดยใช้ซอฟต์แวร์เข้าไปอัปเกรดเสาสัญญาณมือถือเดิมให้กลายเป็นเซนเซอร์วงกว้าง

ผลการทดสอบบนเครือข่าย 5G ออกมาน่าพอใจมาก เพราะระบบสามารถตรวจจับคนและวัตถุต่างๆ ได้สำเร็จ ที่สำคัญคือ มันไม่ไปรบกวนการใช้งานปกติเลย ไม่ว่าจะโทรศัพท์ ส่งข้อความ หรือเล่นเน็ต ทุกอย่างยังลื่นไหลเหมือนเดิม

เทคโนโลยีนี้เอาไปทำอะไรได้บ้าง

ในอนาคต มือถือของเราอาจจะแจ้งเตือนได้สารพัดอย่าง เช่น:

  • ความปลอดภัยส่วนตัว: เตือนเมื่อเราเดินเข้าใกล้จุดอันตราย หรือจุดที่คนแออัดเกินไป
  • การตรวจจับระดับองค์กร: ใช้ตรวจจับคนบุกรุก ตรวจจับโดรนที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือแม้แต่สแกนหาท่อประปาที่แตกซ่อนอยู่ในกำแพงตึก
  • การเก็บข้อมูลแบบไม่ละเมิดสิทธิ: เช่น ใช้ระบบนี้นับจำนวนคนเดินห้างได้ โดยไม่ต้องใช้กล้องวงจรปิดมาคอยจับภาพใบหน้าคน
  • อื่นๆ: ติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติ, เฝ้าระวังฝูงสัตว์ในพื้นที่กว้าง, ตรวจจับอาหารปนเปื้อน หรือช่วยให้หุ่นยนต์เข้าใจท่าทางมือของมนุษย์ได้ดีขึ้น

พร้อมใช้หรือยัง

แม้ว่า ISAC จะถูกวางแผนให้เป็นเทคโนโลยีหลักในยุค 6G (ที่คาดว่าจะเริ่มใช้ราวๆ ปี 2030) แต่ข้อดีของมันคือ สามารถใช้งานบนโครงสร้างพื้นฐาน 5G ในปัจจุบันได้เลย แค่อัปเดตซอฟต์แวร์ที่ฝั่งผู้ให้บริการเครือข่าย ไม่ต้องรื้อหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ให้เปลืองงบ

มาร์โก ซานกานี ผู้บริหารจาก Vodafone ทิ้งท้ายไว้ได้น่าสนใจว่า 'การทดสอบนี้แสดงให้เห็นว่าในอนาคตอันใกล้ มือถือจะไม่ได้มีหน้าที่แค่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต แต่มันจะกลายเป็นอุปกรณ์ที่คอยช่วยดูแลความปลอดภัยให้คุณในทุกที่ที่คุณไป'

อ้างอิง: techradar

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

Mahidol x Harvard Hackathon 2026: จากเวทีแข่งขันสู่กลไกขับเคลื่อนประเทศไทยบนแผนที่นวัตกรรมสุขภาพโลก

Mahidol x Harvard Health Systems Innovation Lab Hackathon 2026 คือความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดลกับ Harvard T.H. Chan School of Public Health นำโดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์ หม่อมหล...

Responsive image

ทำไมไทยต้องสร้าง AI ของตัวเอง? เจาะความร่วมมือ 'กระทรวง อว. x MIT Media Lab' ให้เด็กไทยเรียนรู้ได้ดีที่สุด เพื่อออกแบบอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

สรุปจากงานเสวนาหัวข้อ AI: The Invisible Architect of Future Industry เวทีแลกเปลี่ยนนโยบายและแนวทางการผลักดันอุตสาหกรรม AI โดยมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่...

Responsive image

Quantum Battery ตัวแรกของโลก ชาร์จเต็มในเสี้ยวควอดริลเลียนวินาที ยิ่งแบตใหญ่ ยิ่งชาร์จเร็ว เก็บพลังงานนานกว่าตอนชาร์จ 1 ล้านเท่า

ทีม CSIRO ร่วมกับ University of Melbourne และ RMIT เปิดตัว Quantum Battery ตัวแรกของโลก ชาร์จด้วย Laser ในเวลาเพียง 1 Femtosecond แต่เก็บประจุได้นานกว่าเวลาชาร์จ 1 ล้านเท่า และยิ่ง...