ผลวิจัยพบระบบ AI ครอปรูปของ Twitter อคติทางเพศและสีผิว

Twitter แพลตฟอร์มสนทนาทางโซเชียลมีเดียระดับโลกได้เผยแพร่รายงานการวิจัยฉบับใหม่ ระบุว่าเครื่องมือครอปรูปที่ทำงานโดยอัลกอริทึมนั้นเหยียดสีผิว หลังจากที่ระบบครอปรูปนั้นได้ตัดภาพคนผิวดำและผู้ชายออกไป ทั้งนี้ทางบริษัทเสริมว่า “วิธีการครอปรูปเป็นสิ่งที่มนุษย์นั้นตัดสินใจได้ดีที่สุด”

twitter , ai

โดยรายงานที่ศึกษาโดยนักวิจัยด้าน Machine Learning ทั้ง 3 ท่านได้ทำขึ้นมาหลังจากที่ผู้ใช้บัญชีทาง Twitter ได้ออกมาวิจารณ์ว่าระบบการครอปภาพอัตโนมัติของ Twitter มีความลำเอียง แสดงให้คนเห็นเฉพาะคนผิวขาว และตัดภาพคนที่มีผิวดำออกไป ผลลัพธ์ของงานวิจัยได้ปรากฎว่าระบบอัลกอริทึมเลือกครอปรูปแสดงผลภาพผู้หญิงได้ดีกว่าผู้ชาย 8% และแสดงผลภาพของคนผิวขาวได้ดีกว่าคนผิวดำ 4% 

ทั้งนี้ ในรายงานวิจัยได้อ้างอิงปัจจัยที่เป็นไปได้หลายประการ ซึ่งรวมไปถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับภาพหลังของรูป และสีตา โดยย้ำว่าเหตุผลดังกล่าวไม่ใช่ข้ออ้างแต่อย่างใด 

นอกจากนี้ ทางนักวิจัยได้จับข้อสังเกตอีกประการหนึ่งด้วยว่า ระบบการครอปภาพของอัลกอริทึมยังเน้นไปที่การครอปพรีวิวให้เห็นรูปร่างของผู้หญิงมากกว่าในส่วนของศีรษะของผู้หญิง ชี้ให้เห็นถึงผู้สร้างที่มีทัศนะการจับจ้องแบบผู้ชาย (Male Gaze) ถือได้ว่ารายงานนี้เป็นอีกหนึ่งความท้าทายของปัญญาประดิษฐ์ที่บ่งชี้ถึงผู้สร้างว่าอาจมีอคติทางเพศและสีผิวได้ 

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว Twitter จีงพยายามเปลี่ยนฟีเจอร์แสดงรูปภาพแบบเต็มขนาดบนแพลตฟอร์มในระบบปฏิบัติการของสมาร์ทโฟน แทนที่จะครอปรูปเหมือนในอดีต เพื่อลดความอคติที่เกิดขึ้นจากระบบอัลกอริทึมให้ได้มากที่สุด

ไม่ใช่แค่เพียง Twitter ที่ประสบกับประเด็นอคติทางเพศและสีผิว ก่อนหน้านี้ Google ก็เกิดความผิดพลาดทางเทคนิคในการใช้อัลกอริทึมระบุอุปกรณ์ในรูปภาพ โดยระบุว่าอุปกรณ์ที่คนผิวดำถือเป็นอาวุธปืน ขณะเดียวกัน เมื่อคนผิวขาวถืออุปกรณ์เช่นเดียวกันกับคนผิวดำ Google กลับระบุว่าเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ Google ถูกโจมตีอย่างหนัก และประเด็นอคติทางสีผิวของปัญญาประดิษฐ์เป็นที่พูดถึงในวงกว้างมากขึ้น  

นอกจากนี้ก่อนหน้าเมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา Timnit Gebru นักวิจัยด้านจริยธรรมของปัญญาประดิษฐ์ (AI ethics ) ได้ถูกไล่ออกจาก Google และยังถูกสั่งถอนงานวิจัยออก เนื่องจากก่อนหน้านี้ Gebru ได้พยายามที่จะตีพิมพ์งานวิจัยชิ้นใหม่ที่ได้มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับความเสี่ยงและแนวทางการแก้ไข หาก AI มีความผิดพลาดกรณีที่มนุษย์ได้ให้ความไว้ใจ จากการที่ปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้มันสามารถประมวลภาษาธรรมชาติได้ดีขึ้นและมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง Timnit Gebru เธอมีผลงานสร้างชื่อจากงานวิจัยที่ได้ร่วมทำกับ Joy Buolamwin นักวิจัยของ Microsoft เมื่อปี 2018 ถึงกรณีอคติของ AI ที่มีต่อการจดจำใบหน้าของคนผิวสีได้มีประสิทธิภาพต่ำกว่าคนผิวมากไปมาก ส่งผลให้ทั้งวงการ AI ได้เกิดการตั้งคำถามและศึกษาถึงกรณีดังกล่าวมากขึ้น 


อ้างอิง reuters


ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

รถ EV นำเข้าไม่มีโรงงานในไทย เตรียมเจอภาษีแพงขึ้น บอร์ดอีวีเคาะแนวคิดใหม่ 'ยิ่งผลิตในไทยมาก ใช้ชิ้นส่วนในไทยเยอะ ภาษียิ่งถูกลง'

รถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าจากต่างประเทศโดยไม่มีโรงงานผลิตในไทยกำลังจะเสียภาษีสรรพสามิตแพงขึ้น ขณะที่ค่ายรถที่ลงทุนตั้งโรงงานในไทยและใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศมากขึ้นจะได้อัตราภาษีที่ต่ำล...

Responsive image

Krungsri Finnovate เปิดเกม Wellness Economy ชูสุขภาพสู่การลงทุนแห่งอนาคต ในงาน Future Wellness Economy Forum 2026

Krungsri Finnovate ตอกย้ำบทบาท Corporate Venture Capital ที่มุ่งเชื่อมโยง “เงินทุน นวัตกรรม และ Ecosystem” เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับธุรกิจ Healthcare และ Wellness จัดงาน Future Wel...

Responsive image

บีโอไอ อัดฉีดกว่า 4,800 ล้านบาท เสริมแกร่งธุรกิจไทย ปั้นบุคลากรทักษะสูงกว่า 7.6 หมื่นคน

บีโอไอไฟเขียวเพิ่ม 55 โครงการ ภายใต้มาตรการ Business Transformation และ Skill Bridge รวมสะสม 108 โครงการ วงเงินสนับสนุนกว่า 4,800 ล้านบาท ยกระดับธุรกิจไทยด้วย AI และระบบอัตโนมัติ พ...