ทำไม Warner Bros. เลือกขายกิจการให้ Netflix หลังปฏิเสธดีลก้อนยักษ์จาก Paramount

หลังจากที่มีกระแสข่าวมาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับ Warner Bros. ที่กำลังจะขายกิจการ โดยมี Netflix ที่ยื่นดีลก้อนใหญ่ ต่อมาก็มี Paramount ที่พยายามปาดหน้าเค้กด้วยการทุ่มเงินไม่อั้นถึง 1.08 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ 

ล่าสุดมีรายานว่า Warner Bros. ตัดสินใจปฏิเสธดีลจาก Paramount เรียบร้อยแล้ว และหันไปเลือกจับมือกับ Netflix ในดีลที่มีมูลค่าที่น้อยกว่าที่ 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์แทน

เกิดอะไรขึ้นเบื้องหลังการตัดสินใจนี้ ? และทำไม Warner Bros. ถึงยอมทิ้งเงินส่วนต่างมหาศาล ทั้งที่อีกฝ่ายพยายามตื้อแบบกัดไม่ปล่อย ? 

ต้องเล่าย้อนกลับไปก่อนว่า Paramount ไม่ได้เพิ่งกระโดดเข้ามาในดีลนี้ แต่พวกเขาพยายามจีบ Warner Bros. มาอย่างยาวนานและดุเดือด 

ในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน 2025 Paramount ได้ยื่นข้อเสนอไปแล้วถึง 3 ครั้ง แต่ก็ถูกปฏิเสธกลับมาทั้งหมด

จุดพีคของเรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2025 เพียงแค่ 3 วัน หลังจากที่มีขาวว่า Netflix จะเข้าซื้อกิจการ Warner Bros. ทาง Paramount ก็ตัดสินใจเปิดศึก Hostile Bid ด้วยเม็ดเงินไม่อั้นถึง 1.08 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อหวังพลิกเกมปาดหน้าเค้ก

แต่อย่างไรก็ตาม บอร์ดบริหารของ Warner Bros. ได้ปฏิเสธดีลนี้ไป โดยให้เหตุผลที่น่าสนใจว่า ข้อเสนอจากฝั่ง Paramount ซึ่งมีตระกูล Ellison มหาเศรษฐีระดับโลกหนุนหลัง แม้จะมีตัวเลขที่สูงกว่า แต่โครงสร้างทางธุรกิจของพวกเขากลับเป็นอุปสรรคชิ้นโต 

เนื่องจาก Paramount ทำธุรกิจเคเบิลทีวี และเป็นเจ้าของช่องทีวียักษ์ใหญ่อย่าง CBS อยู่แล้ว หากปล่อยให้ซื้อ Warner Bros. ที่มีช่อง CNN เข้าไปอีก จะทำให้เกิดการผูกขาดตลาดสื่อทีวีแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมากที่จะถูกหน่วยงานกำกับดูแลสั่งเบรกดีลกลางอากาศ

หากเทียบกับดีลของ Paramount แล้ว ข้อเสนอของ Netflix ถือว่าแฟร์กว่ามาก เนื่องจาก Netflix ขอซื้อแค่สตูดิโอ และบริการสตรีมมิ่งอย่าง (HBO) เพื่อนำคอนเทนต์ดัง ๆ ของ Warner Bros. อย่าง Harry Potter ไปเติมเต็มพอร์ตของตัวเองให้แข็งแกร่ง ต่างจาก Paramount ที่ขอซื้อทั้งกิจการ

ทำไม Netflix ถึงกล้าทุ่มเงินขนาดนี้ ? คำตอบอยู่ที่ ความคุ้มค่าจากการควบรวมกิจการ โดย Netflix คำนวณมาแล้วว่า หากได้ Warner Bros. มาครอง จะสามารถประหยัดต้นทุนการดำเนินงานได้ถึง 2-3 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ภายในปีที่ 3 ซึ่งในระยะยาวคือกำไรมหาศาล

แต่ดีลนี้ทำให้ Warner Bros. ต้องยอมแยกธุรกิจทีวีแบบดั้งเดิมของตัวเองอย่างช่อง CNN และ TNT ออกไปตั้งเป็นบริษัทให่ก่อนที่การควบรวมจะเสร็จสิ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ดีลระหว่าง Netflix และ Warner Bros. ยังไม่เสร็จสิ้นในทันที และคาดว่าจะจบได้ในช่วงปี 2027

และเพื่อให้มั่นใจว่าดีลนี้จะสำเร็จลุล่วงด้วยดี ทั้งสองฝ่ายได้วางเงินประกันความเสี่ยงไว้ค่อนข้างสูง โดยหากดีลล่มเพราะ Netflix เช่น กู้เงินไม่ได้ หรือเปลี่ยนใจ Netflix ต้องจ่ายค่าปรับหนักถึง 5.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และหากดีลล่มเพราะ Warner Bros. ก็ต้องจ่ายถึง 2.8 พันล้านดอลลาร์เช่นกัน

ในตอนนี้บอร์ดบริหารของทั้ง Netflix และ Warner Bros. ได้โหวต อนุมัติแบบเอกฉันท์ เรียบร้อยแล้ว ถือเป็นการปิดประตูใส่หน้า Paramount อย่างสมบูรณ์ เหลือเพียงด่านสุดท้ายคือการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล และเสียงโหวตจากผู้ถือหุ้นของ Warner Bros. เท่านั้น ที่จะเป็นบทสรุปของดีลประวัติศาสตร์ครั้งนี้

อ้างอิง : BBC, Reuters, yahoo finance

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

นายกฯ หารือ Canva ดัน Creative Economy ไทยสู่ตลาดโลก พร้อมชวนตั้งสำนักงานภูมิภาคและศูนย์วิจัย AI-Design

เอกนิติเผยผลภารกิจของนายกฯ ที่ออสเตรเลีย รัฐบาลชวน Canva ตั้งสำนักงานภูมิภาคและศูนย์วิจัย AI-Design ในไทย ตั้งเป้าช่วย SME 40,000 ราย เพิ่ม Canva Creators ไทยจาก 190 เป็น 1,000 คน ...

Responsive image

สรุปฟีเจอร์ Google Search อัปเดตใหม่ สแกนการบ้าน - ปั้นโมเดล 3D ติวสอบครบในที่เดียว

Google อัปเดตใหญ่ Search, Lens และ Gemini ต้อนรับเปิดเทอม แปลงหน้าค้นหาเป็น Interactive Learning Space พร้อมแจกสิทธิ์ Google AI ฟรี 12 เดือนแก่นักศึกษา...

Responsive image

เมืองไทยประกันชีวิต ยกระดับบริการ เคลมไม่ต้องสำรองจ่าย ผนึก iClaim เพิ่มทางเลือกรักษาในโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ 

เมืองไทยประกันชีวิตขยายบริการ Health Claim ผ่านระบบ iClaim เชื่อมโรงพยาบาลรัฐกว่า 400 แห่งทั่วประเทศ ให้ลูกค้าใช้สิทธิประกันสุขภาพแบบ Cashless Claim ลดภาระสำรองจ่ายและเพิ่มความสะดว...