
รู้หรือไม่ว่า ปี 2026 โลกลงทุนด้านพลังงานสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 3.3 ล้านล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้เป็นการลงทุนพลังงานสะอาดมากถึง 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ผลที่ได้กลับไม่เหมือนอย่างที่เราคิด ดัชนีการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition Index หรือ ETI) ทั่วโลกแทบไม่ขยับ บวกไปเพียง 0.03%
รายงาน Energy Transition Index 2026 จาก World Economic Forum (WEF) ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2026 วิเคราะห์ 120 ประเทศทั่วโลก และสรุปว่าความก้าวหน้าของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอยู่ในภาวะ 'ชะงัก' รายงานฉบับนี้จัดทำร่วมกับ Accenture บริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และเทคโนโลยีระดับโลก
ETI วัดผลการทำงานของระบบพลังงานใน 2 มิติหลัก ได้แก่ ประสิทธิภาพระบบพลังงานในปัจจุบัน (System Performance) และความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคต (Transition Readiness)
ผลในปี 2026 สะท้อนความขัดแย้ง 2 ขั้วที่ชัดเจน ประสิทธิภาพระบบพลังงานปรับตัวขึ้น +0.43% โดยมี 2 มิติที่ดีขึ้น ได้แก่ ความเสมอภาคด้านการเข้าถึงพลังงาน (Equity) เพิ่มขึ้น +1.6% และความยั่งยืน (Sustainability) เพิ่มขึ้น +0.6%
แต่ตัวเลขด้านความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) กลับลดลง 0.9% จากปัญหาการนำเข้าพลังงานที่ยังกระจุกตัว และระบบสายส่งไฟฟ้าที่ขาดความเสถียร เหตุการณ์ที่ซ้ำเติมสถานการณ์คือความหยุดชะงักที่ช่องแคบฮอร์มุซในปี 2026 ซึ่งทำให้ความเปราะบางด้านความมั่นคงพลังงานที่มีอยู่เดิมรุนแรงยิ่งขึ้น
ที่หนักกว่านั้นคือ Transition Readiness หรือดัชนีชี้วัดว่าประเทศมีความพร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านในระยะยาวแค่ไหน ตัวเลขนี้ลดลง 0.76% ถือเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ 4 ใน 5 มิติของ Readiness อ่อนแอลงพร้อมกัน สัญญาณนี้บอกว่ารากฐานที่จะรองรับความก้าวหน้าในอนาคตกำลังสั่นคลอน แม้จะมีเม็ดเงินลงทุนมหาศาลเท่าไรก็ตาม
1.เงินไปไม่ถึงที่ที่ต้องการ
เม็ดเงินลงทุนพลังงานสะอาด 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ อาจฟังดูมหาศาล แต่ 75% กระจุกตัวอยู่แค่ไม่กี่ตลาดในโลก ประเทศกำลังพัฒนาซึ่งจะเป็นแหล่งความต้องการพลังงานใหม่ถึง 80% ในอนาคต กลับต้องแบกรับต้นทุนการเงินสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้ว 2 ถึง 3 เท่า ดัชนีด้านการเงินและการลงทุน (Finance and investment) จึงร่วงหนักที่สุดในกลุ่ม Readiness ที่ -1.8%
ในขณะที่การศึกษาและทุนมนุษย์ (Education and human capital) เป็นมิติเดียวที่ยังขึ้นได้ที่ +2.0% แต่ไม่เพียงพอที่จะชดเชยการลดลงในด้านอื่นๆ
2.โครงข่ายพลังงานไม่ทันรับมือการขยายตัว
ปัจจุบันมีโครงการพลังงานที่ติดค้างรอเชื่อมต่อเข้าระบบรวมกันกว่า 2,500 กิกะวัตต์ทั่วโลก ช่องว่างระหว่างพลังงานหมุนเวียนที่ติดตั้งแล้วกับความจุสายส่งที่รับได้ยังเป็นคอขวดที่แก้ยาก
3.นโยบายไม่นิ่ง
ดัชนีด้านนโยบายและความมุ่งมั่นทางการเมือง (Regulation and Political Commitment) ลดลง 1.2% โดยหลักมาจากความไม่แน่นอนทางนโยบายในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก ดัชนีด้านนวัตกรรม (Innovation) ก็ลดลง 1.1% ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน
ภาพรวมนี้ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อพิจารณาว่ามีเพียง 24% ของประเทศทั้งหมดที่สามารถพัฒนาประสิทธิภาพระบบพลังงานครบทุกมิติพร้อมกันได้ ลดลงจาก 28% ในปี 2025 การรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคง ความยั่งยืน และราคาที่เข้าถึงได้จึงยากขึ้นทุกปี
นอกจากนี้ แม้ดัชนีด้านความเสมอภาคจะดีขึ้น แต่ภาวะราคาพลังงานที่ผันผวนล่าสุดกำลังทำให้ความก้าวหน้าในส่วนนี้ตกอยู่ในความเสี่ยง

ประเทศพัฒนาแล้วยังคงนำโด่งในอันดับ ETI โดยมี 14 ประเทศจาก 20 อันดับแรกอยู่ในกลุ่มนี้ กลุ่มนอร์ดิกอย่างสวีเดน ฟินแลนด์ เดนมาร์ก และนอร์เวย์ รักษาตำแหน่งสูงสุดไว้ได้ จากนโยบายพลังงานที่แข็งแกร่ง โครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาแล้ว และการกระจายแหล่งพลังงานที่หลากหลาย
สำหรับมหาอำนาจเศรษฐกิจ จีนอยู่ในอันดับที่ 14 และยังขยายการลงทุนพลังงานสะอาดในระดับสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง ส่วนสหรัฐอเมริกาอยู่ในอันดับที่ 19 โดยมีแรงกดดันหลักมาจากความไม่แน่นอนทางนโยบายภายในประเทศที่ฉุดดัชนีความพร้อมลง อินเดียอยู่ในอันดับที่ 70 แต่ก้าวหน้าขึ้นอย่างน่าสังเกตในด้านความมั่นคงพลังงานและการเข้าถึง
ประเทศที่น่าจับตาในปีนี้คือคาซัคสถาน ซึ่งทำคะแนนรวมเพิ่มขึ้นมากสุดที่ +3.2 จากการพัฒนาเงื่อนไขการลงทุนและความมั่นคงพลังงาน ขณะที่กาตาร์นำในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (MENA) ด้วยคะแนนที่เพิ่มขึ้น +2.6
ภูมิภาค Sub-Saharan Africa หรือแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮาราสร้างความประหลาดใจด้วยผลงานประจำปีที่ดีที่สุดในบรรดาทุกภูมิภาค เป็นผลมาจากพัฒนาด้านการศึกษาและทุนมนุษย์ โดยมีแทนซาเนียและซิมบับเว เป็นสองประเทศตัวอย่างที่โดดเด่นในด้านนี้ ในทางตรงข้าม เอเชียตลาดเกิดใหม่ (Emerging Asia) เป็นภูมิภาคเดียวในโลกที่คะแนนเฉลี่ยปรับตัวลดลง (ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 50)
ETI 2026 ระบุ 3 ด้านที่ต้องเร่งจัดการเพื่อรักษาโมเมนตัมและเร่งการเปลี่ยนผ่าน
1.ออกแบบระบบพลังงานให้รับมือวิกฤตได้ตั้งแต่ต้น
ทั้งเรื่องเชื้อเพลิง โครงข่ายสายส่ง ห่วงโซ่อุปทาน และแร่ธาตุสำคัญ (Critical Minerals) รายงานชี้ว่าความมั่นคง ราคาที่เข้าถึงได้ และความยืดหยุ่นต้องเป็นหลักการออกแบบโครงสร้าง ไม่ใช่มาตรการตอบสนองวิกฤตชั่วคราว
2.ปลดล็อกคอขวดที่ทำให้โครงการค้างคา
ต้องเร่งปรับกระบวนการขออนุญาตให้เร็วขึ้น ปิดช่องว่างระหว่างพลังงานหมุนเวียนที่ติดตั้งแล้วกับความจุสายส่งที่รับได้ และจัดการ 2,500 กิกะวัตต์ที่ยังรอคิวเชื่อมต่ออยู่
3.ฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ผ่านนโยบายที่นิ่งและคาดเดาได้ ลดช่องว่างต้นทุนการเงินระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา และนำเม็ดเงินไปสู่ตลาดที่จะขับเคลื่อนความต้องการพลังงานส่วนใหญ่ของโลกในทศวรรษหน้า
รายงานฉบับนี้ระบุชัดว่า การขยายการติดตั้งพลังงานสะอาดอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะปัจจัยด้านนโยบาย การเงิน และโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องคอยค้ำจุนความก้าวหน้านั้นกำลังอ่อนแอลง การปิดช่องว่างเหล่านั้นคือความท้าทายที่ชี้ชะตาของการเปลี่ยนผ่านพลังงานในเฟสถัดไป
อ้างอิง : World Economic Forum
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด