Ratepayer Protection Pledge คืออะไร? ทำไมบิ๊กเทคทั่วโลกถึงต้องจับตามองดีลนี้

กลายเป็นดีลที่สั่นสะเทือนทั้งวงการเทคโนโลยีและพลังงาน เมื่อยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Google, Microsoft, Meta, Amazon รวมถึงตัวตึงฝั่ง AI อย่าง OpenAI และ xAI ของ Elon Musk ยอมพักรบชั่วคราวแล้วเดินเข้าทำเนียบขาวเพื่อเซ็นข้อตกลงประวัติศาสตร์ Ratepayer Protection Pledge

ใจความสำคัญคือ บรรดาบิ๊กเทคเหล่านี้ยอมรับปากกับรัฐบาล Donald Trump ว่า "จะจ่ายค่าไฟและค่าขยายโครงสร้างพื้นฐานเองทั้งหมด" เพื่อดับฝันร้ายของชาวอเมริกันที่กลัวว่าการรัน Data Center มหาศาลเพื่อเทรน AI จะทำให้ค่าไฟบ้านพุ่งสูงกว่าเดิม และประชาชนจะต้องรับกรรมในส่วนนี้

ดีลนี้ = ต่อจากนี้ Data Center จะต้องสร้างโรงไฟฟ้าใช้เอง หรือเปล่า ?

สาระสำคัญของข้อตกลง Ratepayer Protection Pledge

บริษัทชั้นนำอย่าง Google, Microsoft, Meta, Amazon รวมถึงบริษัท AI อย่าง OpenAI, xAI และ Oracle ได้ร่วมลงนามในคำมั่นสัญญาปกป้องผู้ใช้ไฟฟ้า ณ ทำเนียบขาว เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยมีรายละเอียดหลักดังนี้:

1. อยากใช้ไฟเท่าไหร่ ต้องหามาเติมเท่านั้น (New Power Supply)

บริษัทต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ หรือซื้อไฟฟ้าจากแหล่งผลิตใหม่ที่ "สร้างเพิ่มขึ้นมาเป็นพิเศษ" เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตัวเองโดยเฉพาะ และถ้าเป็นไปได้ ต้องช่วยเพิ่มกำลังการผลิตเผื่อแผ่ไปยังสาธารณะด้วย

เพื่อให้บริษัทพึ่งพาตัวเองได้ และไม่ไปแย่งใช้ไฟฟ้าจนทำให้ราคาไฟในตลาดพุ่งสูงขึ้น

2. อัปเกรดโครงข่ายไฟฟ้าต้องจ่ายเอง (Infrastructure Upgrades)

ไม่ใช่แค่ค่าไฟ แต่ค่าสายส่ง ค่าหม้อแปลง หรือการยกระดับโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ บริษัทต้องเป็นคนจ่ายบิลทั้งหมด ห้ามเนียนเอาไปรวมในภาษีหรือค่าไฟฐานของครัวเรือน

เพื่อให้การมาของดาต้าเซ็นเตอร์เป็น "ของขวัญ" ที่ช่วยยกระดับระบบไฟ ไม่ใช่ "ภาระ" ของคนในพื้นที่

3. จ่ายแน่นอน ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย (Pay Whether They Use or Not)

บริษัทต้องตกลงโครงสร้างค่าไฟแบบพิเศษกับรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐวิสาหกิจไฟฟ้า โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ "ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าและค่าโครงสร้างพื้นฐานตามที่ตกลงไว้ แม้ว่าช่วงนั้นจะไม่ได้เปิดใช้งานไฟฟ้าก็ตาม"

ป้องกันความเสี่ยงไม่ให้ประชาชนต้องมาแบกต้นทุนแทน หากวันหนึ่งดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้ลดการใช้งานหรือปิดตัวลง

4. จ้างงานคนในพื้นที่ สร้างสกิลใหม่ให้ชุมชน (Local Jobs)

บริษัทต้องลงทุนในชุมชนที่ตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ ตั้งแต่การจ้างงานคนในท้องถิ่น ไปจนถึงการจัดโปรแกรมฝึกทักษะ (Upskill) ให้แรงงานได้รับอานิสงส์จากยุคทองของเทคโนโลยี

เพื่อให้คนทำงานชาวอเมริกันได้ประโยชน์ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มก่อสร้างจนถึงวันที่ระบบรันจริง

5. เป็นแบตเตอรี่สำรองยามฉุกเฉิน (Grid Resilience)

บริษัทต้องประสานงานกับผู้ควบคุมโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อแชร์ทรัพยากรพลังงานสำรองของตัวเองออกมาช่วยชุมชนในช่วงที่ไฟขาดแคลน เพื่อป้องกันปัญหาไฟตกหรือไฟดับ

เปลี่ยนดาต้าเซ็นเตอร์ให้เป็นฮีโร่ที่ช่วยกู้สถานการณ์ยามวิกฤตพลังงาน แทนที่จะเป็นตัวดูดไฟเพียงอย่างเดียว

Donald Trump กล่าวในพิธีลงนามว่า 

นี่คือชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของครอบครัวชาวอเมริกันจำนวนมหาศาล บริษัทเทคโนโลยีจะได้พลังงานที่ต้องการ โดยไม่ไปเพิ่มภาระค่าครองชีพให้แก่ผู้บริโภค และยังช่วยให้โครงข่ายไฟฟ้าของเราแข็งแกร่งกว่าที่เคย

สรุปได้ว่า ความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของสหรัฐฯ แขวนอยู่บนโครงสร้างพื้นฐาน ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องแข็งแกร่งและเสถียร เพราะนี่คือรากฐานของอินเทอร์เน็ต, คลาวด์ และ AI ที่ค้ำจุนความมั่นคงของชาติ แต่ในขณะที่โครงสร้างเหล่านี้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ "คนอเมริกันไม่ควรต้องมานั่งแบกรับค่าไฟแทนบริษัทเอกชน" ประธานาธิบดีทรัมป์จึงออกโรงบีบให้เหล่า Hyperscalers และบริษัท AI ยักษ์ใหญ่ต้องสร้าง นำเข้า หรือซื้อพลังงานที่ตัวเองใช้เองทั้งหมด 100% ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

แม้บิ๊กเทคจะพร้อมเปย์เงินมหาศาลเพื่อแก้ปัญหา แต่ผู้เชี่ยวชาญอย่าง Jon Gordon จาก Advanced Energy United กลับตั้งคำถามตัวโต ๆ ว่านี่คือทางออกที่ยั่งยืนจริงหรือ? เพราะปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่แค่เรื่อง "ใครจะเป็นคนจ่าย" แต่คือความเร็วในการเข็นพลังงานเข้าสู่ระบบให้ทันกับความต้องการที่พุ่งทะยานแบบหยุดไม่อยู่ ยิ่งเมื่อรัฐบาลชุดนี้มุ่งเน้นไปที่การผลิตไฟจากก๊าซธรรมชาติและฟอสซิลเป็นหลัก ซึ่งต้องใช้เวลาก่อสร้างยาวนานกว่าพลังงานทางเลือกอย่างโซลาร์เซลล์หรือกังหันลมหลายเท่าตัว ต่อให้บริษัทจะรวยแค่ไหน แต่เงินเหล่านั้นก็อาจจะไม่ได้ช่วยให้โรงไฟฟ้าสร้างเสร็จทันใจพอที่จะช่วยลดความตึงเครียดของโครงข่ายไฟฟ้าในเร็ววัน

อ้างอิง: theguardian

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

UN ตั้งทีมนักวิทยาศาสตร์ AI 40 คน สร้าง ‘ความเข้าใจ AI แบบสากล‘ หาคำตอบให้โลก ก่อนเทคโนโลยีจะวิ่งเร็วกว่านโยบาย

UN ตั้งคณะนักวิทยาศาสตร์ AI 40 คน เพื่อประเมินผลกระทบของ AI ต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงโลก พร้อมสร้างความเข้าใจร่วมระดับสากลด้านการกำกับดูแล AI...

Responsive image

ติดปีก HealthTech ไทย NIA ผนึกมหิดลและพันธมิตร เปิดตัว 'SpearH HealthTech Accelerator'

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรม HealthTech ทั่วโลกเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีอัตราการขยายตัวมากกว่า 25% ต่อปี ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงนี้ ประเทศไทยกำลังเดินหน้าผลักดันศักยภาพของต...

Responsive image

Luma เปิดตัว ‘Luma Agents’ รวมงานครีเอทีฟจบในที่เดียว ลดเวลาทำโฆษณาจากหลักปีเหลือ 40 ชั่วโมง!

Luma เปิดตัว Luma Agents ขุมพลัง AI ตระกูล Unified Intelligence ช่วยสร้างสรรค์งานครีเอทีฟครบวงจร ทั้งข้อความ ภาพ วิดีโอ และเสียง โดดเด่นด้วยระบบตรวจทานตัวเอง โชว์ศักยภาพลดเวลาทำงาน...