depa-IBM-กระทรวงดีอี รวมตัวดึงนักวิจัย มหาลัย ผู้พัฒนาเทค และหน่วยงานรัฐ สร้าง Quantum Ecosystem ให้ประเทศไทย

อย่างที่ทราบกันว่าระบบความปลอดภัยในสมาร์ตโฟน แอปธนาคาร ระบบพวกนี้ถูกล็อกไว้ด้วยโจทย์คณิตศาสตร์ที่เรียกว่า RSA Encryption 2048 บิต ซึ่งหลักการของมันคือการเอาตัวเลขจำนวนเฉพาะสองตัวที่มีความยาวมหาศาลมาคูณกัน ได้ผลลัพธ์เป็นตัวเลขความยาว 2048 บิต การคูณเข้าเนี่ยทำได้ไวแป๊บเดียว แต่การย้อนกลับด้วยคอมพิวเตอร์แบบที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ เพื่อเดาว่าตัวเลขสองตัวแรกคืออะไร มันยากและซับซ้อนมากจนต้องใช้เวลาสุ่มทำทีละขั้นนานถึง 4,700 ล้านปี ซึ่งนานเกือบเท่าอายุของจักรวาล ระบบเข้ารหัสเดิมจึงปลอดภัยแบบไร้กังวล

แต่จุดที่น่ากลัวและขวัญผวาที่สุดก็คือ ควอนตัมคอมพิวเตอร์ ไม่ได้ทำงานแบบสุ่มคำนวณทีละบรรทัดเหมือนคอมพิวเตอร์ทั่วไป แต่มันใช้ประมวลผลผ่านหลักฟิสิกส์ควอนตัมที่สามารถคำนวณความเป็นไปได้มหาศาลได้พร้อม ๆ กันในเสี้ยววินาที 

ทว่า Julian Tan นักวิจัยจาก IBM Research จึงชี้ให้เห็นว่า โจทย์คณิตศาสตร์สุดหินที่เคยปกป้องข้อมูลทั้งโลกและต้องใช้เวลาแก้หลายพันล้านปี พอเจอประมวลผลด้วยควอนตัมคอมพิวเตอร์เข้าไป มันจะถูกถอดรหัสออกมาจนหมดไส้หมดพุงในเวลาเพียง 8 ชั่วโมง เท่านั้นเอง 

นี่คือเหตุผลสำคัญที่ธนาคารระดับโลกเริ่มลุกขึ้นมาตื่นตัว และทำไมสหรัฐอเมริกาถึงต้องออก Executive Order บังคับให้ทุกหน่วยงานรัฐเตรียมพร้อมรับมือเทคโนโลยีนี้

ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ได้เล่าเรื่องนี้เปิดงาน Thailand Quantum Readiness Workshop ซึ่ง depa จัดร่วมกับ IBM ประเทศไทย โดยย้ำว่างานนี้ไม่ได้จัดขึ้นเพื่อฟังบรรยาย แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการดึงนักวิจัย มหาวิทยาลัย ผู้พัฒนาเทคโนโลยี หน่วยงานรัฐ และภาคอุตสาหกรรมมานั่งโต๊ะเดียวกัน เพื่อร่วมกันร่าง Thailand Quantum Readiness White Paper ข้อเสนอเชิงนโยบายที่เป็นของทุกคนอย่างแท้จริง

ควอนตัมไม่ใช่แค่คอมพิวเตอร์ที่เร็วกว่าเดิม แต่คือไฟฟ้ายุคใหม่

Julian Tan นักวิจัยจาก IBM Research กันคนฟังไม่ให้เข้าใจผิดตั้งแต่ต้น โดยอธิบายว่าควอนตัมคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่แค่ CPU หรือ GPU ที่แรงขึ้น แต่มันคือวิธีคำนวณคนละแบบโดยสิ้นเชิง

เขายกตัวอย่างว่า เทคโนโลยีควอนตัมคลื่นลูกแรก (Quantum 1.0) จริง ๆ อยู่รอบตัวเรามานานแล้ว ทั้งในเครื่อง MRI, เซมิคอนดักเตอร์ หรือหลอดไฟ LED แต่นั่นเป็นการใช้งานเฉพาะจุดแคบๆ ส่วน Quantum Computing คือคลื่นลูกที่สอง (Quantum 2.0) ซึ่งเป็น General-Purpose Technology หรือเทคโนโลยีแนวราบแบบเดียวกับไฟฟ้า หรืออินเทอร์เน็ต

ลองถามตัวเองว่า ทุกวันนี้มีอุตสาหกรรมไหนบ้างที่ไม่ใช้ไฟฟ้าหรืออินเทอร์เน็ต? คำตอบคือไม่มีและในอนาคตก็จะไม่มีอุตสาหกรรมไหนที่ไม่แตะควอนตัมเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม Tan ย้ำว่า ควอนตัมไม่ได้เก่งไปเสียทุกเรื่อง โจทย์พื้นฐานอย่างการบวกลบคูณหารยังคงเป็นแดนของคอมพิวเตอร์ทั่วไปตลอดไป แต่จุดที่ควอนตัมจะเข้ามาเปลี่ยนเกมคือ โจทย์ที่คอมพิวเตอร์ธรรมดาแก้ไม่ได้เลย เช่น การจำลองโมเลกุลระดับอะตอมสำหรับอุตสาหกรรมยาและวัสดุศาสตร์, การคำนวณหาค่าที่เหมาะสมที่สุดจากตัวแปรมหาศาล หรือสมการเชิงอนุพันธ์ที่ซับซ้อน

Tan ได้ให้กรอบประเมินความพร้อมของเครื่องควอนตัมไว้ 3 ปัจจัยหลัก คือ 

  • ขนาด (จำนวนคิวบิต)
  • คุณภาพ (อัตราความผิดพลาด/Error Rate)
  • ความเร็ว

โดยเปรียบเทียบว่า การเลือกซื้อควอนตัมคอมพิวเตอร์ตอนนี้ เหมือนการเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเมื่อ 10 ปีก่อน ที่เกณฑ์วัดต่างจากรถเครื่องยนต์สันดาปเดิมอย่างสิ้นเชิง

จุดที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิด คือการคิดว่าจำนวนคิวบิตเพิ่มขึ้นเหมือนการเพิ่มความเร็ว CPU ในคอมพิวเตอร์ทั่วไป แต่ Julian Tan ชี้ให้เห็นว่า ระบบควอนตัมทำงานด้วยการขยายพลังแบบทวีคูณ ทำให้คิวบิตที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย สร้างความแตกต่างระดับฟ้ากับเหว

เพื่อให้เห็นภาพว่าการเค้นพลังคอมพิวเตอร์ธรรมดามาจำลอการทำงานของควอนตัมนั้นยากขนาดไหน ลองดูสเกลเปรียบเทียบนี้

IBM จึงไม่ได้มองแค่หลักสิบ โดยวาง Roadmap ชัดเจนว่าจะส่งมอบเครื่องควอนตัมของจริงที่แก้ Error ได้เอง (Fault-tolerant) ขนาด 200 คิวบิต ในชื่อ Starling ภายในปี 2029 ก่อนจะทะยานไปสู่ 2,000 Logical Qubits ในชื่อ Bluejay ช่วงกลางทศวรรษ 2030

และสิ่งที่ทำให้สิ่งที่ IBM พูดดูมีน้ำหนัก นั่นเป็นเพราะปัจจุบัน IBM ติดตั้งเครื่องควอนตัมของจริงไปแล้วกว่า 80 เครื่องทั่วโลก (มากกว่าทุกบริษัทในโลกรวมกัน) มีงานวิจัยตีพิมพ์บน arXiv เกินครึ่งหนึ่งของวงการ และลงมือทำงานร่วมกับองค์กรชั้นนำกว่า 100 แห่ง ตั้งแต่สายการบิน ยักษ์ใหญ่น้ำมัน ยันสถาบันการเงิน เพื่อทดสอบโจทย์จริงบนโลกธุรกิจเรียบร้อยแล้ว

Quantum เกมที่ยิ่งเข้าช้า ยิ่งเสียเปรียบ

Rizwan Hussain ผู้บริหารด้านการขายระบบควอนตัมของ IBM ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น อ้างอิงรายงานจาก World Economic Forum ว่า วันนี้ทั่วโลกลงทุนด้านควอนตัมระดับประเทศไปแล้วเกือบ 2 ล้านล้านบาท ($56 billion) โดยมี 31 ประเทศที่ลงทุนอย่างจริงจัง และ 20 ประเทศในนั้นมียุทธศาสตร์ควอนตัมแห่งชาติแบบบูรณาการแล้ว

ข่าวดีคือ ประเทศไทยอยู่ในลิสต์นั้น แต่ข่าวร้ายคือ ระบบนิเวศของเรายังต้องขยายให้ใหญ่กว่านี้อีกมาก

ขณะเดียวกัน คุณอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ IBM ประเทศไทย ประเมินว่า Quantum Computing จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 70 ล้านล้านบาท ($2 trillion) ภายในปี 2035 ใน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ, เคมีภัณฑ์, บริการทางการเงิน และการคมนาคมขนส่ง

นอกจากนี้ ข้อมูลจาก BCG ที่ Rizwan อ้างถึงระบุว่า 62% ของบริษัทที่เริ่มลงทุนด้านนี้แล้ว ใช้เงินอย่างน้อยปีละ 35 ล้านบาท ไปกับงานวิจัยควอนตัมของตัวเอง โดย IBM คาดการณ์ว่าปี 2027 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผู้เล่นเหล่านี้จะขยับจากขั้นทดลองไปสู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์

ผลกระทบสำหรับประเทศที่ไม่เริ่มลงทุนตอนนี้ Rizwan เตือนว่าจะต้องเผชิญความเสียเปรียบใน 3 ด้านหลัก ได้แก่

  1. เกิดความเหลื่อมล้ำในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ (กลาโหม พลังงาน สาธารณสุข การเงิน)
  2. การผลิตบุคลากรที่มีทักษะไม่ทันการณ์
  3. การไม่มีทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเองไว้ต่อรองบนเวทีโลก

ส่องกลยุทธ์ต่างแดน แต่ละประเทศปรับใช้เสาหลักอย่างไร?

สหรัฐฯ & สหราชอาณาจักร: ทุ่มงบกับงานวิจัยพื้นฐานและพัฒนากำลังคนระยะยาว โดยล่าสุดสหรัฐฯ ประกาศตั้ง Quantum Foundry ผ่านกระทรวงพาณิชย์ ซึ่ง IBM ได้รับเลือกเป็นผู้เช่ารายใหญ่ที่สุด

สิงคโปร์, ญี่ปุ่น และอินเดีย: เน้นสร้าง Quantum Hub เช่น อินเดียมี National Quantum Mission ขณะที่สิงคโปร์วางตัวเองเป็นศูนย์กลางของอาเซียน สะท้อนจากความร่วมมือล่าสุดระหว่าง National University of Singapore กับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมี IBM หนุนหลัง

ออสเตรเลีย: โฟกัสเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น สาธารณสุข เกษตรกรรม ความมั่นคงไซเบอร์ และวัสดุศาสตร์

เนเธอร์แลนด์: ใช้โมเดล Public-Private Partnership จับมือกับฝรั่งเศสและเยอรมนีเพื่อลดต้นทุน

จีน: อัดฉีดเงินจากภาครัฐโดยตรงเกือบ 5.25 แสนล้านบาท

ด้าน Rizwan ได้สรุปบทเรียนสำคัญไว้ชัดเจนว่า อะไรคือปัจจัยที่ทำให้ National Quantum Industry รอดหรือร่วง ได้แก่

สิ่งที่ทำแล้วได้ผล

  • มียุทธศาสตร์แห่งชาติ ที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องตรงกัน
  • เน้นการใช้งานจริง มากกว่าทฤษฎีบนกระดาษ
  • สนับสนุน National Champion อย่างจริงจัง (เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่เริ่มขยับก่อนใคร หรือ ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่เริ่มศึกษาอย่างจริงจัง)
  • ต้องให้เข้าถึงเครื่อง Quantum ของจริง ไม่ใช่เรียนรู้แค่สมการทฤษฎี

กับดักที่ต้องหลีกเลี่ยง

  • การทำโครงการซ้ำซ้อน ต่างคนต่างทำ เช่น ญี่ปุ่นเคยพลาดในจุดนี้จากการสร้าง Testbed แยกส่วนจนต้องยกเลิกในภายหลัง
  • การทำ Toy Project: ติดอยู่กับเครื่องขนาดเล็ก 5-20 คิวบิต (Qubits) ซึ่งเล็กเกินกว่าจะแก้โจทย์ธุรกิจจริงได้ เพราะการพิสูจน์ Quantum Utility ต้องใช้เครื่องระดับ 100+ คิวบิต ขึ้นไป
  • รอบการให้ทุนสั้นเกินไป: ควอนตัมเป็นการลงทุนระยะยาว ตัวอย่างเช่น นิวซีแลนด์ที่ IBM เข้าไปช่วยวางยุทธศาสตร์ ได้วางกรอบงบประมาณยาวถึง 7-15 ปี

ไทยยืนอยู่ตรงไหน?

จากการวิเคราะห์แผนพัฒนา 9 อุตสาหกรรมหลักของรัฐบาลไทย Rizwan พบว่า มีถึง 8 อุตสาหกรรมที่เทคโนโลยีควอนตัมสามารถเข้าไปสร้างมูลค่าเพิ่มและ Disrupt ได้อย่างชัดเจน อาทิ

  1. ยานยนต์และรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  2. การผลิตขั้นสูง (Advanced Manufacturing)
  3. เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
  4. บริการทางการเงินและธนาคาร
  5. สาธารณสุขและอุตสาหกรรมยา
  6. กลาโหมและความมั่นคงไซเบอร์
  7. ปิโตรเคมีและพลาสติก
  8. พลังงานหมุนเวียนและเกษตรแม่นยำ

มีเพียงการท่องเที่ยวเท่านั้นที่ยังไม่เห็นจุดเชื่อมโยงทางเทคโนโลยีที่ชัดเจน

โจทย์หินที่สุดของไทย คือ คอขวดด้านกำลังคน

Rizwan เปิดเผยตัวเลขที่น่าคิดว่า ทุกๆ 3 ตำแหน่งงานด้านควอนตัมที่เปิดรับ มีผู้สมัครที่มีคุณสมบัติพร้อมจริงเพียง 1 คนเท่านั้น

เขาจึงเสนอให้ไทยดึงสถาบันหลักอย่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาร่วมมือกันออกแบบหลักสูตรตั้งแต่ต้นแทนการแข่งขันกันเอง นอกจากนี้ ไทยยังมีโอกาสสูงในเชิง Supply Chain เพราะเมื่อ IBM ผลิตควอนตัมคอมพิวเตอร์เชิงพาณิชย์มากขึ้น ย่อมต้องการพาร์ตเนอร์ผลิตชิ้นส่วน เช่น ระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ ระบบ Cryogenics และตัวเชื่อมต่อต่างๆ ซึ่งเป็นจุดแข็งของภาคการผลิตไทย

การบ้านภาครัฐ กฎหมาย, สังคมสูงวัย และ Quantum-Safe

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้วางกรอบภารกิจภาครัฐไว้ 2 มิติ ได้แก่

  • มิติเศรษฐกิจ: การวางรากฐานกฎหมายและ Regulatory Sandbox ให้ทันเทคโนโลยีที่วิ่งเร็ว เพื่อให้ภาคเอกชนเลือกลงทุนได้อย่างมั่นใจโดยไม่ต้องรอภาครัฐ
  • มิติสังคม: ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย (โครงสร้างประชากรแบบพีระมิดหัวกลับ) โจทย์ของรัฐจึงไม่ใช่แค่ผลักดันเทคโนโลยีให้เร็ว แต่ต้องทำให้คนทุกช่วงวัยเข้าถึงและได้รับประโยชน์ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
  • มิติความปลอดภัย (Quantum-Safe): การมาถึงของควอนตัมจะปฏิวัติระบบการเข้ารหัสข้อมูลเดิมทั้งหมด ภาคธนาคารและภาครัฐจึงต้องเร่งสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยไซเบอร์ยุคควอนตัมควบคู่กันไป

สุดท้าย Rizwan เปรียบเทียบการสร้าง Quantum Ecosystem เหมือนกับการวิ่งมาราธอนว่า "ก่อนที่คุณจะวิ่งมาราธอนได้ คุณต้องมายืนอยู่ที่เส้นสตาร์ทก่อน และประเทศไทยก็ได้มายืนอยู่ตรงนั้นแล้ว"

โจทย์หลังจากนี้ไม่ใช่คำถามว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ แต่เป็นเราจะสร้างระบบนิเวศ ทั้งกลไกเงินทุน กำลังคน และการเลือกอุตสาหกรรมเป้าหมายได้เร็วแค่ไหน ก่อนที่ประเทศอื่นจะวิ่งนำไปไกลเกินเอื้อม

ตัวอย่างจากสตาร์ทอัพอย่าง Q-CTRL ชี้ให้เห็นระยะห่างที่เกิดขึ้นแล้ว เมื่อพวกเขาใช้เครื่องควอนตัมจำลองโจทย์ทางเคมีเสร็จในเวลาเพียง 2 นาที ขณะที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ทั่วไปต้องใช้เวลาถึง 100 ชั่วโมง

นี่คือระยะห่างที่ประเทศไทยต้องเร่งไล่ตามให้ทัน ก่อนที่เครื่องควอนตัมแบบ Fault-tolerant ขนาด 200 คิวบิตของ IBM จะพร้อมใช้งานจริงในปี 2029 และกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ทุกอุตสาหกรรมจำเป็นต้องมี ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

อว. เปิดแนวทาง Talent Mobility เปิดทางอาจารย์ นักวิจัย และบุคคลากร ย้ายข้ามมหาวิทยาลัยได้โดยสิทธิและความก้าวหน้าไม่สะดุด

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. ออกประกาศแนวทางการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนบุคลากร พ.ศ. 2569 เปิดทางให้อาจารย์ นักวิจัย และบุคลากรในสังกัดไปปฏิบัติงานช...

Responsive image

BOI ยันไม่เอื้อต่างชาติ ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยได้สิทธิเท่ากัน พิจารณาที่คุณภาพ ไม่ใช่สัญชาติ ไทยมีสิทธิเต็มที่ ในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ EV

บีโอไอยืนยันมาตรการส่งเสริมเปิดกว้างสำหรับผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ โดยพิจารณาจากคุณภาพของโครงการ ที่ผ่านมาส่งเสริมผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเป็นจำนวนมาก อีกทั้งบริษัทไทยที่ดำเนินธุรกิจอย...

Responsive image

Huawei ผนึกพันธมิตรปั้นไทยสู่ AI Hub อาเซียน เปิด Thailand AI Ecosystem Initiative พร้อมนำ Agentic Infrastructure และ CodeArts Agent เข้าไทย

Huawei เปิดตัว Thailand AI Ecosystem Initiative พร้อมนำ Agentic Infrastructure และ CodeArts Agent เข้าไทย เชื่อมภาครัฐ ธุรกิจ มหาวิทยาลัย และนักพัฒนา เพื่อเร่งการใช้ AI ในองค์กรและ...