Software Engineer ขอเจ้านาย ไม่ใช้ AI ได้ไหม มันขัดกับหลักศาสนา ประเด็นร้อนล่าสุดหลังพนักงานเริ่มทนไม่ไหว จนต้องหาทางออก

ในยุคที่ทุกบริษัทต่างป่าวประกาศว่า "ใครไม่ใช้ AI คือคนล้าหลัง" แต่ดูเหมือนว่าคลื่นความคลั่งไคล้นี้กำลังเจอกับกำแพงที่ตึงเครียดและซับซ้อนที่สุดเท่าที่เคยมีมา นั่นคือการที่พนักงานเริ่มหันไปใช้เหตุผลทางศาสนาและความเชื่อ เพื่อปฏิเสธการร่วมงานกับปัญญาประดิษฐ์

นี่คือเรื่องราวของ Erin Maus วิศวกรซอฟต์แวร์ที่เดินเข้าไปหานายจ้าง แล้วพูดประโยคที่ไม่มีใครในวงการเทคคาดคิดว่าจะได้ยินในปี 2025 ว่า ฉันขอไม่ใช้ AI ได้ไหม เพราะมันขัดกับความเชื่อของฉัน

ฉันขอไม่ใช้ AI ได้ไหม เพราะมันขัดกับความเชื่อของฉัน

Maus นับถือศาสนา Unitarian Universalist ซึ่งให้ความสำคัญกับจริยธรรมสิ่งแวดล้อมและความเป็นธรรมทางสังคมเป็นแกนกลาง สำหรับเธอ การที่ Data Center ที่ขับเคลื่อน AI ดูดน้ำและเผาไฟฟ้ามหาศาลในขณะที่โลกกำลังร้อนขึ้น ไม่ใช่เรื่องนโยบาย แต่คือเรื่องของบาป

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะกล้าประกาศจุดยืนอย่าง Maus สำหรับคนที่ถูกบีบให้ต้องใช้ AI ทั้งที่ใจไม่ต้องการ พวกเขาจึงหันไปหาทางออกที่เงียบเชียบและซ่อนเร้นกว่า นั่นคือปรากฏการณ์ Tokenmaxxing

มันคือการที่พนักงานสร้างงานปลอม ๆ ขึ้นมา แล้วสั่งให้ AI ทำไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ระบบของบริษัทเก็บข้อมูลได้ว่า "อ๋อ พนักงานคนนี้ใช้งาน AI อยู่นะ" ทั้งที่จริง ๆ แล้วเขาไม่ได้ต้องการผลลัพธ์จากมันเลย เขาแค่อยากให้ตัวเองดูมีตัวเลขการใช้งานที่สูงพอ เพื่อที่จะได้ผ่านการประเมินงานตอนสิ้นปีเท่านั้นเอง

ทั้งสองพฤติกรรมนี้บอกอะไรเรา? มันบอกว่ามีคนทำงานจำนวนมากที่รู้สึกว่า ถูกบังคับให้ใช้ของที่เขาไม่ได้อยากใช้ แม้พฤติกรรมของ Maus และกลุ่ม Tokenmaxxing จะดูต่างกันในวิธีปฏิบัติ แต่ทั้งสองกลุ่มต่างตะโกนบอกสิ่งเดียวกันว่า เขากำลังถูกบังคับให้ใช้เครื่องมือที่ไม่ได้อยู่ในความต้องการ

เรื่องนี้เริ่มเป็นประเด็นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะ

  1. กระแสสังคม: แม้แต่ผู้นำศาสนาอย่างพระสันตะปาปา ก็ยังออกมาเตือนเรื่องการใช้ AI ในทางที่เบียดเบียนมนุษย์
  2. ข้อกฎหมาย: ในต่างประเทศเริ่มมีกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิพนักงานหากการทำงานขัดกับความเชื่อทางศาสนา ซึ่งทำให้ฝ่าย HR ของหลายบริษัทเริ่มกุมขมับ เพราะอ้างแค่ว่ามันทำให้งานเร็วขึ้น อาจจะไม่พอที่จะบังคับให้พนักงานทุกคนต้องใช้

คำถามที่น่าคิดกว่าคือ ทำไมบริษัทต้องบังคับขนาดนี้?

บริษัทส่วนใหญ่มักผลักดัน AI ด้วยสมมติฐานที่ว่าพนักงานที่ไม่เร่งใช้คือ ตัวต้านทานการเปลี่ยนแปลง แต่ในความเป็นจริง ตัวเลขกลับไม่ยืนยันสมมติฐานนั้น Maus พิสูจน์ให้เห็นว่าความเร็วในการเขียนโค้ดของเธอนั้นไม่ต่างจากคนที่ใช้ AI ทุกขั้นตอน และในหลายองค์กร สิ่งที่เห็นชัดกว่า Productivity ที่เพิ่มขึ้น คือตัวเลขการปลดพนักงานทิ้งอย่างต่อเนื่อง

นักลงทุนอาจจะถูกใจกับตัวเลขการลดต้นทุน แต่นั่นไม่ใช่ดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพขององค์กร เราอาจกำลังติดอยู่ในหลุมพราง Sunk Cost Fallacy ระดับอุตสาหกรรม บริษัททุ่มเงินมหาศาลให้กับ AI และพยายามพิสูจน์ว่าเงินที่จ่ายไปนั้นคุ้มค่าด้วยการบีบให้ทุกคนใช้ แล้ววัดผลจากปริมาณการใช้งานที่พ่นออกมาเป็นตัวเลข

ทว่า เมื่อพนักงานต้องหาทางออกด้วยการอ้างเรื่องศาสนา หรือแม้แต่การสร้างงานปลอมเพื่อตบตาเครื่องจักร คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าบริษัทจะจัดการกับคนเหล่านี้อย่างไร แต่เป็นคำถามที่ว่า "เรากำลังบังคับให้พนักงานใช้เครื่องมือที่องค์กรเองยังหาคุณค่าที่แท้จริงไม่เจออยู่หรือเปล่า?"

อ้างอิง: inc.com

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

สรุปทุกอย่างจาก Apple Event 2026: ซีอีโอคนใหม่ของ Apple พร้อม iPhone จอพับ กล้องปรับรูรับแสงได้ และนาฬิกาที่วัดหัวใจทุก 5 วินาที

Apple เปิดตัว iPhone Duo มือถือจอพับรุ่นแรก พร้อม iPhone 18 Pro ที่ใช้ชิป 2 นาโนเมตรตัวแรกของโลกและกล้องปรับรูรับแสงได้ Apple Watch Series 12 และ Ultra 4 ที่เปลี่ยนเซนเซอร์สุขภาพให...

Responsive image

Ctrl_A คว้าแชมป์ Enterprise Lab: World Student Pitch ASEAN Edition 2026 ด้วย YARDS ระบบ AI ตรวจเกรดเศษเหล็ก

ทีม Ctrl_A คว้ารางวัลชนะเลิศ Enterprise Lab: World Student Pitch ASEAN Edition 2026 ด้วย YARDS ระบบ AI ตรวจเกรดและตั้งราคาเศษเหล็กอัตโนมัติ เอาชนะอีก 8 ทีมนักศึกษาบนเวที Techsauce ...

Responsive image

แหล่งแจ้งเกิด Startup ไทย ชวนรู้จัก TED Fund กองทุนเพื่อผู้ประกอบการ Startup รุ่นใหม่

รู้จัก TED Fund กองทุนเพื่อผู้ประกอบการ Startup รุ่นใหม่ พร้อมเจาะลึก 10 สตาร์ทอัพไทยในงาน Techsauce Global Summit 2026 และเงื่อนไขการขอรับทุนพัฒนาธุรกิจ...