บทสรุปจากเวที Fireside Chat ที่ฉายภาพอนาคตงานวิจัยและเทคโนโลยีไทยอย่างแหลมคม เมื่อ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับ Professor Annie Koh ตอกย้ำว่าในยุคที่ทั่วโลกวิ่งไล่ตาม AI สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการเตรียม Heartware หรือมนุษย์และรากฐานที่แข็งแกร่ง

ดร.ยศชนัน ย้อนเล่าถึงสมัยเป็นอาจารย์ทำวิจัยด้าน Brain-Computer Interface (BCI) หรือเทคโนโลยีเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยผู้พิการ จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อนักศึกษาถามว่า “เรียนจบแล้วจะไปทำงานที่ไหน ในเมื่อไทยไม่มีอุตสาหกรรมนี้รองรับ?”
นั่นทำให้เขาเปลี่ยนวิสัยทัศน์จากแค่การทำวิจัย มาเป็นการสร้างผู้ประกอบการที่เปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นผลิตภัณฑ์ Commercial ได้จริง เช่น การพัฒนาระบบตรวจจับอาการง่วงนอนจากสัญญาณสมองเพื่อส่งต่อให้บริษัทโลจิสติกส์ใช้งานจริง
ภาพเปรียบเทียบเชิงโครงสร้างที่ ดร.ยศชนัน ฉายให้เห็นคือ ภูเขาน้ำแข็งแห่งเทคโนโลยี ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่
ดร.ยศชนัน ย้ำว่า ยอดภูเขาน้ำแข็งจะมั่นคงได้ ฐานรากด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ทั้งฟิสิกส์ ชีววิทยา ตลอดจนศิลปศาสตร์ ต้องแน่นพอ เพราะเทรนด์เทคโนโลยีหมุนไวเกินกว่าจะวิ่งไล่ตาม มีเพียงคนที่พื้นฐานแน่นเท่านั้นที่จะปรับตัวและรอดพ้นทุกความเปลี่ยนแปลง
และเมื่อ Professor Annie Koh โยนคำถามติดตลกว่าไทยควรใช้แนวทางดึงตัวบุคลากรเก่ง ๆ จากต่างชาติเหมือนที่สิงคโปร์เคยทำในอดีตหรือไม่ ดร.ยศชนัน สวนทางทันทีด้วยคำว่า Collaborate โดยเขามองว่าจุดแข็งของอาเซียนคือความเป็นหนึ่งเดียวที่ไร้พรมแดน และไทยพร้อมเป็นจุดเชื่อมโยงด้านโลจิสติกส์จากจีนตอนใต้ ลาว มาเลเซีย สิงคโปร์ ไปจนถึงอินเดีย โมเดลที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การดึงคนมาฝังตัว แต่คือการสร้างความร่วมมือ เช่น
อีกหนึ่งหัวใจสำคัญคือการปรับทิศทางงานวิจัยไทยให้เริ่มจากปัญหาจริงในพื้นที่ มากกว่าการเดินตามหัวข้อวิจัยของต่างประเทศ การเริ่มจากสิ่งที่ตนเองเจอ เช่น การพัฒนาสายพันธุ์ข้าวให้เหมาะกับสภาพดินเฉพาะถิ่น หรือการต่อยอดสมุนไพรไทยไปสู่อุตสาหกรรมสุขภาพ จะทำให้นักวิจัยไทยกลายเป็นคนที่เข้าใจปัญหานั้นดีที่สุดในโลก และสร้างผลิตภัณฑ์ที่ลอกเลียนแบบได้ยาก
ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยสะสมองค์ความรู้ด้าน โรคเขตร้อน (Tropical Diseases) เช่น ไข้เลือดออกและมาลาเรีย มาอย่างยาวนาน ในวันที่สภาวะโลกร้อนส่งผลให้โรคร้อนชื้นแพร่กระจายไปทั่วโลก องค์ความรู้จากพื้นที่ของไทยจึงกลายมาเป็นโซลูชันสำคัญที่โลกกำลังต้องการ
ในการเตรียมคนให้พร้อมรับกับยุทธศาสตร์นี้ กระทรวง อว. เดินหน้าขยายโครงการ CWIE (Cooperative and Work-Integrated Education) เพื่อเชื่อมโลกการเรียนรู้เข้ากับการทำงานจริง เปลี่ยนมหาวิทยาลัยให้เป็น Incubator พร้อมสร้างโครงสร้างรองรับ เช่น โรงงานนำร่อง และมาตรฐาน GMP เพื่อพาไอเดียจากห้องแล็บไปสู่การผลิตเชิงอุตสาหกรรม
ในช่วงท้ายของบทสนทนา ดร.ยศชนัน ได้นำเสนอแนวคิดที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ยั่งยืน นั่นคือ Nature Finance (การจัดหาเงินทุนเพื่อธรรมชาติ) โดยชี้ว่าเทคโนโลยีระดับสูงจะไร้ความหมายหากเราสูญเสียฐานรากทางธรรมชาติที่เป็นแหล่งผลิตอาหาร น้ำสะอาด และวัตถุดิบทางชีวภาพ
ประเทศไทยมีจุดแข็งเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ การดำเนินนโยบายจึงไม่ควรมองเพียงมิติ Net Zero แบบเหมารวม แต่ต้องวางตำแหน่งของประเทศให้เป็นผู้คุ้มครองและสร้างมูลค่าจากธรรมชาติ เพื่อดึงดูด Green Capital จากทั่วโลก
ทิ้งท้ายด้วยบทสรุปจาก Professor Annie Koh ที่มอบเกรด A ให้กับวิสัยทัศน์นี้ เพราะนี่คือการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีที่ไม่ไดัพูดถึงแค่ Hardware หรือ Software แต่เริ่มจาก Heartware หรือการใช้หัวใจ ความเข้าใจในมนุษย์ และธรรมชาติ นำหน้าเทคโนโลยีอย่างแท้จริง
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด