SCG เผยวินัยทางการเงินปี 68 เข้มจัด! ปิดงบด้วยกระแสเงินสด 5.5 หมื่นล้าน มั่นใจปี 69 โตต่อแน่แม้ความท้าทายเพียบ!

เอสซีจี (SCG) ประกาศผลประกอบการปี 2568 ชู 'วินัยทางการเงิน' ที่ใช้ก้าวข้ามความท้าทายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานปกติ ที่ไม่รวมรายการพิเศษ (Adjusted EBITDA) 55,012 ล้านบาท แข็งแกร่งกว่าปี 2567 คิดเป็น 6% ขณะที่หนี้ลดลง 14,845 ล้านบาทจากปีก่อน มาในปี 2569 เน้นรุกธุรกิจเติบโตระยะยาว มุ่งกลยุทธ์ Regional Optimization ชู 'เวียดนาม' เป็นฐานผลิตรับตลาดในประเทศและส่งออกตลาดโลก

สรุปความแข็งแกร่งทางธุรกิจ SCG ปี 2568

แม้เศรษฐกิจโลกและไทยท้าทายกว่าเดิม เงินบาทแข็งค่าขึ้น 2.4 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือ 7% จากปีก่อน และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงรุนแรง แต่ เอสซีจี ยังเดินหน้าเข้มข้นด้วยวินัยการเงิน เข้มแข็งด้วยการเพิ่มขีดความสามารถทั่วองค์กร และเสริมแกร่งโดยรุกธุรกิจเติบโตระยะยาว  

ปี 2568 เอสซีจีเผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานผันผวน ซึ่งกระทบต่อทุกอุตสาหกรรมโดยเฉพาะปิโตรเคมี ขณะที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น 2.4 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือ 7% จากปีก่อน หนี้ครัวเรือนอยู่ระดับสูง สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศเข้ามาแข่งขัน และวิกฤตอุทกภัย แต่เอสซีจีบริหารกระแสเงินสด หัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจได้ดี โดยกระแสเงินสดจากการดำเนินงานปกติ ที่ไม่รวมรายการพิเศษ (Adjusted EBITDA) 55,012 ล้านบาท แข็งแกร่งกว่าปี 2567 คิดเป็น 6% 

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวต่อ "ขณะที่หนี้สินสุทธิลดลง 14,845 ล้านบาทจากปีก่อน สะท้อนการรักษาวินัยทางการเงินเข้มข้น การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ การปรับโครงสร้างการดำเนินงาน หยุดธุรกิจไม่ทำกำไร และประหยัดค่าใช้จ่าย ได้กว่า 4,300 ล้านบาทต่อปี และการเร่งเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของทุกธุรกิจ ทั้งยังดูแลผู้ถือหุ้นให้ได้รับผลตอบแทนต่อเนื่อง โดยคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติให้เสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 5.0 บาท รวมเป็นเงิน 6,000 ล้านบาท คิดเป็น 43% ของกำไรสำหรับปี 2568”

สำหรับมาตรการรักษาวินัยทางการเงินอย่างเข้มข้นของเอสซีจีในปี 2568 ทำให้เห็นผลลัพธ์ชัด ๆ 3 ด้าน ได้แก่ 

  • 1.) บริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนลดลง 10,535 ล้านบาท 
  • 2.) ปรับโครงสร้างการดำเนินงาน หยุดธุรกิจไม่ทำกำไร และประหยัดค่าใช้จ่าย ได้รวมกว่า 4,300 ล้านบาทต่อปี 
  • 3.) ควบคุมเงินลงทุน (CAPEX) เน้นเฉพาะโครงการที่มีผลตอบแทนสูงและเร็วได้ตามแผน 30,737 ล้านบาท 

ทั้งหมดนี้ ส่งผลให้หนี้สินสุทธิลดลง 14,845 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 5.5 เท่า จากเดิม 6.3 เท่า สถานะทางการเงินมั่นคงและแข็งแกร่ง โดยเอสซีจีมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นปี 52,447 ล้านบาท

2569 แผนก้าวต่อในปีม้าไฟ 

มาในปี 2569 สถานการณ์ทั้งในและต่างประเทศร้อนแรงตั้งแต่ต้นปี เอสซีจีประเมินว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและไทยชะลอตัว แต่เริ่มเห็นโอกาสจากหลายสัญญาณบวก เช่น ธุรกิจเคมิคอลส์ มีแนวโน้มทรงตัว เนื่องจากกำลังการผลิตใหม่ของโลกลดลง ส่วน ราคาวัตถุดิบ มีแนวโน้มอ่อนตัว คาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของภาครัฐมีความต่อเนื่อง เอื้อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง 

มาที่ธุรกิจ แพคเกจจิ้ง ความต้องการบรรจุภัณฑ์ยังเติบโตต่อเนื่องจากการบริโภคในประเทศของกลุ่มอาเซียนจากภาพรวมทางเศรษฐกิจเติบโต และความต้องการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามมีแนวโน้มดีต่อเนื่องเช่นกัน ซึ่งเอื้อต่อการลงทุนและขยายตลาด เอสซีจีจึงวางแนวทางหลักเพื่อเร่งคว้าโอกาสดังกล่าวในปี 2569 ไว้ 4 ด้าน ได้แก่

1. เข้มข้น ด้วยวินัยการเงิน บริหารกระแสเงินสดให้มั่นคง ใช้เงินลงทุนอย่างระมัดระวัง มุ่งลดต้นทุนด้วยพลังงานสะอาด และเพิ่มประสิทธิภาพด้วย AI & Robotics

2. เข้มแข็ง เพิ่มขีดความสามารถทั่วทั้งองค์กร ด้วยกลยุทธ์ 'Regional Optimization ชู 'เวียดนาม' เป็นฐานการผลิตสินค้า เช่น ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ กระเบื้องเกรซพอร์ซเลน และการลงทุน ซึ่งคิดเป็น 27% ของสินทรัพย์รวมของเอสซีจีในปัจจุบัน เพื่อรองรับการบริโภคในประเทศ และการส่งออกสู่ตลาดโลก จากปัจจัยบวกที่คาดว่าปี 2569 GDP เวียดนามจะโต 7.0% ส่งผลให้มีต้นทุนที่แข่งขันได้และความได้เปรียบด้านข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) กับกว่า 60 ประเทศ และปีนี้เอสซีจียังมีแผนขยายพอร์ตสินค้าและบริการเติบโตสูง ทั้ง 1) สินค้าคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า - Smart Value Products (SVP), 2) สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง - High Value Added (HVA) Products และ 3) สินค้ากรีน - Green Products

3. เสริมแกร่ง รุกธุรกิจเติบโตระยะยาว เช่น โครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP หรือ ลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ ประเทศเวียดนาม (โครงการ LSPE) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบ โดยโครงการคืบหน้าตามแผน คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี 2570

4.) เอาอยู่ พร้อมสู้ทุกความท้าทาย โดยประเมินทั้งโอกาสและความท้าทายรอบด้านอยู่เสมอ เพื่อพร้อมสู้กับทุกสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว 

เจาะกลยุทธ์เร่งเครื่องธุรกิจตามกลุ่มธุรกิจ

สำหรับกลยุทธ์เร่งเครื่องขีดความสามารถของธุรกิจต่าง ๆ ในปี 2569 ทางเอสซีจีแยกกลยุทธ์ดังนี้

SCG

  • กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง : เอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์, เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง, เอสซีจี ดิสทริบิวชั่นแอนด์รีเทล 

โดย 1) เสริมความสามารถการแข่งขันและลดต้นทุน ด้วยการใช้พลังงานหมุนเวียน เชื้อเพลิงทดแทน และการใช้ AI ในกระบวนการผลิต เช่น Predictive Model ในการซ่อมบำรุงเครื่องจักร การควบคุมกระบวนการผลิตและคุณภาพสินค้า ตลอดจนการยกระดับการให้บริการด้วย AI ของ SCG HOME Online ที่ช่วยแนะนำสินค้า เปรียบเทียบทางเลือก และสนับสนุนการตัดสินใจของลูกค้าให้ง่ายและสะดวกขึ้น

2) พัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การพัฒนาปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ Gen 4 ที่ลดคาร์บอนได้มากขึ้น และคอนกรีตสมรรถนะสูงพิเศษ หรือ Ultra-High Performance Concrete (UHPC) ที่มีความแข็งแกร่ง และทนทานสูง

3) ปรับพอร์ตสินค้าและบริการรองรับความต้องการของตลาดที่หลากหลาย ทั้งสินค้า SVP - HVA - Green สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความแตกต่าง และให้ความสำคัญกับ Net Zero Emission รวมทั้งพัฒนางานบริการรองรับตลาดปรับปรุง ต่อเติมบ้านและอาคาร เช่น บริการติดตั้งและซ่อมแซมหลังคา บริการแก้ปัญหาเสียงรบกวนจากห้องข้างเคียงและภายนอกอาคารด้วยระบบผนังกันเสียง โซลูชันประหยัดพลังงานอย่างหลังคาโซลาร์ และแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ด้วย Active Air Quality จาก ONNEX by SCG

4) ปรับกลยุทธ์การจำหน่ายสินค้าให้สอดคล้องกับสถานการณ์การตลาดและการแข่งขัน โดยใช้เครือข่ายช่องทางค้าส่งที่แข็งแกร่งเป็นกลไกหลักในการเข้าถึงตลาดและลูกค้าทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งยังปรับรูปแบบธุรกิจค้าปลีกจาก Centralization สู่ Localization เพิ่มความคล่องตัวและตอบสนองความต้องการลูกค้าแต่ละพื้นที่ และพัฒนาระบบจัดหาและโลจิสติกส์ (Sourcing & Logistics) เพื่อควบคุมต้นทุน เสริมความสามารถการทำกำไรของร้านค้าผู้แทนจำหน่ายในเครือข่าย เพิ่มความสามารถการแข่งขันระยะยาว

  • เอสซีจี เดคคอร์ (SCG Decor)

โดย 1) ลดต้นทุนการผลิต ด้วยการตั้งเป้าใช้เชื้อเพลิงชีวมวลเพิ่ม 11% และพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่ม 2 เมกะวัตต์ และ 2) รุกตลาดเวียดนามภายในประเทศและส่งออก เพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกรซพอร์ซเลน ซึ่งเป็นสินค้า HVA อีก 6.6 ล้านตารางเมตรต่อปี ทำให้ PRIME จะมีกำลังการผลิตกระเบื้องเกรซพอร์ซเลนทั้งสิ้นกว่า 26 ล้านตารางเมตรต่อปีเมื่อโครงการแล้วเสร็จ เพื่อรองรับการเติบโตในตลาดในประเทศโดยเฉพาะจากภาครัฐที่เน้นลงทุนในโครงการพัฒนาเมืองและโครงสร้างพื้นฐานทั่วเวียดนามในปี 2569

โรงงานลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ เวียดนาม (LSP)

  • เอสซีจีซี (SCGC)

1) มุ่งเดินหน้า LSP ต่อเนื่อง เพื่อใช้ประโยชน์สินทรัพย์ที่มีให้เกิดประสิทธิภาพเต็มที่ พร้อมเดินหน้าพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุน รักษาฐานลูกค้า และบริหารความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบ ตลอดจนการเดินหน้าโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนให้แล้วเสร็จในปี 2570 

2) เพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) ให้มากกว่าร้อยละ 60 ของยอดขายในธุรกิจปลายน้ำ (Downstream) ในประเทศไทย เพิ่มสัดส่วนสินค้า Green Polymers และขยายบริการโซลูชันสำหรับภาคอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและลดความผันผวนจากวัฏจักรอุตสาหกรรมในระยะยาว

3) ปรับพอร์ตการลงทุน (Divestment) ให้สอดคล้องกับทิศทางเชิงกลยุทธ์ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินลงทุน

  • เอสซีจีพี (SCGP)

โดย 1) เดินหน้าสร้างการเติบโตและเพิ่มความสามารถทำกำไร ด้วยการ M&P และขยายธุรกิจ รวมถึง 2) ปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร โดยเฉพาะในเวียดนามและอินโดนีเซีย 3) การขยายตลาดในอินเดีย เน้นลงทุนในกลุ่มบรรจุภัณฑ์เชื่อมโยงกับผู้บริโภคเพื่อเพิ่มศักยภาพและบูรณาการด้านการผลิต และ 4) วางกลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารต้นทุน ด้วยการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robot) หุ่นยนต์เพื่อทำงานร่วมกับพนักงาน (Cobot) และระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและนำเสนอโซลูชันแบบครบวงจรตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า อีกทั้งยัง เพิ่มความร่วมมือกับลูกค้าในการพัฒนาและยกระดับนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไปพร้อมกับการควบคุมการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

  • เอสซีจี คลีนเนอร์ยี่ (SCG Cleanergy)

โฟกัสที่ 1) เร่งเครื่องเชิงกลยุทธ์ ผลักดันโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาให้สำเร็จ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของโครงการที่เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้วเต็มศักยภาพ 2) ยกระดับความร่วมมือกับลูกค้าและพันธมิตร พัฒนาโซลูชันที่คุ้มค่า ตอบโจทย์เชิงเทคนิค 3) จัดหาแหล่งเงินทุนที่แข่งขันได้ รองรับการเติบโตยั่งยืน 4) ต่อยอด Smart Grid Platform โดยใช้ Generative AI เพิ่มความแม่นยำการคาดการณ์พลังงานหมุนเวียน (RE Forecast) และยกระดับการบำรุงรักษา (Smart Maintenance) รองรับสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบ Direct PPA ผ่านการใช้โครงข่ายของบุคคลที่สาม (3RD Party Access) เพื่อเสริมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดในอนาคต และ 5พัฒนา Heat Battery เชิงพาณิชย์ ร่วมกับ Rondo และลูกค้าอุตสาหกรรมชั้นนำ ลดต้นทุนและตอบโจทย์การใช้งานจริงยิ่งขึ้น

แม้ปี 2569 ยังมีความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกและไทย แต่เอสซีจีจะเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน มุ่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของทุกธุรกิจ พร้อมสู้ทุกความท้าทาย และหาโอกาสเติบโตใหม่ ๆ มั่นใจว่าเรา 'เข้มข้น - เข้มแข็ง - เสริมแกร่ง - เอาอยู่' - นายธรรมศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จ่ายเป็นเงินปันผลระหว่างกาล สำหรับครึ่งปีแรกในอัตราหุ้นละ 2.5 บาท เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 และจะจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายในอัตราหุ้นละ 2.5 บาท โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นเฉพาะผู้มีสิทธิได้รับเงินปันผลตามข้อบังคับของบริษัท ตามที่ปรากฏรายชื่อ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 2 เมษายน 2569 (จะขึ้นเครื่องหมาย XD หรือวันที่ไม่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 1 เมษายน 2569) โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 21 เมษายน 2569 และให้รับเงินปันผลภายใน 10 ปี

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

การ์ทเนอร์คาดการณ์ปี 2026 ทั่วโลกจะทุ่มงบ AI แตะ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ ดันโครงสร้างพื้นฐานโตสวนกระแส

การ์ทเนอร์คาดการณ์ปี 2026 ยอดใช้จ่าย AI ทั่วโลกพุ่งแตะ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ เผยเทรนด์ใหม่องค์กรเน้นวัดผล ROI เลิกเห่อตามกระแส พร้อมดันตลาด Server และโครงสร้างพื้นฐานโตสวนทางเศรษฐกิจ...

Responsive image

JEDUCATION ผนึกกำลัง True Digital Park ยกระดับ JEDUCATION FAIR ครั้งที่ 48 สู่ความเป็น ‘Global Upskilling Hub’ มุ่งปั้นคนรุ่นใหม่ เติมเต็มทักษะสู่อนาคตญี่ปุ่น

งาน JEDUCATION FAIR ครั้งที่ 48 ผนึกกำลัง True Digital Park ขนทัพสถาบันการศึกษาญี่ปุ่น 30+ แห่ง พร้อมข้อมูลทุนการศึกษาและกิจกรรมอัปสกิลครบวงจร 31 ม.ค. - 1 ก.พ. 2569 นี้ ลงทะเบียนเข...

Responsive image

มหิดลเปิดเทรนด์สุขภาพโลก ชูนวัตกรรมไทยสู้มะเร็ง-ป้องกันโรค-ชะลอวัย ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ยั่งยืน

สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล วิเคราะห์เทรนด์โลกปี 2026 รับกระแส Longevity ชี้ทิศทางสุขภาพยุคใหม่ต้องไม่ใช่แค่อายุยืน แต่ต้องอายุยืนอย่างมีคุณภาพ โช...