MIT ดัดแปลงพันธุกรรมแบคทีเรีย ทำหน้าที่สวิตช์รับส่งข้อมูล ปูทางสู่การสร้างเซนเซอร์อัจฉริยะ ที่ช่วยเคลือบใบพืชหน้าแล้ง และ สู้ศัตรูพืช

แผงวงจรที่ถูกพิมพ์ลงบนจานเพาะเชื้อ (Petri Dish) แล้วค่อย ๆ เติบโตขึ้นเองภายในหนึ่งสัปดาห์ ฟังดูเหมือนการทดลองที่หลงมาผิดสาขา แต่ทีมวิศวกรจาก MIT ทำได้สำเร็จแล้ว ด้วยการดัดแปลงเซลล์แบคทีเรียให้ทำหน้าที่แทนทรานซิสเตอร์ (Transistor) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนพื้นฐานที่สุดในคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องบนโลก

ทีมวิจัยจากภาควิชาวิศวกรรมชีวภาพ MIT เผยแพร่ผลงานชิ้นนี้ในวารสาร Nature Chemical Biology โดยออกแบบแบคทีเรียขึ้นมา 5 สายพันธุ์ แบ่งเป็นทรานซิสเตอร์ 2 แบบ และตัวส่งต่อสัญญาณ (Relay) อีก 3 แบบ เมื่อนำมาเรียงต่อกันบนวุ้นเลี้ยงเชื้อ กลุ่มเซลล์เหล่านี้จะกลายเป็น 'แผงวงจรมีชีวิต' ที่คำนวณงานตรรกะได้ ตั้งแต่การบวกเลขสองตัว ไปจนถึงการส่งสัญญาณหนึ่งชุดไปยังจุดหมายที่เจาะจงในวงจร

ในวงจรไฟฟ้า ทรานซิสเตอร์ทำหน้าที่เป็นสวิตช์ที่เปิดหรือปิดกระแสไฟ ส่วนในวงจรชีวภาพที่ทีมนี้สร้างขึ้น สวิตช์ของแบคทีเรียจะควบคุมการไหลของโมเลกุลขนาดเล็กแทน โดยโมเลกุลเหล่านั้นทำหน้าที่ส่งสัญญาณต่อไปยังส่วนอื่นของวงจรที่อยู่ถัดไป

"เราสร้างชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์พื้นฐานที่ใช้กันทั่วไปขึ้นมาได้แล้วบางส่วน แต่ทุกการทำงานสามารถสร้างขึ้นได้จาก 5 สายพันธุ์นี้" 

Hamid Doosthosseini นักวิจัยหลังปริญญาเอกของ MIT และผู้เขียนหลักของงานวิจัยชิ้นนี้อธิบาย

ทำไมต้องกระจายวงจรออกไปหลายเซลล์ แทนที่จะยัดทุกอย่างลงเซลล์เดียว?

แนวทางเดิมของงานวงจรชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology) คือการดัดแปลงเซลล์ให้ผลิตโปรตีนและโปรตีนควบคุมการถอดรหัสพันธุกรรม (Transcription Factor) ที่ทำงานร่วมกันเพื่อทำภารกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ตรวจจับโมเลกุลเป้าหมายแล้วสั่งให้เซลล์ผลิตผลลัพธ์ที่ต้องการออกมา

วิธีนี้ทำงานตรรกะได้หลายรูปแบบ แต่ติดข้อจำกัดสำคัญสองข้อ ข้อแรกคือแต่ละวงจรต้องใช้โปรตีนควบคุมการถอดรหัสที่ไม่ซ้ำกัน เพื่อไม่ให้เกิดสัญญาณรบกวนข้ามกัน (Crosstalk) ภายในวงจรเดียวกัน และโปรตีนกลุ่มนี้ที่ใช้งานได้จริงมีจำนวนจำกัด ข้อที่สองคือการอัดวงจรจำนวนมากลงในเซลล์เดียวจะทำให้ระบบผลิตโปรตีนของเซลล์ทำงานหนักเกินไป ความซับซ้อนของวงจรจึงตันอยู่ที่ระดับหนึ่ง

ทีม MIT จึงเปลี่ยนโจทย์ใหม่ แทนที่จะสร้างวงจรทั้งชุดลงในเซลล์เดียว พวกเขาออกแบบให้แต่ละเซลล์เป็นเพียงทรานซิสเตอร์ตัวหนึ่ง แล้วนำทรานซิสเตอร์เหล่านั้นมาประกอบกันในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อสร้างวงจรที่หลากหลาย ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่วิศวกรอิเล็กทรอนิกส์ทำกับชิ้นส่วนบนแผงวงจร (Circuit Board)

สองสวิตช์ สามตัวส่งต่อ และโมเลกุลที่ทำหน้าที่แทนกระแสไฟ

แบคทีเรียที่ทีมเลือกใช้คือ Pantoea agglomerans ซึ่งเติบโตบนพื้นผิวได้ดี รวมถึงพื้นผิวของพืช จากเซลล์ชนิดนี้ พวกเขาสร้างทรานซิสเตอร์ขึ้นมา 2 แบบ ที่เปิดหรือปิดได้ด้วยโมเลกุลชื่อ OC-6 แบบหนึ่งจะถูกเปิดเมื่อได้รับสัญญาณนี้ ส่วนอีกแบบจะถูกปิดลง

นอกจากสวิตช์แล้ว ทรานซิสเตอร์ทั้งสองแบบยังตรวจจับโมเลกุลเป้าหมายอีกตัวคือ OC-12 ได้ด้วย ผลลัพธ์จึงขึ้นอยู่กับสองเงื่อนไขประกอบกัน คือ 'มีโมเลกุลเป้าหมายอยู่หรือไม่' และ 'สวิตช์กำลังทำงานอยู่หรือไม่' ถ้าเงื่อนไขครบ เซลล์จะปล่อยโมเลกุลผลลัพธ์ชื่อ OHC-14 ออกมา

ปัญหาถัดไปคือการเดินสาย ทีมวิจัยแก้ด้วยแบคทีเรียอีก 3 สายพันธุ์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวส่งต่อสัญญาณ คอยแปลงสัญญาณ OHC-14 ให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่ป้อนเข้าทรานซิสเตอร์ตัวถัดไปได้ เมื่อมีตัวส่งต่อครบชุด การ 'เดินสาย' ระหว่างทรานซิสเตอร์จึงทำได้เหมือนแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์จริง ๆ

ตัวอย่างที่ทีมสาธิตให้เห็นคือสวิตช์สองทาง ที่ใช้ทรานซิสเตอร์สองตัวคอยตรวจจับ OC-12 แล้วส่งข้อมูลไปยังตัวส่งต่อสัญญาณที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าสวิตช์ได้รับสัญญาณอะไร ก่อนป้อนเข้าทรานซิสเตอร์ชุดถัดไปเพื่อประมวลผลต่อ

ระยะห่าง 5 มิลลิเมตร คือกติกาที่บังคับให้สัญญาณเดินทางทางเดียว

วิธีสร้างวงจรของทีมนี้คือการพิมพ์โคโลนีแบคทีเรียลงบนจานที่มีวุ้นเลี้ยงเชื้อ โดยใช้เครื่องหยอดของเหลวด้วยคลื่นเสียง (Acoustic Liquid Handler) จัดตำแหน่งแต่ละโคโลนีให้ห่างกันราว 5 มิลลิเมตร

ระยะห่างนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะมันทำให้สัญญาณโมเลกุลแพร่ไปถึงเฉพาะโคโลนีที่อยู่ใกล้ที่สุด แล้วโคโลนีนั้นจะส่งต่อไปยังตัวถัดไปอีกทอด ผลคือข้อมูลไหลไปในทิศทางเดียวตามที่ออกแบบไว้ ไม่ย้อนกลับหรือกระจายมั่ว จุดที่น่าสนใจอีกอย่างคือการเปลี่ยนการทำงานของวงจรทำได้ด้วยการเปลี่ยนรูปแบบการวางโคโลนีเท่านั้น ไม่ต้องแก้ไขพันธุกรรมของแบคทีเรียใหม่

วงจรใหญ่สุด 24 โคโลนี ใช้เวลาคำนวณ 8 ชั่วโมงต่อครั้ง

จากชิ้นส่วนทั้ง 5 สายพันธุ์ ทีมวิจัยประกอบวงจรได้หลายรูปแบบ ทั้งเกตตรรกะ (Logic Gate) แบบ OR และ IMPLY วงจรบวกเลขสองตัว ระบบประมวลผลหลายสัญญาณ และวงจรกระจายสัญญาณ (Demultiplexer) ที่รับสัญญาณเข้ามาหนึ่งชุด แล้วส่งไปยังจุดหมายปลายทางที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับสัญญาณควบคุม

วงจรที่ใหญ่ที่สุดในงานวิจัยชิ้นนี้ทำหน้าที่บวกค่าอินพุตสองตัวเข้าด้วยกัน ประกอบด้วยโคโลนีแบคทีเรีย 24 กลุ่มที่เชื่อมต่อกันผ่านการสื่อสารด้วยสารเคมี

ข้อแลกเปลี่ยนคือความเร็ว วงจรชนิดนี้ใช้เวลาราว 8 ชั่วโมงต่อการคำนวณหนึ่งครั้ง ซึ่งช้ากว่าวงจรอิเล็กทรอนิกส์มหาศาล แต่ทีมวิจัยมองว่าเหมาะสมแล้วสำหรับงานทางชีววิทยา

"งานชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่าเราขยับไปสู่ฟังก์ชันที่ซับซ้อนขึ้นได้ ด้วยการเชื่อมฟังก์ชันง่าย ๆ ในเซลล์แต่ละตัวเข้าด้วยกัน ในแง่การคำนวณแล้ว ไม่มีอะไรที่ iPhone ของคุณทำได้แต่วงจรเหล่านี้ทำไม่ได้" 

Christopher Voigt หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมชีวภาพ MIT และผู้เขียนอาวุโสของงานวิจัยระบุ

ปลายทางที่ทีมวิจัยเล็งไว้คือรากพืช ไม่ใช่โต๊ะทำงาน

เป้าหมายระยะยาวของทีมไม่ใช่การแข่งกับซิลิคอน แต่คือการนำความสามารถในการคำนวณไปฝังไว้ในสิ่งมีชีวิต โดยหวังพัฒนาวงจรที่เคลือบอยู่บนใบหรือรากของพืช เพื่อตรวจจับและตอบสนองต่อสภาพแวดล้อม เช่น ภาวะแล้งหรือการเข้าทำลายของแมลงศัตรูพืช

ถ้าพัฒนาไปถึงการใช้งานจริงในภาคเกษตร วงจรแบบนี้จะถูกนำไปใช้กับรากพืชเพื่อตรวจจับความเครียดหลายรูปแบบ และเมื่อตรวจพบสัญญาณที่กำหนดไว้ ก็จะสั่งให้เกิดการตอบสนอง เช่น การสังเคราะห์สารกำจัดเชื้อรา ขึ้นมาในจุดนั้นเลย

"เราไม่ได้พยายามจะแทนที่คอมพิวเตอร์ แต่ต้องการใส่การควบคุมเชิงการคำนวณเข้าไปในชีววิทยา ถ้ามีแบคทีเรียอยู่ที่รากของพืช หรือตัวพืชเองเป็นผู้คำนวณ การรันการคำนวณง่าย ๆ ข้ามคืนก็เร็วพอแล้วเมื่อเทียบกับหนึ่งฤดูเพาะปลูก" 

Christopher อธิบายถึงเหตุผลที่ความเร็วระดับ 8 ชั่วโมงไม่ใช่ปัญหา

งานวิจัยชิ้นนี้ยังอยู่ในระดับห้องปฏิบัติการ ยังไม่มีการนำไปใช้ในแปลงเกษตรจริง โดยเผยแพร่ในวารสาร Nature Chemical Biology และได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานวิจัยของสหรัฐอเมริกาสองแห่ง คือ Defense Advanced Research Projects Agency (DARPA) และ Intelligence Advanced Research Projects Activity (IARPA) ผู้เขียนอีกคนของงานวิจัยคือ คุณ Haorong Chen อดีตนักวิจัยหลังปริญญาเอกของ MIT

ที่มา: MIT News, Nature Chemical Biology

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ไทยจะยืนตรงไหนในสมรภูมิ Net Zero เมื่อสถาบันการเงิน-สตาร์ทอัพ-ภาครัฐ ร่วมกันเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน สรุปจากเวที Earth Jump 2026

ไทยอยู่ตรงไหนในสมรภูมิ Net Zero? สรุปเจาะลึกจากเวที Earth Jump 2026 เมื่อสถาบันการเงิน สตาร์ทอัพ และภาครัฐ ต้องแท็กทีมแก้วิกฤตพลังงาน ผลักดัน Climate Tech เพื่อความมั่นคงที่ยั่งยืน...

Responsive image

นักวิจัยค้นพบวิธีเปลี่ยนขยะพลาสติก เป็นเชื้อเพลิงไฮโดรเจน โดยไม่ต้องคัดแยกประเภท

นักวิจัย UCLA ค้นพบวิธีเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็น ‘เชื้อเพลิงไฮโดรเจน’ บริสุทธิ์สูง ด้วยเทคโนโลยี ATT โดยไม่ต้องคัดแยกประเภท ขับเคลื่อน Hydrogen Economy และเศรษฐกิจหมุนเวียน...

Responsive image

นักวิจัยพัฒนา ‘แบตเตอรี่จากสาหร่าย’ ผลิตไฟฟ้าได้ 6 ปี หวังลดแบตเตอรี่ใช้แล้วทิ้ง

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ พัฒนา ‘Biocell’ แหล่งพลังงานชีวภาพที่ใช้ไซยาโนแบคทีเรียหรือสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ผลิตกระแสไฟฟ้าจากการสังเคราะห์แสง โดยสามารถจ่ายไฟให...