
ในปีนี้ วิกฤตการณ์ด้านพลังงานได้ทวีความรุนแรงจนกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ในงาน Earth Jump 2026 ซึ่งจัดโดยธนาคารกสิกรไทย บนเวที SME and Climate Tech Stage เมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา จึงกลายเป็นพื้นที่ศูนย์รวมของกลุ่มผู้ประกอบการ นักลงทุน และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อร่วมกันหาแนวทางรับมือกับโจทย์ที่ท้าทายยิ่งกว่าเดิม นั่นคือ ธุรกิจสตาร์ทอัพจะเข้ามาช่วยปิดช่องว่างระหว่างวิกฤตในปัจจุบันกับระบบพลังงานที่ยั่งยืนในอนาคตได้อย่างไร และใครจะเป็นแรงหนุนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้พวกเขาขับเคลื่อนไปให้ถึงเป้าหมาย
ระบบพลังงานของไทยกำลังถูกถามคำถามที่ไม่เคยถูกถามมาก่อน จะรับน้ำหนักของโลกใบใหม่ได้ไหม ทั้ง EV ที่เพิ่มขึ้นทุกวัน Data Center ที่กินไฟมหาศาล และโซลาร์หลังคาที่รัฐบาลผลักให้ติดทั่วประเทศ สตาร์ทอัพที่ขึ้นเวทีเซสชันนี้ไม่ได้มาพูดว่าพลังงานสะอาดดียังไง แต่มาพูดว่าระบบที่มีอยู่วันนี้จะรับมือกับมันได้อย่างไร

ซึ่งบนเวทีนี้ได้สตาร์ทอัพและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีพลังงาน 4 ราย ได้ขึ้นมาร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์พร้อมกัน เริ่มต้นที่คุณโอม ขาวสอาด Head of Venture Capital จาก Innopower ชี้ว่าปัญหาพลังงานไม่มีคำตอบง่ายๆ เพราะทุกการตัดสินใจคือทางเลือกสามแพร่งเสมอ ระหว่าง Security, Sustainability และ Affordability คุณโอมชี้ว่า ถ้าอยากจะ Secure เราก็ซื้อตุน แต่นั่นทำให้ Affordability รับไม่ได้ ถ้าอยากยั่งยืน แต่หันไปซื้อถ่านหินเพราะถูก ก็ขัดกับ Sustainability เอง ตราบใดที่ไทยยังพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศ ความสั่นคลอนจาก Geopolitics ก็จะยังส่งถึงชีวิตประจำวันคนไทยได้ตลอดเวลา
ซึ่งคุณพีรกานต์ มานะกิจ ประธานอำนวยการ จาก ION Energy ก็ได้พูดถึงสิ่งที่เปลี่ยนไปในใจคนหลังวิกฤตพลังงาน คนไทยเริ่มตระหนักว่าพลังงานไม่ใช่แค่เรื่องค่าไฟ แต่คือความมั่นคงในชีวิตจริง ตอนที่เติมน้ำมันได้แค่ปั๊มละ 600 บาท มันไม่ใช่แค่ความไม่สะดวก แต่คือการที่ชีวิตหยุดได้เลย ความกลัวนั้นเป็น Signal ที่ชัดมาก ว่าสังคมพร้อมเปลี่ยนแล้ว ถ้ามีทางออกที่จับต้องได้ นโยบาย Net Billing ที่รัฐบาลเพิ่งออกมา เปิดให้ขายไฟจากหลังคาได้จริง คือก้าวแรกที่ทำให้ความมั่นคงพลังงานไม่ใช่เรื่องของโรงไฟฟ้าอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของทุกหลังคาเรือน
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกมองข้าม คือ ปัญหาโครงสร้างที่ถูกมองข้าม
ด้านคุณวรพจน์ รื่นเริงวงศ์ Founder and CEO จาก CHOSEN Digital ชี้ว่า หม้อแปลง 500,000 ลูกทั่วประเทศออกแบบมาก่อนยุค EV และ Data Center จะเกิด มาตรฐานเผื่อโหลดไว้แค่ 20% พอโหลดจาก EV และ Data Center เข้ามา ไม่ใช่แค่รถชาร์จไม่ได้ แต่คือทั้งตึกไฟดับ และในยุคที่ Geopolitics แบ่งขั้วระหว่างจีนกับตะวันตก ประเทศที่วางตัวเป็นกลางและรับได้ทั้งสองมาตรฐานจะได้เปรียบกว่าประเทศที่เลือกข้าง ไทยมีโอกาสนั้นอยู่ ถ้าไม่ปล่อยให้หลุดมือ
ปิดท้ายด้วยความเห็นจากดร.เด่นชัย วรเดชจำเริญ CEO & Founder, จาก TIE Smart Solutions หยิบตัวเลขที่ไม่มีใครพูดถึง นั่นคือระบบแอร์ใช้ไฟสูงถึง 60% ของทั้งตึก "ทุกครั้งที่เราพูดเรื่องพลังงาน เราไม่ค่อยพูดถึงเรื่องนี้เลย" แต่ปัญหาที่หนักกว่าตัวเลขคือโครงสร้างที่ทำให้การประหยัดพลังงานในอาคารขายไม่ออก เพราะคนจ่ายค่าไฟไม่ใช่คนตัดสินใจติดตั้ง และคนตัดสินใจไม่รู้สึกถึงผลระยะยาว นอกจากนี้ ดร.เด่นชัยยังชี้เรื่อง Data Sovereignty ว่าถ้าข้อมูลพลังงานของประเทศไหลไปอยู่ใน Cloud ต่างชาติ เราจะกลายเป็นประเทศที่ซื้อของมาขายไป ไม่ใช่ประเทศที่พัฒนาด้วยระบบของตัวเอง

สิ่งที่ทุกคนในเซสชันนี้เห็นตรงกันคือ ปัญหาพลังงานไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือเรื่องของเวลาและนโยบาย ระบบโครงสร้างพื้นฐานออกแบบมาสำหรับโลกใบเก่า แต่โลกใบใหม่ไม่รอ และข้อมูลพลังงานของประเทศกำลังไหลออกไปทีละน้อยโดยยังไม่มีใครตั้งคำถาม

ในขณะที่โลกของ Software ทั่วไปอาจจะขับเคลื่อนด้วยการเขียนโค้ดแล้วปล่อยสู่ตลาด แต่โลกของ Climate Tech นั้นต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เพราะมันคือการผสานกันระหว่างโลกดิจิทัล และโลกกายภาพที่มีตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้มากมาย
โจทย์ใหญ่ในเซสชันนี้จึงพุ่งเป้าไปที่คำถามสำคัญ สตาร์ทอัพสายกรีนจะรู้ได้ยังไงว่าถึงเวลา Scale ธุรกิจแล้วจริงๆ
โดยได้สองตัวจริงมาร่วมแชร์ประสบการณ์ ได้แก่ Reuben Lai จาก Arkadiah Technology ที่ใช้เวลานานถึง 4 ปีกว่าจะเจอจุดที่สินค้าตอบโจทย์ตลาด และ Dr. Khoo Yong Sheng จาก Quantified Energy ที่ค้นพบจุดเปลี่ยนนั้นจากเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด

Mr. Reuben Lai, CEO จาก Arkadiah Technology มาจากอดีตผู้บริหารสาย Fintech ที่ผันตัวเข้าสู่สมรภูมิสิ่งแวดล้อม เขาเล่าว่า Arkadiah คือผู้พัฒนาระบบ DMRV (Digital Monitoring, Reporting, and Verification) หรือระบบตรวจสอบและรับรองการฟื้นฟูธรรมชาติแบบ Real-time โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาแทนการส่งคนลงพื้นที่จริง ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมการทำงานไปแล้วถึง 3 ทวีป
Reuben เส้นทางการตามหา Product-Market Fit ของเขานั้นไม่มีทางลัด เขาต้องเดินสายเคาะประตูขายงานอยู่หลายปีโดยแทบไม่มีอะไรขยับ จนกระทั่งวันหนึ่ง มีธนาคารยักษ์ใหญ่โทรศัพท์มาหาเขาเองเพื่อถามหาผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ ทั้งที่เขาวางขายมานานกว่า 4 ปีแล้ว
สำหรับการปักหมุดในไทย Arkadiah ได้จับมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เพื่อทดสอบเทคโนโลยีในพื้นที่จริง โดยมีธนาคารกสิกรไทยเป็นพาร์ทเนอร์คนสำคัญในการเปิดประตูสู่ตลาด ซึ่ง Reuben เสริมว่า “การได้รับการรับรองจากธนาคารกสิกรไทยช่วยให้เราเข้าถึงตลาดได้เร็วกว่าที่คิดมาก”

ด้าน Dr. Khoo Yong Sheng, COO จาก Quantified Energy นำเสนอเทคโนโลยีสุดล้ำอย่าง Drone EL Inspection ซึ่งเป็นการใช้โดรนบินถ่ายภาพแผงโซลาร์ด้วยแสงอินฟราเรดในเวลากลางคืน แล้วใช้ AI วิเคราะห์ความเสียหายลึกถึงระดับเซลล์ว่าแผงไหนเริ่มเสื่อมสภาพก่อนที่จะพังจริง โดยสามารถตรวจได้มากกว่า 10,000 แผงต่อคืน (เมื่อเทียบกับการตรวจด้วยแรงงานคนที่ทำได้เพียงหลักร้อยแผง) จุดเปลี่ยนสู่ Product-Market Fit ของพวกเขาเกิดจากวิกฤต เมื่อลูกค้าแห่มาใช้บริการเพื่อตรวจความเสียหายสำหรับเคลมประกันหลังเจอพายุลูกเห็บถล่ม แต่เมื่อผลตรวจออกมาแม่นยำสูงมาก ลูกค้าจึงเริ่มตระหนักว่า พวกเขาควรตรวจเช็กตั้งแต่แรก ไม่ใช่รอให้พังก่อน
ปัจจุบัน Quantified Energy ขยายธุรกิจไปแล้ว 6 ภูมิภาคทั่วโลก และกำลังเติบโตในประเทศไทยผ่านความร่วมมือกับกลุ่ม SCG โดยมี Beacon VC ร่วมลงทุนในรอบ Series A
และสิ่งหนึ่งที่ทั้งสองซีอีโอเห็นตรงกันคือ ในโลกของ Climate Tech คำว่า Coopetition (การร่วมมือกันของคู่แข่ง) คือกุญแจสำคัญ Reuben ยกตัวอย่างการจับมือกับ South Pole บริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมยักษ์ใหญ่ของโลก ที่มองผิวเผินเหมือนจะเป็นคู่แข่งกัน แต่เลือกที่จะแบ่งเค้กกันทำ โดยใช้จุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาเสริมกัน
นอกจากนี้ Reuben ยังเตือนสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ว่า ยุคของ Blitzscaling หรือการยอมขาดทุนมหาศาลเพื่อเร่งโตให้เร็วที่สุดนั้นจบลงแล้ว “Climate Tech มีตัวแปรภายนอกที่เราคุมไม่ได้เยอะมาก ใครจะรู้ว่าจะเกิดสงคราม หรือไทม์ไลน์สู่เป้าหมาย Net Zero ของแต่ละประเทศจะถูกเลื่อนออกไป?” ทางออกเดียวคือต้องออกแบบองค์กรให้เป็น AI-First ตั้งแต่วันแรก เพื่อให้ทีมขนาดกะทัดรัดสามารถขับเคลื่อนงานใหญ่ที่มีประสิทธิภาพสูงได้

หลังจากที่สองเซสชันแรกพาเราไปส่องนวัตกรรมของเหล่าสตาร์ทอัพหน้างานจริง เซสชันสุดท้ายได้ทิ้งคำถามที่ท้าทายและยากยิ่งกว่า คือ ภาพรวมของประเทศไทยในสายตานักลงทุน หน่วยงานรัฐ และผู้กำหนดนโยบายเป็นอย่างไรกันแน่?
เวทีนี้เป็นการรวมตัวของ 4 เสาหลัก ได้แก่ Beacon VC, TED Fund, NIA และ สอวช. ที่นำข้อมูลเชิงลึกมาร่วมสะท้อนภาพที่ทั้งสอดคล้องและขัดแย้งในตัวเองอย่างน่าสนใจ
เมื่อมองภาพใหญ่ทั่วโลก รายงาน State of Climate Tech ชี้ชัดว่า เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ช่วง Fundamental หรือโครงสร้างพื้นฐานที่โลกธุรกิจต้องลงทุนจริง แม้เม็ดเงินลงทุนทั่วโลกจะชะลอตัวลงตามทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น และการเข้ามาของ AI ที่ส่งผลกระทบสองด้าน ทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบและเพิ่มความต้องการพลังงานมหาศาลในเวลาเดียวกัน แต่สำหรับประเทศไทยปัญหาที่เจอนั้นตรงไปตรงมากกว่านั้น

คุณธนพงษ์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการ Beacon VC นิยามสถานการณ์ Climate Tech ในไทยสั้น ๆ ว่า ‘ทรงๆ’ โดยอธิบายว่าในฝั่งความต้องการนั้นมีอยู่จริงและชัดเจนมาก แต่ในฝั่ง Supply Side หรือเทคโนโลยีและโซลูชันที่จะเข้าไปตอบโจทย์กลับยังบางตา โดยเฉพาะกลุ่ม Deep Tech ที่ต้องอาศัยเงินทุนมหาศาลและระยะเวลาฟักตัวที่ยาวนานในห้องปฏิบัติการ

ด้านการปลดล็อกนวัตกรรมต้นน้ำ ดร.เอกอนงค์ ตั้งฤกษ์วราสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการจาก TED Fund เสนอแนวคิดที่ต้องพลิกวิธีคิดย้อนกลับ แทนที่จะปล่อยให้นักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาก่อนแล้วค่อยเดินหาตลาด เปลี่ยนมาเป็นให้ภาคอุตสาหกรรมเป็นผู้โยนโจทย์ลงมา จากนั้นค่อยดึงงานวิจัยเข้าไปตอบโจทย์
โดยชี้ว่านักวิจัยไทยจำนวนมากยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายไปที่การทำออกจากแล็บสู่เชิงพาณิชย์ เพราะตัวชี้วัดหรือ KPI หลักยังผูกอยู่กับจำนวนบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ ไม่ใช่ยอดขายในเชิงพาณิชย์ หากเราต้องการขับเคลื่อน Deep Tech อย่างจริงจัง ภาครัฐต้องสร้างแรงจูงใจที่ถูกต้องให้กับตัวนักวิจัยด้วย ไม่ใช่แค่การหว่านเม็ดเงินทุนให้สตาร์ทอัพที่ปลายน้ำอย่างเดียว

ขณะที่ คุณปริวรรต วงษ์สำราญ รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรมจาก NIA เจาะลึกถึง Catalyst หรือตัวเร่งปฏิกิริยาจากฝั่งยุโรปอย่าง มาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน ซึ่งกำลังทำให้ความต้องการโซลูชันด้านความยั่งยืนกลายเป็นเรื่องที่ต้องทำ
คุณปริวรรต เผยว่าภาคธุรกิจที่พึ่งพาการส่งออกไปยุโรปจำเป็นต้องเริ่มคำนวณและบริหารจัดการ Carbon Footprint ทั้ง Scope 1, 2 และ 3 ทันที (ครอบคลุมตั้งแต่การปล่อยคาร์บอนในโรงงานตัวเอง พลังงานที่ซื้อมาใช้ ไปจนถึงห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด) แต่ประเด็นคือ Solution Provider ในไทยยังมีน้อยมาก จนกลายเป็นโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาตักตวงและตีตลาดแทน
อย่างไรก็ดี คุณปริวรรตได้ชี้เป้า Sector สำคัญที่ไทยมีศักยภาพและควรขึ้นเป็นผู้นำ คือ Low Carbon Rice (ข้าวคาร์บอนต่ำ) โดยมองว่าหากไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีและโมเดลการปลูกข้าวที่ปล่อยคาร์บอนต่ำได้สำเร็จเป็นกลุ่มแรก เราจะไม่ใช่แค่ผู้ส่งออกผลผลิต แต่จะเป็นผู้ส่งออกเทคโนโลยีนี้ไปสู่ระดับสากล
ปิดท้ายด้วยดร.คมเมธ จิตวานิชไพบูลย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ที่ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญจากรายงาน Technology Needs Assessment ที่จัดทำร่วมกับ UNFCCC (กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) โดยระบุ 5 เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาหรือนำเข้าอย่างจริงจัง ได้แก่:
ทว่า ความท้าทายที่ใหญ่กว่าตัวเทคโนโลยี คือ โครงสร้างการทำงานภาครัฐที่เป็นลักษณะ Silo ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติ ผู้แทนจาก สอวช. เผยว่าเป้าหมาย Net Zero ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน แต่ปัจจุบันแต่ละกระทรวงยังคงแยกกันเดินหน้าในกรอบของตัวเอง สิ่งสำคัญคือเราต้องมองโจทย์นี้เป็น System ที่ร้อยเรียงทั้งมิติพลังงาน , การเงิน, และสังคมให้ขับเคลื่อนไปด้วยกัน
ตลอดทั้ง 3 เซสชันที่ผ่านมา มี Insight สำคัญที่ถูกย้ำซ้ำอย่างมีนัยสำคัญ คือ สตาร์ทอัพในสมรภูมิ Climate Tech ไม่ได้ต้องการเพียงแค่เม็ดเงินทุนเท่านั้น
แต่สิ่งที่จะช่วยทลายคอขวดและสร้างผลกระทบให้เกิดขึ้นได้จริง นั่นคือพาร์ทเนอร์ระดับที่มีพลังและน้ำหนักมากพอในการสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาด ขยับกลไกทางนโยบายของภาครัฐ และทำหน้าที่เชื่อมต่อจิ๊กซอว์ทุกชิ้นที่เคยแยกส่วนให้เข้ามาประกบกันได้อย่างไร้รอยต่อ
ธนาคารกสิกรไทยจึงมุ่งสร้างบทบาทในทุกมิติของการขับเคลื่อน Climate Ecosystem โดยทำหน้าที่เป็นทั้ง Platform Connector และ Transition Partner ที่ช่วยเชื่อมองค์ความรู้ เครือข่ายพันธมิตร โซลูชัน และแหล่งเงินทุน เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม หนึ่งในกลไกสำคัญคือ EARTH JUMP เวทีระดับประเทศที่ธนาคารจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2023 เพื่อเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคธุรกิจ นักลงทุน สตาร์ทอัพ และผู้เชี่ยวชาญด้าน Climate Tech ให้มาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างความร่วมมือ และต่อยอดสู่การลงมือทำจริง
นอกจากนี้ ธนาคารยังได้พัฒนา K-Climate Solutions ชุดโซลูชันครบวงจรที่ช่วยให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านได้ในทุกขั้นตอน ครอบคลุมตั้งแต่
ขณะเดียวกัน ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการผลักดันนวัตกรรมด้าน Climate Tech ผ่าน Beacon VC ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เพียงผู้สนับสนุนเงินลงทุน (Funding) แต่ยังทำงานในฐานะ Strategic Partner ที่ร่วมสร้างการเติบโตให้กับสตาร์ทอัพ ตั้งแต่การเข้าไปมีส่วนร่วมในคณะกรรมการบริหารของ ION Energy เพื่อร่วมกำหนดทิศทางธุรกิจ การร่วมลงทุน (Co-invest) ใน Quantified Energy เพื่อเร่งการเติบโตของเทคโนโลยีพลังงาน ไปจนถึงการเปิดประตูให้ Arkadiah ขยายธุรกิจเข้าสู่ประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว ผ่านเครือข่ายและความเชี่ยวชาญของธนาคาร
ทั้งหมดนี้สะท้อนบทบาทของธนาคารกสิกรไทยในการสร้าง Climate Ecosystem ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ พันธมิตร เทคโนโลยี โซลูชัน และเงินทุน เพื่อช่วยให้ทั้งผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพสามารถเปลี่ยนผ่านสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
บทความนี้เป็น Advertorial
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด