ไทยจะยืนตรงไหนในสมรภูมิ Net Zero เมื่อสถาบันการเงิน-สตาร์ทอัพ-ภาครัฐ ร่วมกันเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน สรุปจากเวที Earth Jump 2026

ในปีนี้ วิกฤตการณ์ด้านพลังงานได้ทวีความรุนแรงจนกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ในงาน Earth Jump 2026 ซึ่งจัดโดยธนาคารกสิกรไทย บนเวที SME and Climate Tech Stage เมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา จึงกลายเป็นพื้นที่ศูนย์รวมของกลุ่มผู้ประกอบการ นักลงทุน และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อร่วมกันหาแนวทางรับมือกับโจทย์ที่ท้าทายยิ่งกว่าเดิม นั่นคือ ธุรกิจสตาร์ทอัพจะเข้ามาช่วยปิดช่องว่างระหว่างวิกฤตในปัจจุบันกับระบบพลังงานที่ยั่งยืนในอนาคตได้อย่างไร และใครจะเป็นแรงหนุนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้พวกเขาขับเคลื่อนไปให้ถึงเป้าหมาย

Energy Security 2.0 เมื่อความมั่นคงทางพลังงานไม่ใช่แค่การมีไฟฟ้าใช้

ระบบพลังงานของไทยกำลังถูกถามคำถามที่ไม่เคยถูกถามมาก่อน จะรับน้ำหนักของโลกใบใหม่ได้ไหม ทั้ง EV ที่เพิ่มขึ้นทุกวัน Data Center ที่กินไฟมหาศาล และโซลาร์หลังคาที่รัฐบาลผลักให้ติดทั่วประเทศ สตาร์ทอัพที่ขึ้นเวทีเซสชันนี้ไม่ได้มาพูดว่าพลังงานสะอาดดียังไง แต่มาพูดว่าระบบที่มีอยู่วันนี้จะรับมือกับมันได้อย่างไร

ซึ่งบนเวทีนี้ได้สตาร์ทอัพและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีพลังงาน 4 ราย ได้ขึ้นมาร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์พร้อมกัน เริ่มต้นที่คุณโอม ขาวสอาด Head of Venture Capital จาก Innopower ชี้ว่าปัญหาพลังงานไม่มีคำตอบง่ายๆ เพราะทุกการตัดสินใจคือทางเลือกสามแพร่งเสมอ ระหว่าง Security, Sustainability และ Affordability คุณโอมชี้ว่า ถ้าอยากจะ Secure เราก็ซื้อตุน แต่นั่นทำให้ Affordability รับไม่ได้ ถ้าอยากยั่งยืน แต่หันไปซื้อถ่านหินเพราะถูก ก็ขัดกับ Sustainability เอง ตราบใดที่ไทยยังพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศ ความสั่นคลอนจาก Geopolitics ก็จะยังส่งถึงชีวิตประจำวันคนไทยได้ตลอดเวลา

ซึ่งคุณพีรกานต์ มานะกิจ ประธานอำนวยการ จาก ION Energy ก็ได้พูดถึงสิ่งที่เปลี่ยนไปในใจคนหลังวิกฤตพลังงาน คนไทยเริ่มตระหนักว่าพลังงานไม่ใช่แค่เรื่องค่าไฟ แต่คือความมั่นคงในชีวิตจริง ตอนที่เติมน้ำมันได้แค่ปั๊มละ 600 บาท มันไม่ใช่แค่ความไม่สะดวก แต่คือการที่ชีวิตหยุดได้เลย ความกลัวนั้นเป็น Signal ที่ชัดมาก ว่าสังคมพร้อมเปลี่ยนแล้ว ถ้ามีทางออกที่จับต้องได้ นโยบาย Net Billing ที่รัฐบาลเพิ่งออกมา เปิดให้ขายไฟจากหลังคาได้จริง คือก้าวแรกที่ทำให้ความมั่นคงพลังงานไม่ใช่เรื่องของโรงไฟฟ้าอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของทุกหลังคาเรือน

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกมองข้าม คือ ปัญหาโครงสร้างที่ถูกมองข้าม 

ด้านคุณวรพจน์ รื่นเริงวงศ์ Founder and CEO จาก CHOSEN Digital ชี้ว่า หม้อแปลง 500,000 ลูกทั่วประเทศออกแบบมาก่อนยุค EV และ Data Center จะเกิด มาตรฐานเผื่อโหลดไว้แค่ 20% พอโหลดจาก EV และ Data Center เข้ามา ไม่ใช่แค่รถชาร์จไม่ได้ แต่คือทั้งตึกไฟดับ และในยุคที่ Geopolitics แบ่งขั้วระหว่างจีนกับตะวันตก ประเทศที่วางตัวเป็นกลางและรับได้ทั้งสองมาตรฐานจะได้เปรียบกว่าประเทศที่เลือกข้าง ไทยมีโอกาสนั้นอยู่ ถ้าไม่ปล่อยให้หลุดมือ

ปิดท้ายด้วยความเห็นจากดร.เด่นชัย วรเดชจำเริญ CEO & Founder, จาก TIE Smart Solutions หยิบตัวเลขที่ไม่มีใครพูดถึง นั่นคือระบบแอร์ใช้ไฟสูงถึง 60% ของทั้งตึก "ทุกครั้งที่เราพูดเรื่องพลังงาน เราไม่ค่อยพูดถึงเรื่องนี้เลย" แต่ปัญหาที่หนักกว่าตัวเลขคือโครงสร้างที่ทำให้การประหยัดพลังงานในอาคารขายไม่ออก เพราะคนจ่ายค่าไฟไม่ใช่คนตัดสินใจติดตั้ง และคนตัดสินใจไม่รู้สึกถึงผลระยะยาว นอกจากนี้ ดร.เด่นชัยยังชี้เรื่อง Data Sovereignty ว่าถ้าข้อมูลพลังงานของประเทศไหลไปอยู่ใน Cloud ต่างชาติ เราจะกลายเป็นประเทศที่ซื้อของมาขายไป ไม่ใช่ประเทศที่พัฒนาด้วยระบบของตัวเอง

สิ่งที่ทุกคนในเซสชันนี้เห็นตรงกันคือ ปัญหาพลังงานไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือเรื่องของเวลาและนโยบาย ระบบโครงสร้างพื้นฐานออกแบบมาสำหรับโลกใบเก่า แต่โลกใบใหม่ไม่รอ และข้อมูลพลังงานของประเทศกำลังไหลออกไปทีละน้อยโดยยังไม่มีใครตั้งคำถาม

Scaling Impact สตาร์ทอัพ Climate Tech จะไปได้ไกล ถ้ารู้ว่าจะวิ่งแบบไหน

ในขณะที่โลกของ Software ทั่วไปอาจจะขับเคลื่อนด้วยการเขียนโค้ดแล้วปล่อยสู่ตลาด แต่โลกของ Climate Tech นั้นต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เพราะมันคือการผสานกันระหว่างโลกดิจิทัล และโลกกายภาพที่มีตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้มากมาย

โจทย์ใหญ่ในเซสชันนี้จึงพุ่งเป้าไปที่คำถามสำคัญ สตาร์ทอัพสายกรีนจะรู้ได้ยังไงว่าถึงเวลา Scale ธุรกิจแล้วจริงๆ

โดยได้สองตัวจริงมาร่วมแชร์ประสบการณ์ ได้แก่ Reuben Lai  จาก Arkadiah Technology ที่ใช้เวลานานถึง 4 ปีกว่าจะเจอจุดที่สินค้าตอบโจทย์ตลาด และ Dr. Khoo Yong Sheng จาก Quantified Energy ที่ค้นพบจุดเปลี่ยนนั้นจากเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด

Mr. Reuben Lai, CEO จาก Arkadiah Technology มาจากอดีตผู้บริหารสาย Fintech ที่ผันตัวเข้าสู่สมรภูมิสิ่งแวดล้อม เขาเล่าว่า Arkadiah คือผู้พัฒนาระบบ DMRV (Digital Monitoring, Reporting, and Verification) หรือระบบตรวจสอบและรับรองการฟื้นฟูธรรมชาติแบบ Real-time โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาแทนการส่งคนลงพื้นที่จริง ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมการทำงานไปแล้วถึง 3 ทวีป

Reuben เส้นทางการตามหา Product-Market Fit ของเขานั้นไม่มีทางลัด เขาต้องเดินสายเคาะประตูขายงานอยู่หลายปีโดยแทบไม่มีอะไรขยับ จนกระทั่งวันหนึ่ง มีธนาคารยักษ์ใหญ่โทรศัพท์มาหาเขาเองเพื่อถามหาผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ ทั้งที่เขาวางขายมานานกว่า 4 ปีแล้ว

สำหรับการปักหมุดในไทย Arkadiah ได้จับมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เพื่อทดสอบเทคโนโลยีในพื้นที่จริง โดยมีธนาคารกสิกรไทยเป็นพาร์ทเนอร์คนสำคัญในการเปิดประตูสู่ตลาด ซึ่ง Reuben เสริมว่า “การได้รับการรับรองจากธนาคารกสิกรไทยช่วยให้เราเข้าถึงตลาดได้เร็วกว่าที่คิดมาก”

ด้าน Dr. Khoo Yong Sheng, COO จาก Quantified Energy นำเสนอเทคโนโลยีสุดล้ำอย่าง Drone EL Inspection ซึ่งเป็นการใช้โดรนบินถ่ายภาพแผงโซลาร์ด้วยแสงอินฟราเรดในเวลากลางคืน แล้วใช้ AI วิเคราะห์ความเสียหายลึกถึงระดับเซลล์ว่าแผงไหนเริ่มเสื่อมสภาพก่อนที่จะพังจริง โดยสามารถตรวจได้มากกว่า 10,000 แผงต่อคืน (เมื่อเทียบกับการตรวจด้วยแรงงานคนที่ทำได้เพียงหลักร้อยแผง) จุดเปลี่ยนสู่ Product-Market Fit ของพวกเขาเกิดจากวิกฤต เมื่อลูกค้าแห่มาใช้บริการเพื่อตรวจความเสียหายสำหรับเคลมประกันหลังเจอพายุลูกเห็บถล่ม แต่เมื่อผลตรวจออกมาแม่นยำสูงมาก ลูกค้าจึงเริ่มตระหนักว่า พวกเขาควรตรวจเช็กตั้งแต่แรก ไม่ใช่รอให้พังก่อน

ปัจจุบัน Quantified Energy ขยายธุรกิจไปแล้ว 6 ภูมิภาคทั่วโลก และกำลังเติบโตในประเทศไทยผ่านความร่วมมือกับกลุ่ม SCG โดยมี Beacon VC ร่วมลงทุนในรอบ Series A

และสิ่งหนึ่งที่ทั้งสองซีอีโอเห็นตรงกันคือ ในโลกของ Climate Tech คำว่า Coopetition (การร่วมมือกันของคู่แข่ง) คือกุญแจสำคัญ Reuben ยกตัวอย่างการจับมือกับ South Pole บริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมยักษ์ใหญ่ของโลก ที่มองผิวเผินเหมือนจะเป็นคู่แข่งกัน แต่เลือกที่จะแบ่งเค้กกันทำ โดยใช้จุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาเสริมกัน

นอกจากนี้ Reuben ยังเตือนสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ว่า ยุคของ Blitzscaling หรือการยอมขาดทุนมหาศาลเพื่อเร่งโตให้เร็วที่สุดนั้นจบลงแล้ว “Climate Tech มีตัวแปรภายนอกที่เราคุมไม่ได้เยอะมาก ใครจะรู้ว่าจะเกิดสงคราม หรือไทม์ไลน์สู่เป้าหมาย Net Zero ของแต่ละประเทศจะถูกเลื่อนออกไป?” ทางออกเดียวคือต้องออกแบบองค์กรให้เป็น AI-First ตั้งแต่วันแรก เพื่อให้ทีมขนาดกะทัดรัดสามารถขับเคลื่อนงานใหญ่ที่มีประสิทธิภาพสูงได้

ThaiCBN ไทยอยู่ตรงไหน และต้องงัดจุดไหนก่อน

หลังจากที่สองเซสชันแรกพาเราไปส่องนวัตกรรมของเหล่าสตาร์ทอัพหน้างานจริง เซสชันสุดท้ายได้ทิ้งคำถามที่ท้าทายและยากยิ่งกว่า คือ ภาพรวมของประเทศไทยในสายตานักลงทุน หน่วยงานรัฐ และผู้กำหนดนโยบายเป็นอย่างไรกันแน่?

เวทีนี้เป็นการรวมตัวของ 4 เสาหลัก ได้แก่ Beacon VC, TED Fund, NIA และ สอวช. ที่นำข้อมูลเชิงลึกมาร่วมสะท้อนภาพที่ทั้งสอดคล้องและขัดแย้งในตัวเองอย่างน่าสนใจ

เมื่อมองภาพใหญ่ทั่วโลก รายงาน State of Climate Tech ชี้ชัดว่า เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ช่วง Fundamental หรือโครงสร้างพื้นฐานที่โลกธุรกิจต้องลงทุนจริง แม้เม็ดเงินลงทุนทั่วโลกจะชะลอตัวลงตามทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น และการเข้ามาของ AI ที่ส่งผลกระทบสองด้าน ทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบและเพิ่มความต้องการพลังงานมหาศาลในเวลาเดียวกัน แต่สำหรับประเทศไทยปัญหาที่เจอนั้นตรงไปตรงมากกว่านั้น

คุณธนพงษ์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการ Beacon VC นิยามสถานการณ์ Climate Tech ในไทยสั้น ๆ ว่า ‘ทรงๆ’ โดยอธิบายว่าในฝั่งความต้องการนั้นมีอยู่จริงและชัดเจนมาก แต่ในฝั่ง Supply Side หรือเทคโนโลยีและโซลูชันที่จะเข้าไปตอบโจทย์กลับยังบางตา โดยเฉพาะกลุ่ม Deep Tech ที่ต้องอาศัยเงินทุนมหาศาลและระยะเวลาฟักตัวที่ยาวนานในห้องปฏิบัติการ

ด้านการปลดล็อกนวัตกรรมต้นน้ำ ดร.เอกอนงค์ ตั้งฤกษ์วราสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการจาก TED Fund เสนอแนวคิดที่ต้องพลิกวิธีคิดย้อนกลับ แทนที่จะปล่อยให้นักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาก่อนแล้วค่อยเดินหาตลาด เปลี่ยนมาเป็นให้ภาคอุตสาหกรรมเป็นผู้โยนโจทย์ลงมา จากนั้นค่อยดึงงานวิจัยเข้าไปตอบโจทย์

โดยชี้ว่านักวิจัยไทยจำนวนมากยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายไปที่การทำออกจากแล็บสู่เชิงพาณิชย์ เพราะตัวชี้วัดหรือ KPI หลักยังผูกอยู่กับจำนวนบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ ไม่ใช่ยอดขายในเชิงพาณิชย์ หากเราต้องการขับเคลื่อน Deep Tech อย่างจริงจัง ภาครัฐต้องสร้างแรงจูงใจที่ถูกต้องให้กับตัวนักวิจัยด้วย ไม่ใช่แค่การหว่านเม็ดเงินทุนให้สตาร์ทอัพที่ปลายน้ำอย่างเดียว

ขณะที่ คุณปริวรรต วงษ์สำราญ รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรมจาก NIA เจาะลึกถึง Catalyst หรือตัวเร่งปฏิกิริยาจากฝั่งยุโรปอย่าง มาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน ซึ่งกำลังทำให้ความต้องการโซลูชันด้านความยั่งยืนกลายเป็นเรื่องที่ต้องทำ

คุณปริวรรต เผยว่าภาคธุรกิจที่พึ่งพาการส่งออกไปยุโรปจำเป็นต้องเริ่มคำนวณและบริหารจัดการ Carbon Footprint ทั้ง Scope 1, 2 และ 3 ทันที (ครอบคลุมตั้งแต่การปล่อยคาร์บอนในโรงงานตัวเอง พลังงานที่ซื้อมาใช้ ไปจนถึงห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด) แต่ประเด็นคือ Solution Provider ในไทยยังมีน้อยมาก จนกลายเป็นโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาตักตวงและตีตลาดแทน

อย่างไรก็ดี คุณปริวรรตได้ชี้เป้า Sector สำคัญที่ไทยมีศักยภาพและควรขึ้นเป็นผู้นำ คือ Low Carbon Rice (ข้าวคาร์บอนต่ำ) โดยมองว่าหากไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีและโมเดลการปลูกข้าวที่ปล่อยคาร์บอนต่ำได้สำเร็จเป็นกลุ่มแรก เราจะไม่ใช่แค่ผู้ส่งออกผลผลิต แต่จะเป็นผู้ส่งออกเทคโนโลยีนี้ไปสู่ระดับสากล

ปิดท้ายด้วยดร.คมเมธ จิตวานิชไพบูลย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ที่ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญจากรายงาน Technology Needs Assessment ที่จัดทำร่วมกับ UNFCCC (กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) โดยระบุ 5 เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาหรือนำเข้าอย่างจริงจัง ได้แก่:

  • SMR (Small Modular Reactor - โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก)
  • SAF (Sustainable Aviation Fuel - น้ำมันเครื่องบินจากวัตถุดิบยั่งยืน)
  • Green Hydrogen (ไฮโดรเจนที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน)
  • Smart Grid AI (โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ)
  • CCUS (Carbon Capture, Utilization, and Storage - เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน)

ทว่า ความท้าทายที่ใหญ่กว่าตัวเทคโนโลยี คือ โครงสร้างการทำงานภาครัฐที่เป็นลักษณะ Silo ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติ ผู้แทนจาก สอวช. เผยว่าเป้าหมาย Net Zero ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน แต่ปัจจุบันแต่ละกระทรวงยังคงแยกกันเดินหน้าในกรอบของตัวเอง สิ่งสำคัญคือเราต้องมองโจทย์นี้เป็น System ที่ร้อยเรียงทั้งมิติพลังงาน , การเงิน, และสังคมให้ขับเคลื่อนไปด้วยกัน

บทสรุปจากเวที ทุนไม่ใช่คำตอบเดียว แต่ Ecosystem คือกุญแจขับเคลื่อน Climate Tech

ตลอดทั้ง 3 เซสชันที่ผ่านมา มี Insight สำคัญที่ถูกย้ำซ้ำอย่างมีนัยสำคัญ คือ สตาร์ทอัพในสมรภูมิ Climate Tech ไม่ได้ต้องการเพียงแค่เม็ดเงินทุนเท่านั้น

แต่สิ่งที่จะช่วยทลายคอขวดและสร้างผลกระทบให้เกิดขึ้นได้จริง นั่นคือพาร์ทเนอร์ระดับที่มีพลังและน้ำหนักมากพอในการสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาด ขยับกลไกทางนโยบายของภาครัฐ และทำหน้าที่เชื่อมต่อจิ๊กซอว์ทุกชิ้นที่เคยแยกส่วนให้เข้ามาประกบกันได้อย่างไร้รอยต่อ

ธนาคารกสิกรไทยจึงมุ่งสร้างบทบาทในทุกมิติของการขับเคลื่อน Climate Ecosystem โดยทำหน้าที่เป็นทั้ง Platform Connector และ Transition Partner ที่ช่วยเชื่อมองค์ความรู้ เครือข่ายพันธมิตร โซลูชัน และแหล่งเงินทุน เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม หนึ่งในกลไกสำคัญคือ EARTH JUMP เวทีระดับประเทศที่ธนาคารจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2023 เพื่อเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคธุรกิจ นักลงทุน สตาร์ทอัพ และผู้เชี่ยวชาญด้าน Climate Tech ให้มาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างความร่วมมือ และต่อยอดสู่การลงมือทำจริง

นอกจากนี้ ธนาคารยังได้พัฒนา K-Climate Solutions ชุดโซลูชันครบวงจรที่ช่วยให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านได้ในทุกขั้นตอน ครอบคลุมตั้งแต่ 

  1. ESG Readiness Check เครื่องมือประเมินความพร้อมด้านสิ่งแวดล้อม พลังงาน และห่วงโซ่อุปทาน
  2. KCLIMATE 1.5 แพลตฟอร์มคำนวณและบริหารจัดการข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  3. K-Climate ESG Advisory บริการให้คำปรึกษาด้าน ESG โดยผู้เชี่ยวชาญ
  4. Net Zero CEO และ Net Zero Leader หลักสูตรสำหรับผู้บริหารเพื่อเสริมองค์ความรู้และศักยภาพในการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero 
  5. Financial Solutions อาทิ “สินเชื่อ SME ยิ่งกรีน ยิ่งได้” (Sustainability-Linked Loan for SME) ที่มอบส่วนลดอัตราดอกเบี้ยแก่ธุรกิจที่สามารถบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน รวมถึง K-Climate Shield Loan สินเชื่อเพื่อสนับสนุนการลงทุนในเทคโนโลยีและอุปกรณ์ป้องกันความเสี่ยงจากน้ำท่วม เพื่อเสริมความพร้อมในการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ขณะเดียวกัน ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการผลักดันนวัตกรรมด้าน Climate Tech ผ่าน Beacon VC ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เพียงผู้สนับสนุนเงินลงทุน (Funding) แต่ยังทำงานในฐานะ Strategic Partner ที่ร่วมสร้างการเติบโตให้กับสตาร์ทอัพ ตั้งแต่การเข้าไปมีส่วนร่วมในคณะกรรมการบริหารของ ION Energy เพื่อร่วมกำหนดทิศทางธุรกิจ การร่วมลงทุน (Co-invest) ใน Quantified Energy เพื่อเร่งการเติบโตของเทคโนโลยีพลังงาน ไปจนถึงการเปิดประตูให้ Arkadiah ขยายธุรกิจเข้าสู่ประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว ผ่านเครือข่ายและความเชี่ยวชาญของธนาคาร

ทั้งหมดนี้สะท้อนบทบาทของธนาคารกสิกรไทยในการสร้าง Climate Ecosystem ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ พันธมิตร เทคโนโลยี โซลูชัน และเงินทุน เพื่อช่วยให้ทั้งผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพสามารถเปลี่ยนผ่านสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

บทความนี้เป็น Advertorial

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

นักวิจัยค้นพบวิธีเปลี่ยนขยะพลาสติก เป็นเชื้อเพลิงไฮโดรเจน โดยไม่ต้องคัดแยกประเภท

นักวิจัย UCLA ค้นพบวิธีเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็น ‘เชื้อเพลิงไฮโดรเจน’ บริสุทธิ์สูง ด้วยเทคโนโลยี ATT โดยไม่ต้องคัดแยกประเภท ขับเคลื่อน Hydrogen Economy และเศรษฐกิจหมุนเวียน...

Responsive image

นักวิจัยพัฒนา ‘แบตเตอรี่จากสาหร่าย’ ผลิตไฟฟ้าได้ 6 ปี หวังลดแบตเตอรี่ใช้แล้วทิ้ง

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ พัฒนา ‘Biocell’ แหล่งพลังงานชีวภาพที่ใช้ไซยาโนแบคทีเรียหรือสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ผลิตกระแสไฟฟ้าจากการสังเคราะห์แสง โดยสามารถจ่ายไฟให...

Responsive image

พบ ‘อำพัน’ ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก อายุ 385 ล้านปี ก่อนยุคไดโนเสาร์ 150 ล้านปี

'อำพัน' ที่เก่าแก่ที่สุดที่นักวิทยาศาสตร์เคยพบมีอายุอยู่ในช่วงหลังจากที่โลกมีไดโนเสาร์แล้ว แต่การค้นพบล่าสุดในประเทศจีนกำลังทำลายสถิตินั้น...